หน้าแรก › คลังความรู้ › แนวคำพิพากษา
แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 5276/2562หลายคนเชื่อว่าถ้าโพสต์ด่าโดยไม่เอ่ยชื่อ ไม่แท็ก ไม่ลงรูปหน้า ก็ปลอดภัยจากคดีหมิ่นประมาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 แสดงว่าความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าผู้อ่านเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร ก็เข้าองค์ประกอบมาตรา 326 แล้ว
อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา
ปรับปรุงล่าสุด
การโพสต์ด่าโดยไม่เอ่ยชื่อเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ได้ หากบุคคลที่สามซึ่งรับข้อความอ่านประกอบบริบทแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงผู้ใด ตัวบทใช้เพียงคำว่า “ใส่ความผู้อื่น” มิได้บัญญัติให้ต้องระบุชื่อ จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่การระบุตัวได้ มิใช่การเอ่ยชื่อ
มาตรา 326 บัญญัติว่าผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ย่อมกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้อยคำในตัวบทใช้เพียงคำว่า “ผู้อื่น” มิได้บัญญัติให้ต้องเอ่ยชื่อหรือระบุนามสกุล จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่การระบุตัวได้ ไม่ใช่การเอ่ยชื่อ
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 มีองค์ประกอบสำคัญคือ การ “ใส่ความผู้อื่น” ต่อ “บุคคลที่สาม” โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง1
คำว่า “ผู้อื่น” ในมาตรานี้ หมายความว่าการใส่ความต้องพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ระบุตัวได้ แต่ตัวบทไม่ได้เขียนว่าต้อง “เอ่ยชื่อ” หรือ “ระบุชื่อ-นามสกุล” ของผู้ถูกใส่ความ จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่ว่าผู้โพสต์พิมพ์ชื่อใครหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า บุคคลที่สามที่รับรู้ข้อความนั้น เข้าใจได้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 วินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยส่งลงในกลุ่มไลน์โดยไม่ระบุชื่อโจทก์ มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ที่ปรากฏในข้อความ คือเป็นอดีตทหาร เช่าที่ดินเปิดร้านอาหารริมสะพานข้ามแม่น้ำแคว และมีคดีพิพาทกับผู้ให้เช่า ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงโจทก์
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์เป็นอดีตทหารที่เช่าที่ดินติดสะพานข้ามแม่น้ำแควในจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ซึ่งมีเพียงร้านเดียวในจังหวัด และมีข้อพิพาทฟ้องร้องกับผู้ให้เช่าเรื่องสัญญาเช่า จำเลยส่งข้อความหลายครั้งลงในกลุ่มไลน์ชื่อ “โพสท์นิวส์ออนไลน์” กล่าวถึงผู้เช่าที่ไม่ยอมย้ายออกจากที่ดินที่หมดสัญญาเช่า โดยไม่ระบุชื่อโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ดังย่อคำพิพากษาว่า
นอกจากตัวข้อความ ศาลฎีกายังนำข้อความของสมาชิกในกลุ่มไลน์รายหนึ่งซึ่งเขียนต่อจากจำเลยว่ากำลังรอคดีแพ่ง และข้อความของจำเลยในวันถัดมาที่กล่าวถึงคดีแพ่งฟ้องขับไล่ มาประกอบด้วย ศาลเห็นว่าข้อความสองส่วนนี้สอดรับกัน “เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อ่านข้อความเข้าใจได้ว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึงคือโจทก์” ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องความผิดตามมาตรา 326 ไว้พิจารณาต่อไป
สาระสำคัญที่ควรจดจำจากฎีกานี้คือ ศาลไม่ได้ดูเฉพาะตัวข้อความเพียงลำพัง แต่พิจารณาข้อเท็จจริงแวดล้อมทั้งหมด ได้แก่ รายละเอียดที่ชี้ตัวบุคคลในข้อความ ข้อเท็จจริงที่ผู้อ่านในท้องถิ่นรู้อยู่แล้ว และข้อความโต้ตอบของผู้อ่านในกลุ่มซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เมื่อทั้งหมดประกอบกันแล้วชี้ตัวโจทก์ได้ การไม่พิมพ์ชื่อจึงไม่ทำให้พ้นองค์ประกอบของมาตรา 326
เกณฑ์ที่แนวคำพิพากษาใช้แบ่งกรณีตามมาตรา 326 อยู่ที่ความเข้าใจของบุคคลที่สามผู้รับข้อความ หากอ่านประกอบบริบทแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงผู้ใด ย่อมครบองค์ประกอบการใส่ความ แต่หากเป็นเพียงอักษรย่อหรือคำใบ้ซึ่งต้องไปสืบเสาะเพิ่มเติมเองจึงจะทราบ กรณีเช่นนั้นยังไม่ถือว่าระบุตัวผู้เสียหายได้
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในเรื่องการระบุตัวผู้ถูกใส่ความวางเกณฑ์ไว้ค่อนข้างคงเส้นคงวา สรุปได้เป็นสองฝั่งของเส้นแบ่ง3
หัวใจของเกณฑ์นี้คือมุมมองของ “วิญญูชนผู้รับข้อความ” ไม่ใช่เจตนาลึก ๆ ของผู้โพสต์ และไม่ใช่ความรู้สึกของผู้เสียหายเอง ผู้เสียหายจะรู้สึกว่าถูกด่าอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่า คนอื่นที่อ่านข้อความนั้นชี้ตัวผู้เสียหายได้หรือไม่ ถ้าคนที่รู้ว่าหมายถึงใครมีเพียงผู้เสียหายคนเดียว คดีย่อมขาดองค์ประกอบเรื่องการใส่ความ “ต่อบุคคลที่สาม”
จากแนวทางของฎีกาที่ 5276/2562 และ 1513/2551 ข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ศาลมักหยิบมาพิจารณาประกอบข้อความ ได้แก่
การลบชื่อออกแต่คงรายละเอียดอื่นไว้ครบ เช่น ตำแหน่งงาน บ้านเลขที่ ภาพสถานที่ หรือเหตุการณ์เฉพาะที่คนในวงรู้กันทั่ว ไม่ได้ลดความเสี่ยงทางกฎหมายลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน ข้อความโต้ตอบที่แสดงว่าผู้อ่านเข้าใจว่าหมายถึงผู้ใด อาจกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ดังที่ศาลในฎีกาที่ 5276/2562 นำข้อความของสมาชิกในกลุ่มไลน์ซึ่งสอดรับกับข้อความของจำเลยมาเป็นข้อบ่งชี้
ในคดีเดียวกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการส่งข้อความลงในกลุ่มไลน์เป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวเฉพาะกลุ่มบุคคล ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชน คดีจึงไม่มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แต่มีมูลตามมาตรา 326 ส่วนข้ออ้างว่าข้อความเป็นความจริง ฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่าไม่ทำให้การโพสต์ประจานเป็นการกระทำโดยสุจริต
ฎีกาที่ 5276/2562 มีคำวินิจฉัยอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสื่อสารออนไลน์ คือความผิดตามมาตรา 328 ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การส่งข้อความลงในกลุ่มไลน์ของจำเลยมีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มนั้น คดีจึงไม่มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 คงมีมูลเฉพาะมาตรา 3262 ส่วนโพสต์ในเฟซบุ๊กที่เปิดเป็นสาธารณะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567 ลงโทษตามมาตรา 328 ประเด็นนี้วิเคราะห์ไว้ในบทความ “โพสต์เฉพาะเพื่อน ผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไหม”
สำหรับข้อต่อสู้ว่าข้อความเป็นความจริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่า ผู้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมชำระหนี้ควรใช้สิทธิดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย การโพสต์ข้อความและภาพของอีกฝ่ายในเฟซบุ๊กไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามมาตรา 329 (1) (3) แม้จำเลยอ้างว่าข้อความเป็นเรื่องจริง รายละเอียดอยู่ในบทความ “โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม”
ปัญหาการระบุตัวผู้เสียหายมิได้มีเฉพาะในระบบกฎหมายไทย กฎหมายอังกฤษวางหลัก identification และกฎหมายสหรัฐอเมริกาใช้เกณฑ์ of and concerning ซึ่งต่างถามคำถามเดียวกันกับมาตรา 326 คือผู้รับสารที่มีเหตุผลเข้าใจได้หรือไม่ว่าถ้อยคำนั้นพุ่งเป้าไปที่โจทก์ การไม่เอ่ยชื่อจึงมิใช่ข้อต่อสู้ที่เด็ดขาดในระบบใด
ประเด็นที่ว่าคำหมิ่นประมาทต้องชี้ตัวผู้เสียหายได้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกฎหมายไทย ระบบกฎหมายหลักของโลกล้วนวางองค์ประกอบทำนองเดียวกัน แต่รายละเอียดต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
กฎหมายหมิ่นประมาทอังกฤษ (defamation ซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่งเป็นหลัก) กำหนดองค์ประกอบเรื่อง identification ว่าถ้อยคำต้องถูกเข้าใจโดยวิญญูชนผู้อ่าน (reasonable reader) ว่าหมายถึงโจทก์ คดีคลาสสิก E. Hulton & Co v Jones [1910] AC 20 สภาขุนนางอังกฤษวินิจฉัยว่า หนังสือพิมพ์ที่เขียนเรื่องแต่งถึงตัวละครชื่อ “Artemus Jones” ต้องรับผิดต่อทนายความตัวจริงที่ชื่อเดียวกัน เพราะคนรู้จักของโจทก์อ่านแล้วเข้าใจว่าหมายถึงโจทก์ แม้ผู้เขียนไม่รู้จักโจทก์เลยก็ตาม — เจตนาของผู้เขียนไม่ใช่ข้อแก้ตัว4 ต่อมาในคดี Morgan v Odhams Press [1971] 1 WLR 1239 ศาลยังยอมรับว่าการชี้ตัวโจทก์อาจเกิดจากข้อเท็จจริงภายนอก (extrinsic facts) ที่ผู้อ่านบางกลุ่มรู้อยู่แล้วมาประกอบกับข้อความ ซึ่งใกล้เคียงกับวิธีที่ศาลฎีกาไทยใช้ข้อเท็จจริงที่ผู้อ่านในท้องถิ่นรู้อยู่แล้วมาประกอบข้อความในฎีกาที่ 5276/25625
กฎหมายละเมิดของสหรัฐกำหนดให้โจทก์คดีหมิ่นประมาทต้องพิสูจน์ว่าถ้อยคำนั้น “of and concerning” ตัวโจทก์ กล่าวคือผู้รับสารที่สมเหตุสมผลเข้าใจว่าข้อความหมายถึงโจทก์ Restatement (Second) of Torts มาตรา 564 อธิบายว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อผู้รับสารเข้าใจ — ไม่ว่าจะเข้าใจถูกต้องหรือเข้าใจผิดแต่อย่างสมเหตุสมผล — ว่าข้อความนั้นมุ่งหมายถึงโจทก์6 หลักนี้จึงไม่ต้องการการเอ่ยชื่อเช่นกัน คำใบ้ ตำแหน่ง หรือบริบทที่ทำให้ผู้อ่านชี้ตัวได้ ก็เพียงพอ
| ประเด็น | ไทย | อังกฤษ | สหรัฐอเมริกา |
|---|---|---|---|
| ลักษณะความรับผิด | อาญาเป็นหลัก (จำคุก/ปรับ ตาม ม.326, 328) และฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 423 | แพ่งเป็นหลัก — ความผิดอาญาฐาน libel ถูกยกเลิกแล้วโดย Coroners and Justice Act 20097 | แพ่งเกือบทั้งหมด กฎหมายอาญาหมิ่นประมาทระดับมลรัฐเหลือน้อยและถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ |
| ต้องเอ่ยชื่อหรือไม่ | ไม่ต้อง — ขอเพียงบุคคลที่สามเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร (ฎีกา 5276/2562) | ไม่ต้อง — reasonable reader ชี้ตัวโจทก์ได้ก็พอ (Hulton v Jones) | ไม่ต้อง — ขอเพียงข้อความ “of and concerning” โจทก์ (Restatement §564) |
| มุมมองที่ใช้ชี้ตัว | วิญญูชนผู้รับข้อความ ประกอบบริบทและความรับรู้ในชุมชน | ผู้อ่านที่สมเหตุสมผล รวมถึงผู้อ่านที่รู้ข้อเท็จจริงภายนอก | ผู้รับสารที่เข้าใจอย่างสมเหตุสมผล แม้เข้าใจคลาดเคลื่อน |
| ความจริงเป็นข้อแก้ตัว | ไม่เด็ดขาด — จริงก็อาจผิดได้ และห้ามพิสูจน์ความจริงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (ม.330) | เด็ดขาด — truth เป็น defence สมบูรณ์ (Defamation Act 2013, s.2) | เด็ดขาด — และโจทก์บุคคลสาธารณะต้องพิสูจน์ actual malice |
ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบคือ ในองค์ประกอบเรื่อง “การชี้ตัวผู้ถูกใส่ความ” กฎหมายไทยเดินแนวเดียวกับสากล แต่ผลทางกฎหมายของไทยหนักกว่ามาก เพราะเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก ขณะที่อังกฤษยกเลิกความผิดอาญาฐานนี้ไปแล้ว และสหรัฐแทบไม่บังคับใช้ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยจึงต้องระวังมากกว่าผู้ใช้ในประเทศเหล่านั้น
ข้อพิจารณาก่อนโพสต์ตั้งต้นจากองค์ประกอบของมาตรา 326 คือข้อความนั้นชี้ตัวบุคคลใดได้หรือไม่เมื่ออ่านประกอบภาพ คอมเมนต์ และความรับรู้ของกลุ่มผู้อ่าน หากชี้ได้ การเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อย่อมไม่ช่วย ส่วนผู้เสียหายควรบันทึกโพสต์ ภาพ คอมเมนต์ และพยานบุคคลไว้ก่อนที่ข้อความจะถูกลบ
หัวข้อนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใส่ความโดยไม่เอ่ยชื่อตามมาตรา 326 ได้แก่ เกณฑ์การระบุตัวผู้เสียหาย น้ำหนักของคอมเมนต์ใต้โพสต์ในการชี้ตัว ความแตกต่างระหว่างมาตรา 326 กับมาตรา 328 และเหตุผลที่ความจริงมิใช่ข้อยกเว้นเด็ดขาดในกฎหมายไทย
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ