หน้าแรก › คลังความรู้ › กระบวนการทางอาญา
หมิ่นประมาทออนไลน์ · ความรับผิดทางแพ่งค่าเสียหายคดีหมิ่นประมาทไม่มีอัตราตายตัวในกฎหมาย ศาลกำหนดจากพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำ และสั่งให้ผู้ทำละเมิดทำให้ชื่อเสียงกลับคืนดีแทนหรือพร้อมกับค่าเสียหายได้
ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDFปรับปรุงล่าสุด
สาระสำคัญโดยสรุป
ฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 และ 420 โดยไม่มีอัตราตายตัว ศาลกำหนดจำนวนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 และสั่งให้ผู้กระทำจัดการทำให้ชื่อเสียงกลับคืนดีตามมาตรา 447 ได้ ผู้เสียหายต้องฟ้องภายในอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 448
ค่าเสียหายคดีหมิ่นประมาทมีฐานหลักอยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ซึ่งใช้กับการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือทางทำมาหาได้ของผู้อื่น ส่วนมาตรา 420 เป็นบททั่วไปของละเมิด ใช้เมื่อการกระทำกระทบสิทธิอย่างอื่น เช่น สิทธิในความเป็นส่วนตัว
มาตรา 423 มีเงื่อนไขสำคัญข้อเดียวที่ต่างจากความผิดอาญา คือข้อความต้อง “ฝ่าฝืนต่อความจริง” ผู้กล่าวต้องรับผิดแม้ไม่รู้ว่าข้อความไม่จริง หากควรจะรู้ได้ ส่วนผู้ส่งข่าวสารที่ไม่รู้ว่าไม่จริง และตนหรือผู้รับมีทางได้เสียโดยชอบ ไม่ต้องรับผิดเพียงเพราะส่งข่าวสารนั้น1
ศาลฎีกาใช้เงื่อนไขเรื่องความจริงอย่างเคร่งครัด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21420/2556 วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่จะทำให้การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายเป็นละเมิดตามมาตรา 423 วรรคหนึ่ง คือการกล่าวนั้น “ฝ่าฝืนต่อความจริง” และ “หากการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายความจริงก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิด”2 ผลคือโพสต์ที่เป็นความจริงแต่ทำให้เสียชื่อเสียงอาจยังเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หรือ 328 ได้ แต่ไม่เข้ามาตรา 423 เรื่องการพิสูจน์ความจริงในคดีอาญาอธิบายไว้ใน โพสต์เรื่องจริงผิดหมิ่นประมาทไหม
ข้อความที่จริงแต่เปิดเผยเรื่องส่วนตัวจึงต้องพิจารณาตามมาตรา 420 แทน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2558 วินิจฉัยว่าการเสนอข่าวที่ระบุตัวโจทก์ว่าเป็นบุคคลในภาพเรื่องส่วนตัวเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามมาตรา 420 “มิใช่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ตามมาตรา 423” โจทก์จึงเรียกได้เฉพาะค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัว3 การเลือกฐานความรับผิดให้ถูกตั้งแต่คำฟ้องจึงกำหนดขอบเขตค่าเสียหายที่ศาลจะให้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ให้ศาลวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด กฎหมายไม่มีตารางหรืออัตราค่าเสียหายสำหรับคดีหมิ่นประมาท ศาลพิจารณาจากขอบเขตการเผยแพร่ ความเสียหายที่พิสูจน์ได้ และพฤติการณ์ของผู้กระทำ จำนวนที่ขอในคำฟ้องจึงเป็นเพดาน ไม่ใช่ตัวเลขที่ได้แน่นอน
ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 ครอบคลุมค่าเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้น4 ในคดีหมิ่นประมาทแยกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือความเสียหายที่เป็นตัวเงิน เช่น รายได้ที่ลดลงหลังข้อความถูกเผยแพร่ ลูกค้าที่ยกเลิกสัญญา หรือค่าใช้จ่ายในการชี้แจงต่อสาธารณะ ส่วนที่สองคือความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณซึ่งมาตรา 423 กล่าวไว้โดยตรง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2558 แสดงช่องว่างระหว่างจำนวนที่ขอกับจำนวนที่ได้ได้ชัดที่สุด โจทก์ขอค่าสินไหมทดแทน 194,100,000 บาท ศาลชั้นต้นกำหนด 10,040,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าจำเลยไม่เคยเสนอข่าวในทางเสียหายต่อโจทก์มาก่อน และเนื้อข่าวบางส่วนมีผลปรามผู้ละเมิดรายอื่น จึงเห็นว่า “การกระทำของจำเลยทั้งสองถือว่าไม่ร้ายแรงมากนัก” และกำหนดค่าเสียหาย 1,000,000 บาท3
คดีเดียวกันวางหลักอีกข้อที่ใช้กับโพสต์ออนไลน์ซึ่งมีผู้แชร์ต่อหลายราย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้หนึ่งที่กระทำละเมิด จำเลยย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น “แม้จะมีบุคคลอื่นกระทำละเมิดด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้กระทำละเมิดรายนั้น ๆ” ผู้แชร์ต่อจึงอ้างว่ามีคนอื่นโพสต์ก่อนเพื่อขอลดค่าเสียหายไม่ได้ ข้อที่ว่าการแชร์ต่อเป็นการเผยแพร่ใหม่หรือไม่ อธิบายไว้ใน หมิ่นประมาททางเฟซบุ๊ก
มาตรา 446 ซึ่งให้เรียกค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินได้ ระบุเฉพาะกรณีเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย และเสรีภาพ4 ไม่ได้ระบุชื่อเสียง ความเสียหายต่อชื่อเสียงจึงเรียกผ่านถ้อยคำ “ความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น” ของมาตรา 423 ประกอบถ้อยคำ “ความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้น” ของมาตรา 438 ผู้ฟ้องควรบรรยายความเสียหายแต่ละส่วนพร้อมเหตุผลของจำนวนเงิน ไม่ใช่ขอเป็นยอดรวมก้อนเดียว
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 บัญญัติว่าบุคคลใดทำให้เขาเสียหายแก่ชื่อเสียง เมื่อผู้เสียหายร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหาย หรือทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้ คำสั่งนี้ต้องมีคำร้องขอของผู้เสียหาย ศาลไม่สั่งเองโดยไม่มีผู้ร้องขอ
มาตรา 447 ให้ทางเลือกสองแบบ แบบแรกคือคำสั่งให้จัดการฟื้นฟูชื่อเสียงแทนค่าเสียหาย แบบที่สองคือทั้งสองอย่างพร้อมกัน5 ตัวบทใช้คำว่า “จัดการตามควร” ไม่ได้จำกัดวิธี คำขอที่พบในคดีหมิ่นประมาทที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา ได้แก่ การลงข้อความขอโทษ และการเผยแพร่คำพิพากษาหรือคำขอขมาในช่องทางที่ข้อความเดิมถูกเผยแพร่ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 และ 976/2567 ในหัวข้อถัดไป
สำหรับผู้เสียหายจากโพสต์ออนไลน์ คำสั่งตามมาตรา 447 มักมีประโยชน์ใกล้เคียงหรือมากกว่าเงิน เพราะผู้ที่เคยอ่านโพสต์เดิมจะได้เห็นข้อความแก้ไขในช่องทางเดียวกัน คำขอควรระบุช่องทาง ระยะเวลา และถ้อยคำที่ต้องการให้ชัด เช่น ลงบนบัญชีเฟซบุ๊กเดียวกับที่โพสต์ข้อความเดิม เป็นเวลาไม่น้อยกว่าที่ข้อความเดิมถูกเผยแพร่ เพื่อให้ศาลสั่งได้โดยไม่ต้องตีความเพิ่ม
ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีแพ่งแยก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ให้ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาได้ มาตรา 44/1 ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ให้ศาลสั่งยึดทำลายข้อความหรือโฆษณาคำพิพากษาได้
ในคดีหมิ่นประมาทที่ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาเองโดยตรง ผู้เสียหายรวมคำขอค่าเสียหายไว้ในคำฟ้องคดีอาญาได้ตามมาตรา 40 ส่วนคดีที่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเป็นโจทก์ มาตรา 44/1 ให้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง โดยต้องยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน และมาตรา 46 ให้ศาลที่พิพากษาคดีส่วนแพ่งถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา6 ขั้นตอนร้องทุกข์และอายุความสามเดือนอธิบายไว้ใน แจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 เป็นตัวอย่างคำฟ้องที่รวมทุกคำขอไว้ในคดีเดียว โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ขอให้จำเลยลงข้อความขอโทษในเฟซบุ๊กของจำเลยเป็นเวลา 1 เดือน และขอค่าเสียหาย 800,000 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการโพสต์ข้อความและภาพของโจทก์ในเฟซบุ๊กซึ่งมิใช่กลุ่มปิด “เป็นการสร้างความเสียหายแก่โจทก์เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว”7 ข้อพิจารณานี้เป็นพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายใช้อธิบายความร้ายแรงของความเสียหายได้ทั้งในส่วนอาญาและส่วนแพ่ง
มาตรา 332 (2) เป็นเครื่องมือฟื้นฟูชื่อเสียงของฝั่งอาญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 วินิจฉัยว่ามาตรา 332 (2) “ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่” และคำว่าหนังสือพิมพ์รวมถึงข้อมูลข่าวสาร “ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย” ศาลฎีกาจึงสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ และผ่านเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา8 ความต่างที่ควรจำคือ มาตรา 447 ทางแพ่งต้องมีคำร้องขอของผู้เสียหาย ส่วนมาตรา 332 ทางอาญาศาลสั่งเองได้
สิทธิเรียกค่าเสียหายจากละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ผู้เสียหายจากโพสต์ออนไลน์จึงต้องนับสองกำหนดเวลาคู่กัน คือหนึ่งปีทางแพ่ง และสามเดือนสำหรับการร้องทุกข์ทางอาญา
มาตรา 448 มีข้อความท้ายว่า ถ้าเรียกค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษทางอาญาและอายุความทางอาญายาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่า9 แต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ซึ่งมีกำหนดร้องทุกข์สามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 การใช้ข้อความท้ายนี้กับคดีหมิ่นประมาทจึงขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี แนวทางที่ปลอดภัยคือฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้ตัวผู้โพสต์ และถ้าต้องการดำเนินคดีอาญาด้วย ให้ร้องทุกข์หรือฟ้องภายในสามเดือน
จุดเริ่มนับของทั้งสองกำหนดคือวันที่ผู้เสียหายรู้ทั้งการกระทำและ “รู้ตัว” ผู้กระทำ ถ้าเห็นโพสต์แล้วแต่ยังไม่รู้ว่าเจ้าของบัญชีเป็นใคร วันที่เห็นโพสต์จึงยังไม่ใช่วันเริ่มนับ บัญชีที่ใช้ชื่อแฝงทำให้วันเริ่มนับเลื่อนออกไปได้ ผู้เสียหายควรจดวันที่รู้ชื่อจริงของเจ้าของบัญชีและแหล่งที่รู้ไว้เป็นหลักฐาน
ศาลกำหนดค่าเสียหายจากพยานหลักฐานที่ผู้ฟ้องนำสืบ หลักฐานที่ช่วยให้ได้จำนวนใกล้เคียงคำขอ ได้แก่ หลักฐานว่าข้อความถูกเผยแพร่กว้างเพียงใด หลักฐานว่าข้อความไม่จริง เอกสารแสดงรายได้หรือสัญญาที่เสียไปหลังการเผยแพร่ และพยานบุคคลที่รับรู้ข้อความแล้วเปลี่ยนท่าทีต่อผู้เสียหาย มาตรา 438 ผูกจำนวนเงินไว้กับพฤติการณ์ที่พิสูจน์ได้
หลักฐานชุดแรกคือตัวข้อความ ภาพหน้าจอต้องเห็น URL วันเวลา ชื่อบัญชี และจำนวนการแชร์ ความคิดเห็น หรือยอดเข้าชม เพราะตัวเลขเหล่านี้คือขอบเขตการเผยแพร่ที่ศาลใช้ประเมินความร้ายแรง วิธีเก็บให้ศาลรับฟังได้อยู่ใน หลักฐานดิจิทัลในคดีหมิ่นประมาท
หลักฐานชุดที่สองคือความเสียหายที่เป็นตัวเงิน งบการเงินหรือรายการเดินบัญชีก่อนและหลังการเผยแพร่ หนังสือยกเลิกสัญญาที่อ้างถึงข้อความนั้น และค่าใช้จ่ายในการชี้แจงต่อลูกค้า ความเสียหายที่ไม่มีเอกสารรองรับ ศาลมักไม่กำหนดให้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2558 โจทก์ขอค่าขาดรายได้จากตำแหน่งกรรมการบริษัทและที่ปรึกษาทางการเงินด้วย ซึ่งศาลล่างไม่กำหนดให้3
หลักฐานชุดที่สามคือความไม่จริงของข้อความ ซึ่งจำเป็นสำหรับฐานมาตรา 423 เอกสารที่แสดงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เช่น ใบเสร็จการชำระหนี้เมื่อโพสต์กล่าวหาว่าไม่ใช้หนี้ มีน้ำหนักมากกว่าคำปฏิเสธลอย ๆ
ผู้ถูกเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 423 มีข้อต่อสู้หลักสามข้อ คือข้อความเป็นความจริงจึงไม่ฝ่าฝืนต่อความจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21420/2556 ตนส่งข่าวสารโดยไม่รู้ว่าไม่จริงและมีทางได้เสียโดยชอบตามมาตรา 423 วรรคสอง และความเสียหายไม่ร้ายแรงเท่าที่โจทก์อ้าง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลลดจำนวนตามมาตรา 438
ข้อต่อสู้เรื่องความจริงต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ความเชื่อ ผู้โพสต์ที่มีข้อพิพาทเรื่องหนี้ควรใช้สิทธิทางศาลแทนการประจาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่าหากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่ชำระหนี้ “จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพโจทก์”7
ข้อต่อสู้เรื่องจำนวนเงินอาศัยพฤติการณ์ตามมาตรา 438 เช่น ลบข้อความทันทีเมื่อได้รับแจ้ง ลงข้อความแก้ไขแล้ว หรือโพสต์ในกลุ่มที่มีสมาชิกน้อย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2558 ก็ลดค่าเสียหายจากสิบล้านเศษเหลือหนึ่งล้านบาทด้วยเหตุผลเรื่องพฤติการณ์ของจำเลย คือจำเลยไม่เคยเสนอข่าวในทางที่ทำให้โจทก์เสียหายมาก่อน ยังมีจรรยาบรรณของผู้มีอาชีพสื่อมวลชน และเนื้อข่าวบางส่วนน่าจะมีผลปรามผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ ผู้ถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาอ่านสิทธิและข้อต่อสู้ในคดีอาญาได้ที่ ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์
ระบบกฎหมายหลักมีเครื่องมือเยียวยาสองชุดเหมือนไทย คือค่าเสียหายและคำสั่งฟื้นฟูชื่อเสียง ประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่นมาตรา 723 มีถ้อยคำเกือบตรงกับมาตรา 447 อังกฤษให้ศาลสั่งเผยแพร่สรุปคำพิพากษาและลบข้อความ เยอรมนีจำกัดค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินตามมาตรา 253 และสหรัฐอเมริกาจำกัดค่าเสียหายที่สันนิษฐานไว้ก่อน
ญี่ปุ่น ประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา 709 เป็นบททั่วไปของละเมิด มาตรา 710 กำหนดให้ผู้ละเมิดต่อ “ชื่อเสียง” (名誉) ต้องชดใช้ความเสียหายที่ไม่ใช่ทรัพย์สินด้วย และมาตรา 723 ให้ศาลสั่ง “มาตรการที่เหมาะสมเพื่อฟื้นฟูชื่อเสียง” แทนหรือพร้อมกับค่าเสียหาย ตามคำขอของผู้เสียหาย10 โครงสร้างนี้ตรงกับมาตรา 447 ของไทยแทบทุกองค์ประกอบ ความต่างที่สำคัญคือมาตรา 710 ของญี่ปุ่นระบุชื่อเสียงไว้ในบทค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินโดยตรง ขณะที่มาตรา 446 ของไทยไม่ได้ระบุ และอายุความของญี่ปุ่นตามมาตรา 724 คือสามปีนับแต่รู้ความเสียหายและตัวผู้กระทำ ยาวกว่ามาตรา 448 ของไทย
อังกฤษ Defamation Act 2013 section 12 ให้ศาลที่พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีสั่งให้จำเลยเผยแพร่สรุปคำพิพากษา ถ้อยคำและช่องทางให้คู่ความตกลงกันก่อน ตกลงไม่ได้ศาลกำหนดเอง และ section 13 ให้ศาลสั่งผู้ดำเนินการเว็บไซต์ที่มีข้อความหมิ่นประมาทให้ลบข้อความนั้นได้11 คำสั่งลบข้อความตาม section 13 ส่งถึงผู้ดำเนินการเว็บไซต์ซึ่งไม่ใช่คู่ความโดยตรง ไทยยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะแบบนี้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้เสียหายในไทยจึงขอให้ศาลสั่งจำเลยลบข้อความเป็นส่วนหนึ่งของ “การจัดการตามควร” ตามมาตรา 447
เยอรมนี ประมวลกฎหมายแพ่ง (BGB) มาตรา 823 (1) ให้ผู้ละเมิดชีวิต ร่างกาย สุขภาพ เสรีภาพ กรรมสิทธิ์ หรือ “สิทธิอื่น” ของผู้อื่นชดใช้ความเสียหาย และมาตรา 253 วางหลักว่าความเสียหายที่ไม่ใช่ทรัพย์สินเรียกเป็นเงินได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด โดยวรรคสองระบุร่างกาย สุขภาพ เสรีภาพ และเสรีภาพในการตัดสินใจทางเพศ12 ชื่อเสียงไม่อยู่ในรายการนี้ เช่นเดียวกับมาตรา 446 ของไทย ทั้งสองระบบจึงต้องหาฐานค่าเสียหายต่อชื่อเสียงนอกบทค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน ไทยใช้มาตรา 423 และ 447 ซึ่งเป็นบทเฉพาะ
สหรัฐอเมริกา ศาลสูงสุดใน Gertz v. Robert Welch, Inc. (1974) วินิจฉัยว่ามลรัฐ “may not permit recovery of presumed or punitive damages” (อนุญาตให้เรียกค่าเสียหายที่สันนิษฐานเอาไว้หรือค่าเสียหายเชิงลงโทษไม่ได้) เว้นแต่ความรับผิดตั้งอยู่บนการพิสูจน์ว่าจำเลยรู้ว่าข้อความเท็จหรือละเลยต่อความจริงอย่างร้ายแรง และโจทก์ที่พิสูจน์ได้เพียงมาตรฐานที่ต่ำกว่าเรียกได้เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งรวมถึงความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ความอับอาย และความทุกข์ทางจิตใจ13 หลักนี้ใกล้กับมาตรา 438 ของไทยที่ผูกจำนวนเงินไว้กับความเสียหายและพฤติการณ์ที่พิสูจน์ได้
| ประเด็น | ไทย | ญี่ปุ่น | อังกฤษ | เยอรมนี | สหรัฐอเมริกา |
|---|---|---|---|---|---|
| ฐานค่าเสียหาย | ป.พ.พ. 423 และ 420 | 民法 709 และ 710 | ละเมิดฐานหมิ่นประมาทตามคอมมอนลอว์ และ Defamation Act 2013 | BGB 823 (1) | กฎหมายมลรัฐ ภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ |
| ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน | มาตรา 446 ไม่ระบุชื่อเสียง ใช้มาตรา 423 และ 438 | มาตรา 710 ระบุชื่อเสียงโดยตรง | ศาลกำหนดตามความเสียหายต่อชื่อเสียง | มาตรา 253 จำกัดเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด | Gertz จำกัดค่าเสียหายที่สันนิษฐานไว้ก่อน |
| ฟื้นฟูชื่อเสียง | ป.พ.พ. 447 และ ป.อ. 332 (2) | 民法 723 | s.12 สรุปคำพิพากษา และ s.13 ลบข้อความ | ไม่ได้ศึกษาในบทความนี้ | ไม่ได้ศึกษาในบทความนี้ |
| อายุความทางแพ่ง | 1 ปี / 10 ปี (มาตรา 448) | 3 ปี / 20 ปี (มาตรา 724) | 1 ปีนับแต่มูลคดีเกิด (Limitation Act 1980 s.4A) | ไม่ได้ศึกษาในบทความนี้ | แตกต่างตามมลรัฐ |
ข้อสรุปสำหรับผู้อ่านไทยคือ กฎหมายไทยมีเครื่องมือฟื้นฟูชื่อเสียงครบในระดับเดียวกับญี่ปุ่นและอังกฤษ แต่อายุความทางแพ่งสั้นกว่า ผู้เสียหายจึงควรตัดสินใจเรื่องคำขอค่าเสียหายและคำขอตามมาตรา 447 ให้เร็ว และควรขอทั้งเงินและการฟื้นฟูชื่อเสียงไว้ในคำฟ้องเดียวกัน
นิติเศรษฐศาสตร์อธิบายว่าการคุ้มครองชื่อเสียงด้วยค่าเสียหายเป็นกฎความรับผิด ผู้อื่นทำลายสิทธิได้หากยอมจ่ายตามมูลค่าที่ศาลกำหนด ส่วนคำสั่งตามมาตรา 447 คืนสิทธิในรูปเดิม งานวิทยาศาสตร์เครือข่ายพบว่าข้อความเท็จแพร่ไกลและเร็วกว่าความจริง ค่าเสียหายอย่างเดียวจึงไม่พอสำหรับข้อความออนไลน์
Calabresi และ Melamed แยกการคุ้มครองสิทธิไว้สามแบบ แบบที่เกี่ยวกับบทความนี้คือกฎทรัพย์สิน (property rule) ที่ผู้ต้องการเอาสิทธิไปต้องซื้อจากเจ้าของโดยสมัครใจ และกฎความรับผิด (liability rule) ที่ผู้อื่นทำลายสิทธิได้หากยอมจ่าย “an objectively determined value” (มูลค่าที่กำหนดโดยภาวะวิสัย)14 เมื่อมองผ่านกรอบนี้ ค่าเสียหายตามมาตรา 423 และ 438 คือกฎความรับผิด ผู้โพสต์ที่ยอมเสี่ยงจ่ายค่าเสียหายยังเลือกโพสต์ได้ ส่วนมาตรา 447 และคำสั่งลบข้อความขยับการเยียวยาเข้าหาการคืนสิทธิในรูปเดิม ผู้เสียหายที่ต้องการชื่อเสียงคืนมากกว่าเงินจึงควรใช้คำขอตามมาตรา 447 เป็นหลัก ไม่ใช่คำขอเสริม
งานวิทยาศาสตร์เครือข่ายของ Vosoughi, Roy และ Aral (2018) ศึกษาข่าวที่ตรวจสอบแล้วราว 126,000 เรื่องบน Twitter ระหว่างปี 2006 ถึง 2017 และพบว่า “Falsehood diffused significantly farther, faster, deeper, and more broadly than the truth” (ข้อความเท็จแพร่ได้ไกล เร็ว ลึก และกว้างกว่าความจริงอย่างมีนัยสำคัญ)15 ผลนี้สอดคล้องกับข้อพิจารณาในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 ว่าโพสต์สาธารณะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว และกับเหตุผลในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ที่สั่งโฆษณาคำพิพากษาบนเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพราะการแก้ไขต้องไปถึงช่องทางเดียวกับที่ข้อความเดิมแพร่ไป
คำถามที่ผู้เสียหายและผู้ถูกฟ้องถามบ่อยเกี่ยวกับค่าเสียหายคดีหมิ่นประมาท ได้แก่ จำนวนเงินที่ศาลให้ โพสต์เรื่องจริง การขอให้ลงข้อความขอโทษ การเรียกค่าเสียหายพร้อมคดีอาญา และอายุความหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คำตอบแต่ละข้ออ้างตัวบทและคำพิพากษาที่ตรวจแล้ว
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 423 438 446 447 448 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 44/1 46 ตรวจเทียบ legardy.com กับถ้อยคำในคำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21420/2556 4893/2558 7256/2567 และ 976/2567 ตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) ตัวบทต่างประเทศตรวจกับ laws.e-gov.go.jp, legislation.gov.uk, gesetze-im-internet.de และ law.cornell.edu งานวิชาการอ่านจาก HeinOnline และ PubMed ตรวจทั้งหมดเมื่อ 28 กันยายน 2569
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ