หน้าแรก › คลังความรู้ › หมิ่นประมาทออนไลน์
หมิ่นประมาทออนไลน์ · ไลน์กลุ่มและแชตข้อความในไลน์กลุ่มไปถึงสมาชิกคนอื่นทันทีที่กดส่ง กฎหมายจึงถือว่าเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามได้ แต่ศาลฎีกาแยกไลน์กลุ่มออกจากการโฆษณาต่อสาธารณชน และแยกแชตส่วนตัวกับผู้ถูกกล่าวถึงออกจากหมิ่นประมาททั้งสองฐาน ผลต่อคดีและอัตราโทษจึงต่างกันมาก
ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDFปรับปรุงล่าสุด
สาระสำคัญโดยสรุป
ด่าหรือใส่ร้ายผู้อื่นในไลน์กลุ่มแจ้งความได้ ถ้าข้อความยืนยันข้อเท็จจริงในทางเสียหายและผู้อ่านรู้ว่าหมายถึงใคร เพราะสมาชิกกลุ่มเป็นบุคคลที่สามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 ถือว่าไลน์กลุ่มยังไม่ใช่การโฆษณาตามมาตรา 328 ส่วนแชตส่วนตัวถึงผู้ถูกกล่าวถึงคนเดียวไม่ใช่หมิ่นประมาท
สมาชิกไลน์กลุ่มที่อ่านข้อความเป็นบุคคลที่สามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 เพราะหมิ่นประมาทต้องการเพียงให้ข้อความใส่ความไปถึงผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวถึง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 เห็นว่าข้อความที่จำเลยส่งในกลุ่มไลน์ซึ่งตนตั้งและเชิญสมาชิกเข้าร่วม มีมูลตามมาตรา 326 เมื่อผู้อ่านเข้าใจทันทีว่าหมายถึงโจทก์
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” และกำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 328 เป็นเหตุเพิ่มโทษเมื่อความผิดได้กระทำ “โดยการโฆษณา” และมาตรา 333 กำหนดให้ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้1 ตัวบทมาตรา 326 ไม่ได้กำหนดจำนวนผู้อ่านขั้นต่ำ บุคคลที่สามเพียงคนเดียวก็พอ องค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์จึงมีสามส่วน คือ การใส่ความด้วยข้อเท็จจริง การทำให้ข้อความนั้นไปถึงผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวถึง และผลที่น่าจะทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
ไลน์กลุ่มมีลักษณะตรงกับองค์ประกอบส่วนที่สองโดยสภาพ เพราะข้อความที่ส่งเข้ากลุ่มปรากฏบนหน้าจอของสมาชิกทุกคนในเวลาเดียวกัน คดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยตั้งกลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ชื่อ “โพสท์นิวส์ออนไลน์” เชิญบุคคลต่าง ๆ เข้าเป็นสมาชิก และสมาชิกสนทนาและอ่านข้อความภายในกลุ่มได้ จากนั้นจำเลยส่งข้อความหลายครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2559 กล่าวถึงผู้เช่าที่ดินริมแม่น้ำแควซึ่งมีคดีพิพาทกับเจ้าของที่ดิน ข้อความไม่ได้ระบุชื่อโจทก์ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เมื่อได้อ่านข้อความตามภาพถ่ายดังกล่าวแล้วก็เข้าใจทันทีว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงโจทก์” คดีจึงมีมูลตามมาตรา 326 และพิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องความผิดฐานนี้ไว้พิจารณาต่อไป2
คำพิพากษานี้มีผลในทางปฏิบัติสองประการ ประการแรก การส่งข้อความเข้ากลุ่มเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามได้ แม้กลุ่มนั้นจะเป็นกลุ่มปิดที่ต้องได้รับเชิญ ประการที่สอง ผู้ส่งไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อผู้ถูกกล่าวถึง ถ้าข้อเท็จจริงแวดล้อมในข้อความ เช่น อาชีพ ที่ตั้งร้าน หรือคดีที่มีอยู่ ทำให้ผู้อ่านในกลุ่มรู้ได้ว่าหมายถึงใคร เกณฑ์ผู้อ่านเข้าใจทันทีนี้ใช้กับไลน์กลุ่มเท่ากับสื่ออื่น ผู้เสียหายจึงควรรวบรวมข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ทำให้สมาชิกในกลุ่มรู้ว่าหมายถึงตน รายละเอียดของหลักนี้อยู่ในบทความ โพสต์ด่าไม่เอ่ยชื่อ ผิดหมิ่นประมาทไหม
ข้อพึงระวังคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 เป็นคำวินิจฉัยในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งศาลพิจารณาเพียงว่าคดีมีมูลพอให้รับไว้พิจารณาหรือไม่ ยังไม่ใช่คำพิพากษาลงโทษ ผลสุดท้ายของคดีขึ้นกับพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา รวมทั้งข้อต่อสู้ของจำเลยตามมาตรา 329 และ 330 ที่อธิบายในหัวข้อข้อต่อสู้ด้านล่าง
ไลน์กลุ่มโดยทั่วไปยังไม่เป็นการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 วางหลักว่าผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป ส่วนการส่งข้อความในกลุ่มไลน์เป็นเพียงการแจ้งข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคล จึงไม่มีมูลตามมาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท
มาตรา 328 บัญญัติว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท” ข้อความในไลน์เป็น “ตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏ” อย่างไม่ต้องสงสัย ประเด็นจึงไม่อยู่ที่สื่อ แต่อยู่ที่คำว่า “โดยการโฆษณา” ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้นิยามไว้ ความหมายจึงมาจากแนวคำพิพากษา
ในคดีเดียวกัน ศาลฎีกาวางหลักว่า “ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป” และวินิจฉัยว่า “การที่จำเลยส่งข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มโพสท์นิวส์ออนไลน์ มีลักษณะเป็นเพียงเจตนาการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป” ผลคือคดีไม่มีมูลตามมาตรา 328 แต่มีมูลตามมาตรา 326 ความต่างนี้ไม่ใช่รายละเอียดทางเทคนิค เพราะมาตรา 326 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ส่วนมาตรา 328 มีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท เพดานค่าปรับต่างกันสิบเท่า
เพื่อเทียบให้เห็นเส้นแบ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567 วินิจฉัยกรณีจำเลยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตนเก้าครั้ง ซึ่งจำเลยตั้งค่าให้บุคคลใดก็ตามเข้าถึงได้ ศาลฎีกาเห็นว่า “การที่จำเลยโพสต์ข้อความใส่ความโจทก์ในเฟซบุ๊กของจำเลยที่เปิดเป็นสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เป็นการกระจายข้อความไปสู่สาธารณะหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม” และลงโทษเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวมเก้ากระทง จำคุกรวม 36 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ3 เส้นแบ่งระหว่างสองคดีจึงอยู่ที่ว่าข้อความเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ หรือจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่ม
หลักเรื่องการแจ้งข่าวเฉพาะกลุ่มไม่ได้เริ่มที่คดีไลน์ ศาลฎีกาใช้ถ้อยคำทำนองเดียวกันมาก่อนกับสื่อกระดาษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2552 วินิจฉัยว่าการที่ผู้จัดสรรที่ดินส่งหนังสือทางไปรษณีย์ถึงผู้ซื้อที่ดินรายอื่นหลายรายในโครงการ กล่าวหาว่าโจทก์รุกล้ำชายหาด “มีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการเช่นเดียวกับโจทก์ ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป”4 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2414/2530 เห็นว่าการแจ้งข่าวไปยังสมาชิกของสมาคมเท่านั้นไม่ถึงกับกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนทั่วไป ศาลจึงลงโทษสถานเบา5 ไลน์กลุ่มที่สมาชิกเป็นผู้ได้รับเชิญจึงมีสถานะใกล้กับหนังสือเวียนถึงสมาชิกกลุ่มหนึ่ง มากกว่าใกล้กับหนังสือพิมพ์หรือโพสต์สาธารณะ
ผลในทางวิธีพิจารณาคือ ถ้าผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องตามมาตรา 328 ต้องบรรยายฟ้องให้เห็นว่าการกระทำเป็นการโฆษณาอย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2561 เป็นคดีที่โจทก์บรรยายว่า “จำเลยดูหมิ่นซึ่งหน้าด้วยการพิมพ์ข้อความ” ลงในโปรแกรมไลน์ และว่าเป็น “การใส่ความโจทก์ต่อสมาชิกในกลุ่มซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่เห็นข้อความ” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อันเป็นการกระทำโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด”6 การตั้งฐานความผิดให้ตรงกับลักษณะของกลุ่มตั้งแต่ร่างคำฟ้องหรือคำร้องทุกข์จึงสำคัญ การฟ้องสูงเกินข้อเท็จจริงไม่ได้ทำให้คดีหนักขึ้น แต่อาจทำให้ข้อหาบางส่วนตกไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 ไม่ได้กำหนดจำนวนสมาชิกที่ทำให้ไลน์กลุ่มกลายเป็นการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 การประเมินจึงต้องดูว่าใครเข้ากลุ่มได้ สมาชิกเกี่ยวพันกันเฉพาะเรื่องหรือเป็นคนทั่วไป และผู้ส่งตั้งใจให้ข้อความแพร่ออกนอกกลุ่มหรือไม่ ยังไม่พบฎีกาที่วินิจฉัยกลุ่มเปิดขนาดใหญ่โดยตรง
ข้อความของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 ใช้คำว่า “เฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าว” โดยไม่ได้ระบุจำนวนสมาชิก ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือจำเลยเป็นผู้ตั้งกลุ่มและเชิญสมาชิกเข้าเอง ส่วนคำพิพากษาที่ใช้หลักเดียวกันกับสื่อกระดาษ ทั้งฎีกาที่ 7788/2552 และ 2414/2530 มีจุดร่วมคือผู้รับข้อความเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวพันกันเฉพาะเรื่อง ได้แก่ ผู้ซื้อที่ดินในโครงการเดียวกัน และสมาชิกสมาคมเดียวกัน การอ่านคำพิพากษาให้ตรงตัวจึงควรสรุปว่าศาลพิจารณาจากลักษณะของผู้รับ ไม่ใช่จากเทคโนโลยีที่ใช้ส่ง
จากแนวนี้ ไลน์กลุ่มที่มีลักษณะต่างกันน่าจะได้ผลต่างกัน ไลน์กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อนร่วมรุ่น กลุ่มผู้ปกครองในห้องเรียน หรือกลุ่มลูกบ้านหมู่บ้านจัดสรร มีลักษณะเป็นกลุ่มบุคคลเฉพาะที่ใกล้กับข้อเท็จจริงในฎีกาที่ 7788/2552 ส่วนกลุ่มที่ใครก็เข้าร่วมได้ผ่านลิงก์ที่เผยแพร่ทั่วไป กลุ่มโอเพนแชต (OpenChat ห้องสนทนาที่ผู้ใช้ไลน์ค้นหาและเข้าร่วมได้เองโดยไม่ต้องรู้จักกัน) ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก หรือกลุ่มที่ผู้ตั้งประกาศชวนบุคคลทั่วไปเข้ามาอ่านข่าว มีลักษณะใกล้กับการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงตามฎีกาที่ 2624/2567 มากขึ้น ข้อนี้เป็นการวิเคราะห์จากหลักที่ศาลวางไว้ ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลในกรณีกลุ่มเปิดโดยตรง
ปัจจัยที่ควรรวบรวมเป็นพยานหลักฐาน เมื่อจะประเมินว่ากลุ่มหนึ่งเข้ามาตรา 326 หรือ 328 ได้แก่ จำนวนสมาชิกขณะส่งข้อความ วิธีเข้ากลุ่ม (ผู้ดูแลเชิญ อนุมัติคำขอ หรือเข้าเองผ่านลิงก์สาธารณะ) ความสัมพันธ์ของสมาชิกกับผู้ถูกกล่าวถึง วัตถุประสงค์ของกลุ่ม และพฤติการณ์ของผู้ส่ง เช่น ข้อความชวนให้สมาชิกแชร์ต่อ หรือผู้ส่งนำข้อความเดียวกันไปโพสต์ในที่สาธารณะด้วย ในคดีฎีกาที่ 5276/2562 เอง ข้อความหนึ่งของจำเลยชวนให้ผู้อ่านติดตามอ่านเรื่องเต็มในหนังสือพิมพ์ชื่อเดียวกับกลุ่ม ซึ่งแสดงว่าผู้ส่งบางรายใช้กลุ่มไลน์คู่กับสื่อสาธารณะ การแยกพยานหลักฐานของแต่ละช่องทางให้ชัดช่วยให้ตั้งฐานความผิดได้ถูกต้อง
ข้อความใส่ร้ายที่ส่งถึงผู้ถูกกล่าวถึงโดยตรงในแชตส่วนตัว ไม่เป็นหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 เพราะไม่มีการใส่ความต่อบุคคลที่สาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2516 วินิจฉัยว่าจดหมายลงทะเบียนถึงตัวโจทก์ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 326 และ 328 แม้เสมียนของโจทก์ได้อ่าน เพราะอยู่นอกเจตนาของผู้ส่ง
คำถามที่พบบ่อยที่สุดหลังจากถูกส่งข้อความรุนแรงมาทางไลน์ส่วนตัว คือ แจ้งความหมิ่นประมาทได้หรือไม่ หลักที่ตอบคำถามนี้อยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2516 ซึ่งวินิจฉัยว่า “จำเลยมีจดหมายซึ่งมีข้อความหมิ่นประมาทส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงโจทก์โดยตรงไปยังสำนักงานโจทก์ แสดงเจตนาของจำเลยว่าจะให้โจทก์เท่านั้นทราบข้อความในจดหมาย มิใช่เจตนาเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม” และ “แม้เสมียนของโจทก์ทราบข้อความจากจดหมายที่จำเลยส่งไปถึงตัวโจทก์นั้น ก็เป็นเรื่องนอกเหนือเจตนาของจำเลย”7 เหตุผลของศาลอยู่ที่เจตนาของผู้ส่ง ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าใครได้อ่านในภายหลัง
เมื่อนำหลักนี้มาใช้กับแชตส่วนตัว ข้อความที่ส่งถึงผู้ถูกกล่าวถึงเพียงคนเดียวมีโครงสร้างเดียวกับจดหมายลงทะเบียนในคดีนั้น ผู้รับนำภาพหน้าจอไปให้ผู้อื่นดูภายหลัง ก็ไม่ทำให้ผู้ส่งกลายเป็นผู้ใส่ความต่อบุคคลที่สาม เพราะผู้ที่ทำให้บุคคลที่สามรู้คือผู้รับเอง ข้อสรุปนี้เปลี่ยนไปทันทีเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน ถ้าผู้ส่งพิมพ์ข้อความใส่ร้ายผู้เสียหายในแชตส่วนตัวกับบุคคลอื่น เช่น ส่งถึงนายจ้าง คู่สมรส หรือเพื่อนของผู้เสียหาย กรณีนั้นเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามตามมาตรา 326 โดยตรง เพราะผู้รับไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวถึง และมาตรา 326 ไม่ต้องการผู้อ่านมากกว่าหนึ่งคน
ตารางต่อไปนี้สรุปฐานความผิดที่น่าจะเกี่ยวข้องตามช่องทางที่ข้อความไปถึง โดยสมมติว่าข้อความยืนยันข้อเท็จจริงในทางเสียหายและระบุตัวผู้ถูกกล่าวถึงได้
| ช่องทางที่ข้อความไปถึง | ฐานที่น่าจะเกี่ยวข้อง | หลักที่ใช้ |
|---|---|---|
| แชตส่วนตัวถึงผู้ถูกกล่าวถึงคนเดียว | ไม่เข้ามาตรา 326 หรือ 328 | ไม่มีบุคคลที่สาม (ฎีกาที่ 110/2516) |
| แชตส่วนตัวถึงบุคคลอื่น เช่น นายจ้างของผู้ถูกกล่าวถึง | มาตรา 326 | บุคคลที่สามคนเดียวก็พอตามตัวบท |
| ไลน์กลุ่มที่สมาชิกได้รับเชิญหรือเกี่ยวพันกันเฉพาะเรื่อง | มาตรา 326 | แจ้งข่าวเฉพาะกลุ่มบุคคล (ฎีกาที่ 5276/2562 และ 7788/2552) |
| กลุ่มที่ใครก็เข้าได้หรือส่งต่อไปที่สาธารณะ | อาจเป็นมาตรา 328 | เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง (ฎีกาที่ 2624/2567) |
คำด่าในไลน์ที่ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงเป็นเรื่องดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ไม่ใช่หมิ่นประมาท มาตรา 393 ต้องเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าการด่าทางโทรศัพท์ขณะอยู่ห่างกันไม่ใช่ซึ่งหน้า
กฎหมายอาญาไทยแยกการทำร้ายชื่อเสียงด้วยถ้อยคำไว้สองแบบ หมิ่นประมาทตามมาตรา 326 คือการใส่ความ ซึ่งต้องมีข้อเท็จจริงที่ผู้ฟังเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง เช่น ว่าผู้อื่นโกงเงิน ส่วนการดูหมิ่นตามมาตรา 393 คือถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13173/2558 อธิบายว่า “การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทหรือทำให้อับอาย” มาตรา 393 ฉบับปัจจุบันบัญญัติว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” อัตราโทษนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 25588 คำพิพากษาเก่าที่อ้างค่าปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทจึงใช้อัตราก่อนการแก้ไข
ปัญหาของคำด่าในไลน์อยู่ที่คำว่า “ซึ่งหน้า” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557 เป็นคดีที่จำเลยโทรศัพท์ไปด่าผู้เสียหายขณะที่ทั้งสองอยู่คนละอำเภอ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าว”9 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2516 ซึ่งอ้างข้างต้น วินิจฉัยว่าจดหมายที่มีถ้อยคำดูหมิ่นซึ่งส่งไปถึงโจทก์ต่างวันเวลากับวันที่ส่ง ไม่มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า และไม่ใช่การดูหมิ่นด้วยการโฆษณา
เมื่อรวมสองคำพิพากษากับหลักในฎีกาที่ 5276/2562 จะเห็นช่องว่างที่ผู้เสียหายควรรู้ล่วงหน้า คำด่าลอย ๆ ที่ส่งทางแชตส่วนตัวขณะอยู่ห่างกัน หรือส่งเข้าไลน์กลุ่มปิด อาจไม่เข้ามาตรา 393 เลย เพราะไม่ใช่ซึ่งหน้า และกลุ่มปิดยังไม่ถึงการโฆษณา ขณะเดียวกันก็ไม่เข้ามาตรา 326 เพราะไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริง จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ยังไม่พบคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยข้อความไลน์ส่วนตัวหรือการวิดีโอคอลในประเด็นซึ่งหน้าโดยตรง การวิเคราะห์ข้างต้นจึงเป็นการเทียบเคียงจากคดีโทรศัพท์และจดหมาย (รายละเอียดของความผิดฐานนี้อยู่ในบทความ ดูหมิ่นซึ่งหน้า มาตรา 393) คำด่าที่แฝงข้อเท็จจริง เช่น “คนโกงเงินบริษัท” เป็นคนละเรื่องกัน เพราะมีการใส่ความด้วยข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนคำโต้เถียงด้วยความโกรธต่อหน้ากัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2557 เห็นว่าคำว่า “มึงโกงกู” ที่พูดโต้ตอบในขณะทะเลาะเรื่องการชำระหนี้ ยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนาใส่ความ
ผู้ที่แคปหน้าจอข้อความใส่ร้ายแล้วส่งต่อไปกลุ่มอื่นหรือโพสต์ที่สาธารณะ อาจเป็นผู้ใส่ความต่อบุคคลที่สามเองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และอาจเข้ามาตรา 328 เมื่อข้อความไปถึงประชาชนทั่วไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2558 ถือว่าการนำหนังสือพิมพ์ที่มีข้อความหมิ่นประมาทไปแจกโดยรู้เนื้อหาเป็นการโฆษณาแล้ว
ข้อความในไลน์กลุ่มไม่ได้อยู่ในกลุ่มตลอดไป สมาชิกคนใดคนหนึ่งแคปหน้าจอ ส่งต่อไปอีกกลุ่ม หรือนำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กได้ภายในไม่กี่วินาที กฎหมายมองการกระทำแต่ละครั้งแยกกัน ผู้ส่งต่อที่รู้ว่าข้อความมีเนื้อหาใส่ร้ายผู้อื่นไม่ได้เป็นเพียงคนกลาง แต่ทำให้ข้อความไปถึงบุคคลที่สามชุดใหม่ด้วยการกระทำของตน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2558 วางหลักกับสื่อกระดาษว่า “การนำหนังสือพิมพ์ไปแจกโดยทราบว่ามีเนื้อหาข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแล้ว จึงเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา”10 หลักนี้ใช้เทียบกับผู้ที่นำภาพหน้าจอจากกลุ่มปิดไปเผยแพร่ต่อสาธารณะได้
ผลในทางคดีมีสองด้าน ด้านผู้เสียหาย การส่งต่อที่ทำให้ข้อความออกสู่สาธารณะเปิดทางให้ดำเนินคดีกับผู้ส่งต่อในฐานที่หนักกว่าผู้ส่งต้นทางได้ ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานแยกเป็นชุดตามช่องทาง เพื่อให้เห็นว่าใครทำให้ข้อความไปถึงใคร ด้านผู้ที่อยู่ในกลุ่ม การส่งต่อข้อความใส่ร้ายเพียงเพื่อ “ให้คนอื่นรู้” อาจทำให้ตนเองเป็นผู้ต้องหา โดยเฉพาะเมื่อเติมความเห็นสนับสนุนข้อกล่าวหา ทางที่ปลอดภัยกว่าสำหรับสมาชิกกลุ่มที่เห็นข้อความใส่ร้ายผู้อื่น คือเก็บภาพหน้าจอไว้เป็นพยาน และส่งให้ผู้ถูกกล่าวถึงโดยตรงเมื่อผู้นั้นต้องการใช้ดำเนินคดี ไม่ใช่ส่งต่อเป็นวงกว้าง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขเมื่อ พ.ศ. 2560 ใช้กับการนำเข้าข้อมูลเท็จโดยทุจริตหรือหลอกลวงที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และยกเว้นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ในตัวบท ข้อความใส่ร้ายในไลน์จึงดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นหลัก ส่วนภาพตัดต่อหรือดัดแปลงยังเข้ามาตรา 16 ได้
มาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบันบัญญัติความผิดของผู้ที่ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”11 วลีท้ายที่เน้นไว้ตัดข้อความใส่ร้ายบุคคลออกจากขอบเขตของมาตรา 14 (1) โดยตรง ข้อความในไลน์ที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงจึงเป็นเรื่องของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
ศาลฎีกาใช้หลักนี้กับข้อความในไลน์แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2561 วินิจฉัยว่ามาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ “ไม่ใช้กับกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง” ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้แล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลตามมาตรา 14 (1) อีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง12 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 วางหลักเดียวกันกับข้อความที่เป็นหมิ่นประมาทตามมาตรา 32813
ข้อยกเว้นนี้ไม่ครอบคลุมทุกกรณี ถ้าผู้ส่งนำภาพของผู้อื่นไปตัดต่อหรือดัดแปลงแล้วส่งเข้ากลุ่ม มาตรา 16 ของพระราชบัญญัติเดียวกันลงโทษการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งภาพของผู้อื่นที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย14 ภาพตัดต่อในไลน์กลุ่มจึงอาจเป็นความผิดสองฐานพร้อมกัน รายละเอียดอยู่ในบทความ ตัดต่อภาพผู้อื่นแล้วโพสต์ออนไลน์ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16
ผู้ส่งข้อความในไลน์กลุ่มมีข้อต่อสู้หลักตามประมวลกฎหมายอาญา คือ มาตรา 329 การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนหรือติชมด้วยความเป็นธรรม และมาตรา 330 การพิสูจน์ความจริง ซึ่งห้ามพิสูจน์เรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ฎีกาที่ 7256/2567 ชี้ว่าการประจานหนี้แทนการฟ้องไม่สุจริต
มาตรา 329 บัญญัติว่า “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (๑) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม” ไปจนถึง (๓) “ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ” ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท15 ไลน์กลุ่มหลายประเภทมีหน้าที่ตามธรรมชาติที่เข้าข้อยกเว้นนี้ได้ เช่น ลูกบ้านแจ้งเตือนกันเรื่องผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน หรือผู้ปกครองแจ้งปัญหาความปลอดภัยของเด็กต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องจริง เงื่อนไขคือข้อความต้องสุจริต ได้สัดส่วน และส่งถึงผู้ที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น
ศาลฎีกาไม่ยอมรับการใช้สื่อออนไลน์ประจานแทนการใช้สิทธิทางศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยกรณีจำเลยโพสต์ข้อความพร้อมภาพของโจทก์ในเฟซบุ๊ก ทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกงและไม่ชำระหนี้ว่า จำเลยควรใช้สิทธิดำเนินคดีบังคับให้ชำระหนี้ตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความหมิ่นประมาท การกระทำจึงไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 329 (1) และ (3)16 หลักนี้ใช้กับไลน์กลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อทวงหนี้หรือประจานบุคคลได้โดยตรง แม้กลุ่มนั้นจะไม่ถึงการโฆษณาก็ตาม
ข้อต่อสู้เรื่องความจริงอยู่ในมาตรา 330 ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” แต่ห้ามพิสูจน์ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน17 เรื่องที่มักส่งกันในไลน์กลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน เช่น ชีวิตคู่ หนี้ส่วนตัว หรือเรื่องสุขภาพ มักเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งถ้าการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ผู้ส่งจะพิสูจน์ความจริงไม่ได้ตามวรรคสองนี้ ความเชื่อว่า “พูดเรื่องจริงไม่ผิด” จึงใช้ไม่ได้ในกรณีส่วนใหญ่ รายละเอียดอยู่ในบทความ โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม
พยานหลักฐานจากไลน์กลุ่มรับฟังได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 11 แต่ศาลชั่งน้ำหนักจากวิธีสร้าง เก็บรักษา และความครบถ้วน ภาพหน้าจอควรเห็นชื่อกลุ่ม จำนวนสมาชิก ชื่อผู้ส่ง วันเวลา และข้อความต่อเนื่อง ส่วนสมาชิกในกลุ่มเป็นพยานบุคคลที่ยืนยันได้ว่ามีบุคคลที่สามอ่านข้อความแล้ว
มาตรา 11 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใด เพียงเพราะเหตุว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” วรรคสองให้พิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของวิธีสร้าง เก็บรักษา ความครบถ้วน และวิธีระบุตัวผู้ส่ง และวรรคสามให้ใช้หลักเดียวกันกับสิ่งพิมพ์ออก18 ในคดีฎีกาที่ 5276/2562 ข้อความที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยมาจากภาพถ่ายข้อความในกลุ่ม ซึ่งศาลฎีกาอ้างว่า “ข้อความตามภาพถ่ายดังกล่าว” การเก็บหลักฐานที่ดีจึงเริ่มจากภาพที่ศาลอ่านเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
หลักฐานที่ควรมีในคดีไลน์กลุ่มต่างจากคดีโพสต์สาธารณะอยู่หลายจุด
ผู้เสียหายที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มมักได้หลักฐานจากสมาชิกที่ส่งภาพหน้าจอมาให้ ภาพเหล่านี้ใช้ได้ แต่ควรขอให้สมาชิกผู้นั้นเก็บไฟล์ต้นฉบับในเครื่องของตนไว้ และพร้อมยืนยันในชั้นสอบสวนหรือชั้นศาล รายละเอียดวิธีเก็บหลักฐานดิจิทัลอยู่ในบทความ เก็บหลักฐานหมิ่นประมาทออนไลน์ และลำดับงานในวันแรกอยู่ในบทความ โดนหมิ่นประมาทออนไลน์ ทำอย่างไร
ความผิดฐานหมิ่นประมาทในไลน์กลุ่มเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามมาตรา 96 มิฉะนั้นขาดอายุความ และถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
มาตรา 96 บัญญัติว่า “ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”19 ในคดีไลน์กลุ่ม วันที่รู้เรื่องมักเป็นวันที่สมาชิกส่งภาพหน้าจอมาให้ผู้เสียหาย ไม่ใช่วันที่ผู้ส่งพิมพ์ข้อความ ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานวันที่ได้รับภาพหน้าจอไว้ด้วย เพราะเป็นจุดเริ่มนับกำหนดสามเดือน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ผู้ร้องทุกข์จะแก้คำร้องทุกข์ระยะใด หรือจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้”20 คดีหมิ่นประมาทในไลน์กลุ่มจำนวนมากจบด้วยการเจรจา เช่น ผู้ส่งยอมพิมพ์ข้อความขอโทษในกลุ่มเดียวกัน ลบข้อความ หรือชดใช้ค่าเสียหาย การเจรจาที่ได้ผลควรทำเป็นหนังสือและระบุเงื่อนไขให้ชัด เช่น ถ้อยคำขอโทษและกลุ่มที่ต้องประกาศ รายละเอียดเรื่องการแจ้งความอยู่ในบทความ ถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ แจ้งความได้ไหม
กฎหมายเปรียบเทียบสี่ระบบตอบเรื่องกลุ่มปิดต่างกัน ญี่ปุ่นถือว่าการบอกคนไม่กี่คนเป็นการกระทำโดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น มาตรา 230 ได้ถ้าข่าวน่าจะแพร่ต่อ ฝรั่งเศสถือกลุ่มจำกัดว่าไม่ใช่สาธารณะแต่ยังเป็นความผิดที่เบากว่า เยอรมนีเพิ่มโทษเมื่อเปิดเผย และอังกฤษวัดความเสียหายร้ายแรงจากผลจริง
ญี่ปุ่น ประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น มาตรา 230 วรรคหนึ่ง ลงโทษผู้ที่ “公然と事実を摘示し、人の名誉を毀損した者” (ผู้กล่าวข้อเท็จจริงโดยเปิดเผยจนทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเกียรติ) ด้วยจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนเยน คำว่า “โดยเปิดเผย” (公然) จึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ไม่ใช่เหตุเพิ่มโทษเหมือนมาตรา 328 ของไทย ศาลสูงสุดญี่ปุ่นวางหลักในคำพิพากษาวันที่ 7 พฤษภาคม 1959 (คดีหมายเลข 昭和33(あ)2698) ว่าจำเลยที่บอกพี่น้อง ภรรยา บุตรสาว และเพื่อนบ้านของผู้เสียหายเพียงไม่กี่คนว่าเห็นผู้เสียหายวางเพลิง จนข่าวลือแพร่ไปทั้งหมู่บ้าน เป็นการกล่าวข้อเท็จจริง “不定多数の人の視聴に達せしめ得る状態において” (ในสภาพที่อาจไปถึงการรับรู้ของคนจำนวนไม่จำกัด) ความผิดจึงสำเร็จ หลักนี้เรียกว่าทฤษฎีการแพร่ต่อ (伝播性の理論) ส่วนการดูหมิ่นตามมาตรา 231 ก็ต้องกระทำโดยเปิดเผย และหลังการแก้ไขปี 2022 มีโทษจำคุกได้ถึงหนึ่งปี21
ฝรั่งเศส กฎหมายเสรีภาพสื่อลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 มาตรา 29 นิยามการหมิ่นประมาท (diffamation) ว่าเป็นการกล่าวหาหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่กระทบเกียรติหรือการยอมรับนับถือของบุคคล และกฎหมายฝรั่งเศสแยกความผิดที่กระทำต่อสาธารณะออกจากความผิดที่ไม่เป็นสาธารณะ ศาลฎีกาฝรั่งเศส แผนกคดีแพ่งที่หนึ่ง วินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2013 (คดีหมายเลข 11-19.530) กรณีลูกจ้างโพสต์ถ้อยคำดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาในกลุ่มเฟซบุ๊กส่วนตัวและบัญชีเอ็มเอสเอ็น (MSN โปรแกรมสนทนาออนไลน์) ว่า “Ne constituent pas des injures publiques celles diffusées sur un compte de réseau social accessible aux seules personnes agréées, en nombre très restreint, par l'auteur des propos injurieux, et qui forment entre elles une communauté d'intérêts” (ถ้อยคำดูหมิ่นที่เผยแพร่ในบัญชีเครือข่ายสังคมซึ่งเข้าถึงได้เฉพาะบุคคลจำนวนจำกัดมากที่ผู้เขียนอนุญาต และบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่เป็นการดูหมิ่นต่อสาธารณะ) แต่ศาลเดียวกันพิพากษากลับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิจารณาว่าถ้อยคำนั้นเป็นการดูหมิ่นที่ไม่เป็นสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญาฝรั่งเศส มาตรา R. 621-2 หรือไม่22 หลักของฝรั่งเศสจึงใกล้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 มาก คือกลุ่มปิดไม่ใช่สาธารณะ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด
เยอรมนี ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา 186 (การกล่าวร้าย üble Nachrede) ลงโทษผู้ยืนยันหรือเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ผู้อื่นถูกดูแคลน ด้วยจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับ และเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกินสองปีเมื่อกระทำ “öffentlich, in einer Versammlung oder durch Verbreiten eines Inhalts” (โดยเปิดเผย ในที่ประชุม หรือโดยการเผยแพร่เนื้อหา) โครงสร้างจึงคล้ายมาตรา 326 กับ 328 ของไทย ในอีกด้านหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ (1 BvR 1689/88 วันที่ 26 เมษายน 1994) รับรองหลัก “ขอบเขตที่ปลอดจากความผิดฐานดูหมิ่น” (beleidigungsfreie Sphäre) สำหรับถ้อยคำในวงชีวิตที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษ เช่น ครอบครัวใกล้ชิด เมื่อถ้อยคำนั้นแสดงความไว้วางใจเป็นพิเศษและ “keine begründete Möglichkeit ihrer Weitergabe besteht” (ไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะถูกส่งต่อ)23 หลักนี้แคบกว่าไลน์กลุ่มทั่วไปมาก เพราะไลน์กลุ่มส่วนใหญ่มีสมาชิกที่ไม่ใช่ครอบครัวใกล้ชิด และส่งต่อได้ในคลิกเดียว
อังกฤษ หมิ่นประมาทในอังกฤษเป็นคดีแพ่ง Defamation Act 2013 มาตรา 1(1) บัญญัติว่า “A statement is not defamatory unless its publication has caused or is likely to cause serious harm to the reputation of the claimant.” (ข้อความไม่เป็นการหมิ่นประมาท เว้นแต่การเผยแพร่ข้อความได้ก่อหรือน่าจะก่อความเสียหายร้ายแรงต่อชื่อเสียงของผู้ฟ้อง) ในคดี Coker v Nwakanma [2021] EWHC 1011 (QB) ข้อความทางวอตส์แอป (WhatsApp แอปส่งข้อความ) ที่กล่าวหาโจทก์ว่าข่มขืนพิสูจน์ได้ว่าส่งถึงน้องสาวของจำเลยเพียงคนเดียว แต่ศาลวินิจฉัยว่า “Assessment of harm to reputation has never been just a 'numbers game'” (การประเมินความเสียหายต่อชื่อเสียงไม่เคยเป็นเรื่องนับจำนวนผู้อ่านอย่างเดียว) ความเสียหายร้ายแรงเกิดได้จากการส่งถึงคนจำนวนน้อย ส่วนข้อความอีกฉบับที่ดูเหมือนตั้งใจส่งเข้ากลุ่มใหญ่ ศาลไม่ถือว่ามีการเผยแพร่ เพราะโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ส่งจริง24
| ระบบกฎหมาย | กลุ่มปิดเป็นสาธารณะหรือไม่ | ผลต่อความผิด |
|---|---|---|
| ไทย | ไม่เป็นการโฆษณา (ฎีกาที่ 5276/2562) | ยังเป็นมาตรา 326 โทษเบากว่ามาตรา 328 |
| ญี่ปุ่น | เป็นการกระทำโดยเปิดเผยได้ถ้าน่าจะแพร่ต่อ (คำพิพากษา 1959) | มาตรา 230 ครบองค์ประกอบ |
| ฝรั่งเศส | กลุ่มจำกัดที่มีผลประโยชน์ร่วมกันไม่เป็นสาธารณะ (Cass. 1re civ. 2013) | เป็นความผิดที่ไม่เป็นสาธารณะ ซึ่งเบากว่า |
| เยอรมนี | เพิ่มโทษเมื่อเปิดเผยหรือเผยแพร่ วงครอบครัวใกล้ชิดได้รับยกเว้น | มาตรา 186 อัตราพื้นฐานหรืออัตราเพิ่มโทษ |
| อังกฤษ | ไม่แยกสาธารณะกับกลุ่ม ดูความเสียหายร้ายแรง | คดีแพ่ง ผู้รับคนเดียวก็พอถ้าข้อความร้ายแรง |
ข้อสรุปสำหรับผู้อ่านไทยมีสามข้อ ข้อแรก แนวคำพิพากษาไทยอยู่ฝั่งเดียวกับฝรั่งเศส คือกลุ่มปิดไม่ใช่การโฆษณา แต่ยังเป็นความผิดฐานพื้นฐาน ข้อสอง ทฤษฎีการแพร่ต่อของญี่ปุ่นเตือนว่าศาลบางระบบดูความเป็นไปได้ที่ข้อความจะหลุดออกนอกกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ศาลไทยอาจใช้ประกอบเมื่อกลุ่มมีขนาดใหญ่หรือผู้ส่งชวนให้ส่งต่อ ข้อสาม คดีอังกฤษแสดงว่าความรุนแรงของข้อกล่าวหาสำคัญไม่น้อยกว่าจำนวนผู้อ่าน ผู้เสียหายในไทยจึงไม่ควรประเมินว่าเรื่องในกลุ่มเล็กไม่สำคัญ และผู้ส่งไม่ควรถือว่ากลุ่มปิดปลอดภัย
ในทางนิติเศรษฐศาสตร์ การแยกโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 กับมาตรา 328 คือการปรับขนาดโทษตามความเสียหายที่คาดได้จากจำนวนผู้รับข้อความ ส่วนสังคมวิทยาเครือข่ายอธิบายว่าสมาชิกกลุ่มปิดเชื่อมไปยังกลุ่มอื่นเสมอ ข้อความจึงรั่วออกได้ง่ายกว่าที่ผู้ส่งคาด เส้นแบ่งตามฎีกาที่ 5276/2562 จึงพิสูจน์ง่ายแต่ไม่วัดความเสียหายจริงทุกกรณี
งานสำรวจทฤษฎีการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐของ Polinsky และ Shavell วิเคราะห์ระบบลงโทษจากสามตัวแปร ได้แก่ โอกาสที่ผู้กระทำจะถูกลงโทษ ขนาดและรูปแบบของโทษ และหลักความรับผิด25 เมื่อมองมาตรา 326 และ 328 ผ่านกรอบนี้ กฎหมายไทยใช้ “การโฆษณา” เป็นตัวแทนของความเสียหายที่มากขึ้น เพราะข้อความที่ไปถึงประชาชนทั่วไปทำลายชื่อเสียงในวงกว้างกว่า โทษจึงสูงกว่าทั้งจำคุกและค่าปรับ ข้อดีของการใช้ตัวแทนเช่นนี้คือพิสูจน์ได้ง่าย ศาลไม่ต้องนับว่ามีผู้อ่านกี่คนหรือใครเชื่อข้อความ ต้นทุนการพิสูจน์ของรัฐและคู่ความจึงต่ำ ข้อเสียคือในบางกรณีตัวแทนกับความเสียหายจริงไม่ตรงกัน ไลน์กลุ่มที่มีสมาชิกหลายร้อยคนซึ่งล้วนรู้จักผู้เสียหาย อาจทำลายชื่อเสียงมากกว่าโพสต์สาธารณะที่มีคนเห็นไม่กี่คน
คำอธิบายจากสังคมวิทยาเครือข่ายช่วยให้เห็นว่าทำไมกลุ่มปิดจึงไม่ปิดจริง Granovetter เสนอในบทความ “The Strength of Weak Ties” ว่าความสัมพันธ์แบบหลวม (weak ties ความสัมพันธ์ที่ไม่ใกล้ชิด) ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มคนที่ไม่รู้จักกัน และมีบทบาทสำคัญต่อการแพร่ของข่าวสารและอิทธิพล26 สมาชิกไลน์กลุ่มแต่ละคนเป็นสมาชิกของกลุ่มอื่นอีกหลายกลุ่ม ข้อความที่ส่งในกลุ่มหนึ่งจึงอยู่ห่างจากกลุ่มอื่นเพียงการแคปหน้าจอครั้งเดียว Marwick และ boyd ศึกษาผู้ใช้สื่อสังคมและเสนอแนวคิดการยุบรวมบริบท (context collapse) กับผู้ชมที่ผู้ใช้จินตนาการไว้ (imagined audience) คือผู้ใช้เขียนโดยนึกถึงผู้อ่านกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ข้อความไปถึงผู้อ่านหลายกลุ่มที่ปะปนกัน27 งานนี้ศึกษาทวิตเตอร์ ไม่ใช่ไลน์กลุ่ม แต่กลไกเดียวกันอธิบายได้ว่าทำไมผู้ส่งข้อความในกลุ่มมักประเมินผู้อ่านต่ำกว่าความจริง
ผลในทางปฏิบัติจากทั้งสองศาสตร์สอดคล้องกัน สำหรับผู้เสียหาย ความเสียหายจากไลน์กลุ่มอาจสูงกว่าที่ฐานความผิดตามมาตรา 326 สะท้อน ช่องทางที่ชดเชยส่วนต่างได้คือการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งศาลกำหนดตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด (ดูบทความ ฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายได้เท่าไร) สำหรับผู้ส่ง ความเข้าใจว่า “คุยกันในกลุ่ม” ปลอดภัยไม่ตรงกับทั้งกฎหมายและพฤติกรรมของเครือข่าย ข้อความที่ส่งไปแล้วอยู่นอกการควบคุมของผู้ส่ง และอาจถูกส่งต่อจนเข้าเงื่อนไขของมาตรา 328 ในมือของผู้อื่น
เอกสยาม ชัยศร และทีมงานของบริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ให้คำปรึกษาทั้งผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาในคดีข้อความทางไลน์ ตั้งแต่การประเมินว่าข้อความเข้าฐานใด การเก็บพยานหลักฐานจากกลุ่ม ไปจนถึงการเจรจาให้ลบข้อความและขอโทษ งานว่าความในศาลดำเนินการโดยทีมทนายความที่ร่วมงาน ผลของคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละเรื่อง
คำถามที่ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาในคดีข้อความทางไลน์ถามบ่อย ได้แก่ ด่าในไลน์กลุ่มแจ้งความได้หรือไม่ ไลน์กลุ่มเป็นการโฆษณาตามมาตรา 328 หรือไม่ แชตส่วนตัวต่างกันอย่างไร คำด่าเข้ามาตรา 393 หรือไม่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใช้ได้หรือไม่ และการแคปส่งต่อผิดหรือไม่ คำตอบแต่ละข้ออ้างตัวบทและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตรวจกับต้นฉบับแล้ว
ตัวบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 326 328 329 330 333 และ 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ 16 พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 11 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 ตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th) ฉบับปรับปรุงล่าสุด (มาตรา 393 และ 330 ตรวจซ้ำ 4 ตุลาคม 2569) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2516 1199/2557 2414/2530 2624/2567 2778/2561 3711/2557 4998/2558 5276/2562 6794/2561 7256/2567 7788/2552 และ 13173/2558 ตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) เมื่อ 4 ตุลาคม 2569 และค้นคำพิพากษาเรื่องข้อความไลน์ส่วนตัว กลุ่มปิด และภาพหน้าจอไลน์ในคดีหมิ่นประมาทด้วยคำค้นมากกว่าสิบชุด ไม่พบคำพิพากษาที่วินิจฉัยประเด็นเหล่านั้นโดยตรง ตัวบทและคำพิพากษาต่างประเทศอ่านจาก e-Gov 法令検索 และ courts.go.jp (ญี่ปุ่น) courdecassation.fr (ฝรั่งเศส) gesetze-im-internet.de และ bundesverfassungsgericht.de (เยอรมนี) legislation.gov.uk และ caselaw.nationalarchives.gov.uk (อังกฤษ) งานวิชาการตรวจข้อมูลบรรณานุกรมกับ Crossref และอ่านบทคัดย่อจากหน้าสำนักพิมพ์ ข้อความต่างประเทศที่เป็นคำแปลในเนื้อความเป็นคำแปลโดยผู้เขียน ไม่ใช่คำแปลทางการ
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ