หน้าแรก › คลังความรู้ › แนวคำพิพากษา
แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 3877/2565หลายคนเชื่อว่าถ้าโพสต์ด่าโดยไม่เอ่ยชื่อ ไม่แท็ก ไม่ลงรูปหน้า ก็ปลอดภัยจากคดีหมิ่นประมาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 ตอบชัดว่าความเชื่อนี้ผิด — ถ้าคนอ่านเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร ก็ผิดมาตรา 326 แล้ว
ปรับปรุงล่าสุด 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา
ข้อพิพาทระหว่างเพื่อนบ้าน ปัญหาในหมู่บ้าน หรือความขัดแย้งในที่ทำงาน มักจบลงด้วยการระบายลงเฟซบุ๊กในทำนอง “ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร” ผู้โพสต์จำนวนมากตั้งใจเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อ เพราะเข้าใจว่าเมื่อไม่ระบุตัวบุคคล กฎหมายก็เอาผิดไม่ได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าศาลฎีกาไทยวางหลักเรื่องนี้ไว้อย่างไรผ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 ซึ่งเป็นคดีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาเพื่อนบ้านว่า “ล้อมรั้วในที่หลวง” โดยไม่เอ่ยชื่อ แต่ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท พร้อมเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายอังกฤษและสหรัฐอเมริกาที่เดินบนเส้นทางเดียวกันมาก่อนกว่าร้อยปี
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 มีองค์ประกอบสำคัญคือ การ “ใส่ความผู้อื่น” ต่อ “บุคคลที่สาม” โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง1
คำว่า “ผู้อื่น” ในมาตรานี้ หมายความว่าการใส่ความต้องพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ระบุตัวได้ แต่ตัวบทไม่ได้เขียนว่าต้อง “เอ่ยชื่อ” หรือ “ระบุชื่อ-นามสกุล” ของผู้ถูกใส่ความ จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่ว่าผู้โพสต์พิมพ์ชื่อใครหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า บุคคลที่สามที่รับรู้ข้อความนั้น เข้าใจได้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยโพสต์ข้อความและภาพถ่ายที่ดินลงในเฟซบุ๊กของตน กล่าวหาในทำนองว่ามีการ “ล้อมรั้วในที่หลวง” เอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยข้อความและภาพไม่ได้ระบุชื่อโจทก์ผู้ถูกใส่ความไว้โดยตรง
แต่เมื่อเพื่อนของจำเลยเข้ามาคอมเมนต์ถามว่าคนที่จำเลยกล่าวถึงหมายถึงใคร จำเลยตอบว่าคือ “คนข้างบ้าน” ของจำเลย ประกอบกับคำเบิกความของพยานสองปาก ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันกับโจทก์และจำเลย ที่เบิกความว่าเมื่อเห็นข้อความและภาพที่ดินที่จำเลยโพสต์แล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าจำเลยหมายถึงโจทก์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า
สาระสำคัญที่นักกฎหมายและผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรจดจำจากฎีกานี้คือ ศาลไม่ได้ดูเฉพาะตัวข้อความที่โพสต์เพียงลำพัง แต่พิจารณาองค์ประกอบแวดล้อมทั้งหมด ได้แก่ ภาพถ่ายที่ดินที่แนบมากับโพสต์ คำตอบของจำเลยในช่องคอมเมนต์ และความรับรู้ของคนในชุมชนเดียวกันซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่รับข้อความ เมื่อทั้งหมดประกอบกันแล้วชี้ตัวโจทก์ได้แน่นอน การไม่พิมพ์ชื่อจึงไม่ช่วยอะไรเลย
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในเรื่องการระบุตัวผู้ถูกใส่ความวางเกณฑ์ไว้ค่อนข้างคงเส้นคงวา สรุปได้เป็นสองฝั่งของเส้นแบ่ง3
หัวใจของเกณฑ์นี้คือมุมมองของ “วิญญูชนผู้รับข้อความ” ไม่ใช่เจตนาลึก ๆ ของผู้โพสต์ และไม่ใช่ความรู้สึกของผู้เสียหายเอง ผู้เสียหายจะรู้สึกว่าถูกด่าอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่า คนอื่นที่อ่านข้อความนั้นชี้ตัวผู้เสียหายได้หรือไม่ ถ้าคนที่รู้ว่าหมายถึงใครมีเพียงผู้เสียหายคนเดียว คดีย่อมขาดองค์ประกอบเรื่องการใส่ความ “ต่อบุคคลที่สาม”
จากแนวทางของฎีกาที่ 3877/2565 และคดีทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ศาลมักหยิบมาพิจารณาประกอบข้อความ ได้แก่
การลบชื่อออกแต่คงรายละเอียดอื่นไว้ครบ เช่น ตำแหน่งงาน บ้านเลขที่ ภาพสถานที่ หรือเหตุการณ์เฉพาะที่คนในวงรู้กันทั่ว ไม่ได้ลดความเสี่ยงทางกฎหมายลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน คำตอบสั้น ๆ ในคอมเมนต์เพียงคำเดียวอย่าง “ก็คนข้างบ้าน” อาจกลายเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่มัดตัวผู้โพสต์เอง
ฎีกาที่ 3877/2565 ยังมีคำวินิจฉัยอีกสองประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ประเด็นแรก ศาลเห็นว่าการโพสต์ลักษณะแจ้งหรือไขข่าวเฉพาะกลุ่มเพื่อนในเฟซบุ๊กของจำเลย ยังไม่ถึงกับมีเจตนากระจายข่าวสู่สาธารณชนทั่วไป จำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 คงผิดเฉพาะมาตรา 326 ประเด็นที่สอง ศาลย้ำว่าข้อความที่โพสต์จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะไปโพสต์ใส่ความผู้อื่น เพราะจำเลยยังมีช่องทางร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอีกหลายวิธี การโพสต์จึงไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329 (1) (3)2 ทั้งสองประเด็นนี้เราจะวิเคราะห์เจาะลึกในบทความแยกต่างหากในซีรีส์เดียวกันนี้
ประเด็นที่ว่าคำหมิ่นประมาทต้องชี้ตัวผู้เสียหายได้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกฎหมายไทย ระบบกฎหมายหลักของโลกล้วนวางองค์ประกอบทำนองเดียวกัน แต่รายละเอียดต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
กฎหมายหมิ่นประมาทอังกฤษ (defamation ซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่งเป็นหลัก) กำหนดองค์ประกอบเรื่อง identification ว่าถ้อยคำต้องถูกเข้าใจโดยวิญญูชนผู้อ่าน (reasonable reader) ว่าหมายถึงโจทก์ คดีคลาสสิก E. Hulton & Co v Jones [1910] AC 20 สภาขุนนางอังกฤษวินิจฉัยว่า หนังสือพิมพ์ที่เขียนเรื่องแต่งถึงตัวละครชื่อ “Artemus Jones” ต้องรับผิดต่อทนายความตัวจริงที่ชื่อเดียวกัน เพราะคนรู้จักของโจทก์อ่านแล้วเข้าใจว่าหมายถึงโจทก์ แม้ผู้เขียนไม่รู้จักโจทก์เลยก็ตาม — เจตนาของผู้เขียนไม่ใช่ข้อแก้ตัว4 ต่อมาในคดี Morgan v Odhams Press [1971] 1 WLR 1239 ศาลยังยอมรับว่าการชี้ตัวโจทก์อาจเกิดจากข้อเท็จจริงภายนอก (extrinsic facts) ที่ผู้อ่านบางกลุ่มรู้อยู่แล้วมาประกอบกับข้อความ ซึ่งใกล้เคียงอย่างยิ่งกับวิธีที่ศาลฎีกาไทยใช้ความรับรู้ของคนในหมู่บ้านมาประกอบโพสต์ในฎีกาที่ 3877/25655
กฎหมายละเมิดของสหรัฐกำหนดให้โจทก์คดีหมิ่นประมาทต้องพิสูจน์ว่าถ้อยคำนั้น “of and concerning” ตัวโจทก์ กล่าวคือผู้รับสารที่สมเหตุสมผลเข้าใจว่าข้อความหมายถึงโจทก์ Restatement (Second) of Torts มาตรา 564 อธิบายว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อผู้รับสารเข้าใจ — ไม่ว่าจะเข้าใจถูกต้องหรือเข้าใจผิดแต่อย่างสมเหตุสมผล — ว่าข้อความนั้นมุ่งหมายถึงโจทก์6 หลักนี้จึงไม่ต้องการการเอ่ยชื่อเช่นกัน คำใบ้ ตำแหน่ง หรือบริบทที่ทำให้ผู้อ่านชี้ตัวได้ ก็เพียงพอ
| ประเด็น | ไทย | อังกฤษ | สหรัฐอเมริกา |
|---|---|---|---|
| ลักษณะความรับผิด | อาญาเป็นหลัก (จำคุก/ปรับ ตาม ม.326, 328) และฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 423 | แพ่งเป็นหลัก — ความผิดอาญาฐาน libel ถูกยกเลิกแล้วโดย Coroners and Justice Act 20097 | แพ่งเกือบทั้งหมด กฎหมายอาญาหมิ่นประมาทระดับมลรัฐเหลือน้อยและถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ |
| ต้องเอ่ยชื่อหรือไม่ | ไม่ต้อง — ขอเพียงบุคคลที่สามเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร (ฎีกา 3877/2565) | ไม่ต้อง — reasonable reader ชี้ตัวโจทก์ได้ก็พอ (Hulton v Jones) | ไม่ต้อง — ขอเพียงข้อความ “of and concerning” โจทก์ (Restatement §564) |
| มุมมองที่ใช้ชี้ตัว | วิญญูชนผู้รับข้อความ ประกอบบริบทและความรับรู้ในชุมชน | ผู้อ่านที่สมเหตุสมผล รวมถึงผู้อ่านที่รู้ข้อเท็จจริงภายนอก | ผู้รับสารที่เข้าใจอย่างสมเหตุสมผล แม้เข้าใจคลาดเคลื่อน |
| ความจริงเป็นข้อแก้ตัว | ไม่เด็ดขาด — จริงก็อาจผิดได้ และห้ามพิสูจน์ความจริงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (ม.330) | เด็ดขาด — truth เป็น defence สมบูรณ์ (Defamation Act 2013, s.2) | เด็ดขาด — และโจทก์บุคคลสาธารณะต้องพิสูจน์ actual malice |
ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบคือ ในองค์ประกอบเรื่อง “การชี้ตัวผู้ถูกใส่ความ” กฎหมายไทยเดินแนวเดียวกับสากล แต่ผลทางกฎหมายของไทยหนักกว่ามาก เพราะเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก ขณะที่อังกฤษยกเลิกความผิดอาญาฐานนี้ไปแล้ว และสหรัฐแทบไม่บังคับใช้ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยจึงต้องระวังมากกว่าผู้ใช้ในประเทศเหล่านั้น
โทร · +66 81 654 5922 · eksiam@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ
☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันทีได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา
☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันที