บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  eksiam@eksiamlegal.com

หน้าแรกคลังความรู้ › แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 3877/2565

โพสต์ด่าไม่ระบุชื่อ ผิดหมิ่นประมาทไหม

หลายคนเชื่อว่าถ้าโพสต์ด่าโดยไม่เอ่ยชื่อ ไม่แท็ก ไม่ลงรูปหน้า ก็ปลอดภัยจากคดีหมิ่นประมาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 ตอบชัดว่าความเชื่อนี้ผิด — ถ้าคนอ่านเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร ก็ผิดมาตรา 326 แล้ว

ปรับปรุงล่าสุด 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ข้อพิพาทระหว่างเพื่อนบ้าน ปัญหาในหมู่บ้าน หรือความขัดแย้งในที่ทำงาน มักจบลงด้วยการระบายลงเฟซบุ๊กในทำนอง “ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร” ผู้โพสต์จำนวนมากตั้งใจเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อ เพราะเข้าใจว่าเมื่อไม่ระบุตัวบุคคล กฎหมายก็เอาผิดไม่ได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าศาลฎีกาไทยวางหลักเรื่องนี้ไว้อย่างไรผ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 ซึ่งเป็นคดีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาเพื่อนบ้านว่า “ล้อมรั้วในที่หลวง” โดยไม่เอ่ยชื่อ แต่ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท พร้อมเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายอังกฤษและสหรัฐอเมริกาที่เดินบนเส้นทางเดียวกันมาก่อนกว่าร้อยปี

องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326

ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 มีองค์ประกอบสำคัญคือ การ “ใส่ความผู้อื่น” ต่อ “บุคคลที่สาม” โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง1

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

คำว่า “ผู้อื่น” ในมาตรานี้ หมายความว่าการใส่ความต้องพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ระบุตัวได้ แต่ตัวบทไม่ได้เขียนว่าต้อง “เอ่ยชื่อ” หรือ “ระบุชื่อ-นามสกุล” ของผู้ถูกใส่ความ จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่ว่าผู้โพสต์พิมพ์ชื่อใครหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า บุคคลที่สามที่รับรู้ข้อความนั้น เข้าใจได้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร

ฎีกาที่ 3877/2565 — โพสต์ “ล้อมรั้วในที่หลวง” โดยไม่เอ่ยชื่อ

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยโพสต์ข้อความและภาพถ่ายที่ดินลงในเฟซบุ๊กของตน กล่าวหาในทำนองว่ามีการ “ล้อมรั้วในที่หลวง” เอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยข้อความและภาพไม่ได้ระบุชื่อโจทก์ผู้ถูกใส่ความไว้โดยตรง

แต่เมื่อเพื่อนของจำเลยเข้ามาคอมเมนต์ถามว่าคนที่จำเลยกล่าวถึงหมายถึงใคร จำเลยตอบว่าคือ “คนข้างบ้าน” ของจำเลย ประกอบกับคำเบิกความของพยานสองปาก ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันกับโจทก์และจำเลย ที่เบิกความว่าเมื่อเห็นข้อความและภาพที่ดินที่จำเลยโพสต์แล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าจำเลยหมายถึงโจทก์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 (สรุปสาระสำคัญ) การที่จำเลยโพสต์ข้อความและภาพที่ดินในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลย จึงเป็นการใส่ความโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินติดกับที่ดินของจำเลยแล้ว หาอาจเข้าใจว่าเป็นคนอื่นได้อีก เมื่อข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ความว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี เห็นแก่ได้ หาประโยชน์ใส่ตัวเองโดยวิธีเอาเปรียบผู้อื่น เป็นคนขี้โกงเอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นของตนโดยมิชอบ ซึ่งวิญญูชนอ่านแล้วย่อมรู้สึกดูหมิ่นและเกลียดชังโจทก์ได้ในทันที การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3262

สาระสำคัญที่นักกฎหมายและผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรจดจำจากฎีกานี้คือ ศาลไม่ได้ดูเฉพาะตัวข้อความที่โพสต์เพียงลำพัง แต่พิจารณาองค์ประกอบแวดล้อมทั้งหมด ได้แก่ ภาพถ่ายที่ดินที่แนบมากับโพสต์ คำตอบของจำเลยในช่องคอมเมนต์ และความรับรู้ของคนในชุมชนเดียวกันซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่รับข้อความ เมื่อทั้งหมดประกอบกันแล้วชี้ตัวโจทก์ได้แน่นอน การไม่พิมพ์ชื่อจึงไม่ช่วยอะไรเลย

เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน — “เข้าใจได้ทันที” กับ “ต้องไปสืบเสาะเอาเอง”

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในเรื่องการระบุตัวผู้ถูกใส่ความวางเกณฑ์ไว้ค่อนข้างคงเส้นคงวา สรุปได้เป็นสองฝั่งของเส้นแบ่ง3

  • ฝั่งที่เป็นความผิด — ข้อความไม่เอ่ยชื่อ แต่บุคคลที่สามที่รับข้อความ อ่านหรือฟังประกอบบริบทแล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น กรณีฎีกาที่ 3877/2565 ที่คนในหมู่บ้านเดียวกันเห็นโพสต์และภาพที่ดินแล้วรู้ทันทีว่าหมายถึงเพื่อนบ้านรายใด
  • ฝั่งที่ยังไม่เป็นความผิด — ข้อความระบุเพียงอักษรย่อ คำใบ้ หรือข้อมูลคลุมเครือ ซึ่งบุคคลทั่วไปอ่านแล้วยังไม่อาจรู้ได้ว่าหมายถึงผู้ใด ต้องไปสืบเสาะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเองภายหลังจึงจะทราบ กรณีเช่นนี้แนวฎีกาถือว่ายังไม่เป็นการใส่ความที่ระบุตัวผู้เสียหายได้แน่นอน จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด

หัวใจของเกณฑ์นี้คือมุมมองของ “วิญญูชนผู้รับข้อความ” ไม่ใช่เจตนาลึก ๆ ของผู้โพสต์ และไม่ใช่ความรู้สึกของผู้เสียหายเอง ผู้เสียหายจะรู้สึกว่าถูกด่าอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่า คนอื่นที่อ่านข้อความนั้นชี้ตัวผู้เสียหายได้หรือไม่ ถ้าคนที่รู้ว่าหมายถึงใครมีเพียงผู้เสียหายคนเดียว คดีย่อมขาดองค์ประกอบเรื่องการใส่ความ “ต่อบุคคลที่สาม”

บริบทที่ศาลนำมาประกอบการชี้ตัว

จากแนวทางของฎีกาที่ 3877/2565 และคดีทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ศาลมักหยิบมาพิจารณาประกอบข้อความ ได้แก่

  • ภาพถ่ายที่แนบกับโพสต์ เช่น ภาพบ้าน ภาพที่ดิน ภาพร้านค้า ซึ่งคนที่คุ้นเคยกับสถานที่ย่อมจำได้
  • คอมเมนต์โต้ตอบใต้โพสต์ โดยเฉพาะคำตอบของผู้โพสต์เองเมื่อมีคนถามว่าหมายถึงใคร
  • ความสัมพันธ์และความรับรู้ของกลุ่มผู้รับข้อความ เช่น คนในหมู่บ้าน ที่ทำงาน หรือวงการเดียวกัน ที่ทราบภูมิหลังข้อพิพาทอยู่แล้ว
  • ข้อความก่อนหน้าหรือหลังจากนั้นในหน้าเฟซบุ๊กเดียวกัน ที่เมื่ออ่านต่อเนื่องกันแล้วชี้ตัวบุคคลได้

ข้อสังเกต

การลบชื่อออกแต่คงรายละเอียดอื่นไว้ครบ เช่น ตำแหน่งงาน บ้านเลขที่ ภาพสถานที่ หรือเหตุการณ์เฉพาะที่คนในวงรู้กันทั่ว ไม่ได้ลดความเสี่ยงทางกฎหมายลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน คำตอบสั้น ๆ ในคอมเมนต์เพียงคำเดียวอย่าง “ก็คนข้างบ้าน” อาจกลายเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่มัดตัวผู้โพสต์เอง

ประเด็นอื่นในฎีกาเดียวกัน — ไม่ผิด 328 แต่ก็ไม่รอดเพราะ “เรื่องจริง”

ฎีกาที่ 3877/2565 ยังมีคำวินิจฉัยอีกสองประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ประเด็นแรก ศาลเห็นว่าการโพสต์ลักษณะแจ้งหรือไขข่าวเฉพาะกลุ่มเพื่อนในเฟซบุ๊กของจำเลย ยังไม่ถึงกับมีเจตนากระจายข่าวสู่สาธารณชนทั่วไป จำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 คงผิดเฉพาะมาตรา 326 ประเด็นที่สอง ศาลย้ำว่าข้อความที่โพสต์จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะไปโพสต์ใส่ความผู้อื่น เพราะจำเลยยังมีช่องทางร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอีกหลายวิธี การโพสต์จึงไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329 (1) (3)2 ทั้งสองประเด็นนี้เราจะวิเคราะห์เจาะลึกในบทความแยกต่างหากในซีรีส์เดียวกันนี้

เทียบกฎหมายต่างประเทศ — หลัก Identification ของอังกฤษและ “Of and Concerning” ของสหรัฐ

ประเด็นที่ว่าคำหมิ่นประมาทต้องชี้ตัวผู้เสียหายได้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกฎหมายไทย ระบบกฎหมายหลักของโลกล้วนวางองค์ประกอบทำนองเดียวกัน แต่รายละเอียดต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

อังกฤษ — ไม่เอ่ยชื่อก็รับผิดได้ แม้ไม่ตั้งใจถึงโจทก์

กฎหมายหมิ่นประมาทอังกฤษ (defamation ซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่งเป็นหลัก) กำหนดองค์ประกอบเรื่อง identification ว่าถ้อยคำต้องถูกเข้าใจโดยวิญญูชนผู้อ่าน (reasonable reader) ว่าหมายถึงโจทก์ คดีคลาสสิก E. Hulton & Co v Jones [1910] AC 20 สภาขุนนางอังกฤษวินิจฉัยว่า หนังสือพิมพ์ที่เขียนเรื่องแต่งถึงตัวละครชื่อ “Artemus Jones” ต้องรับผิดต่อทนายความตัวจริงที่ชื่อเดียวกัน เพราะคนรู้จักของโจทก์อ่านแล้วเข้าใจว่าหมายถึงโจทก์ แม้ผู้เขียนไม่รู้จักโจทก์เลยก็ตาม — เจตนาของผู้เขียนไม่ใช่ข้อแก้ตัว4 ต่อมาในคดี Morgan v Odhams Press [1971] 1 WLR 1239 ศาลยังยอมรับว่าการชี้ตัวโจทก์อาจเกิดจากข้อเท็จจริงภายนอก (extrinsic facts) ที่ผู้อ่านบางกลุ่มรู้อยู่แล้วมาประกอบกับข้อความ ซึ่งใกล้เคียงอย่างยิ่งกับวิธีที่ศาลฎีกาไทยใช้ความรับรู้ของคนในหมู่บ้านมาประกอบโพสต์ในฎีกาที่ 3877/25655

สหรัฐอเมริกา — หลัก “Of and Concerning the Plaintiff”

กฎหมายละเมิดของสหรัฐกำหนดให้โจทก์คดีหมิ่นประมาทต้องพิสูจน์ว่าถ้อยคำนั้น “of and concerning” ตัวโจทก์ กล่าวคือผู้รับสารที่สมเหตุสมผลเข้าใจว่าข้อความหมายถึงโจทก์ Restatement (Second) of Torts มาตรา 564 อธิบายว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อผู้รับสารเข้าใจ — ไม่ว่าจะเข้าใจถูกต้องหรือเข้าใจผิดแต่อย่างสมเหตุสมผล — ว่าข้อความนั้นมุ่งหมายถึงโจทก์6 หลักนี้จึงไม่ต้องการการเอ่ยชื่อเช่นกัน คำใบ้ ตำแหน่ง หรือบริบทที่ทำให้ผู้อ่านชี้ตัวได้ ก็เพียงพอ

จุดต่างสำคัญ — ไทยเป็นคดีอาญา ต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นแพ่ง

ประเด็นไทยอังกฤษสหรัฐอเมริกา
ลักษณะความรับผิดอาญาเป็นหลัก (จำคุก/ปรับ ตาม ม.326, 328) และฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 423แพ่งเป็นหลัก — ความผิดอาญาฐาน libel ถูกยกเลิกแล้วโดย Coroners and Justice Act 20097แพ่งเกือบทั้งหมด กฎหมายอาญาหมิ่นประมาทระดับมลรัฐเหลือน้อยและถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ
ต้องเอ่ยชื่อหรือไม่ไม่ต้อง — ขอเพียงบุคคลที่สามเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร (ฎีกา 3877/2565)ไม่ต้อง — reasonable reader ชี้ตัวโจทก์ได้ก็พอ (Hulton v Jones)ไม่ต้อง — ขอเพียงข้อความ “of and concerning” โจทก์ (Restatement §564)
มุมมองที่ใช้ชี้ตัววิญญูชนผู้รับข้อความ ประกอบบริบทและความรับรู้ในชุมชนผู้อ่านที่สมเหตุสมผล รวมถึงผู้อ่านที่รู้ข้อเท็จจริงภายนอกผู้รับสารที่เข้าใจอย่างสมเหตุสมผล แม้เข้าใจคลาดเคลื่อน
ความจริงเป็นข้อแก้ตัวไม่เด็ดขาด — จริงก็อาจผิดได้ และห้ามพิสูจน์ความจริงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (ม.330)เด็ดขาด — truth เป็น defence สมบูรณ์ (Defamation Act 2013, s.2)เด็ดขาด — และโจทก์บุคคลสาธารณะต้องพิสูจน์ actual malice

ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบคือ ในองค์ประกอบเรื่อง “การชี้ตัวผู้ถูกใส่ความ” กฎหมายไทยเดินแนวเดียวกับสากล แต่ผลทางกฎหมายของไทยหนักกว่ามาก เพราะเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก ขณะที่อังกฤษยกเลิกความผิดอาญาฐานนี้ไปแล้ว และสหรัฐแทบไม่บังคับใช้ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยจึงต้องระวังมากกว่าผู้ใช้ในประเทศเหล่านั้น

คำแนะนำภาคปฏิบัติ

สำหรับคนที่กำลังจะโพสต์

  • อย่าเข้าใจว่าการไม่เอ่ยชื่อคือเกราะป้องกัน ถ้าบริบทชี้ตัวได้ ความเสี่ยงเท่ากับเอ่ยชื่อตรง ๆ
  • ระวังการตอบคอมเมนต์ คำตอบว่า “คนข้างบ้าน” หรือ “คนในออฟฟิศนี่แหละ” อาจเป็นหลักฐานชี้ตัวที่สมบูรณ์
  • เรื่องจริงก็ผิดได้ หากมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินหรือพฤติกรรมของผู้อื่น ช่องทางที่ปลอดภัยคือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่มีอำนาจโดยตรง ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329 (1) มากกว่าการโพสต์ประจาน

สำหรับผู้เสียหายที่ถูกโพสต์ถึงโดยไม่เอ่ยชื่อ

  • เก็บหลักฐานให้ครบทั้งชุด ไม่ใช่เฉพาะตัวโพสต์ — ภาพประกอบ คอมเมนต์ทั้งหมด โดยเฉพาะคอมเมนต์ที่ผู้โพสต์ตอบว่าหมายถึงใคร พร้อม URL วันเวลา
  • รวบรวมพยานบุคคลที่สาม เช่น คนในหมู่บ้านหรือเพื่อนร่วมงาน ที่เห็นโพสต์แล้วเข้าใจทันทีว่าหมายถึงเรา — พยานกลุ่มนี้คือหัวใจของคดีตามแนวฎีกาที่ 3877/2565
  • อายุความร้องทุกข์คดีหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้คือสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด อย่าปล่อยเวลาล่วงเลย8

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โพสต์ด่าลอย ๆ ไม่บอกว่าใคร ผิดหมิ่นประมาทไหม
ถ้าข้อความและบริบทคลุมเครือจนคนอ่านทั่วไปชี้ตัวไม่ได้จริง ๆ ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด แต่ถ้ามีภาพ คำใบ้ หรือคอมเมนต์ที่ทำให้คนในแวดวงเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร ก็ผิดมาตรา 326 ได้ตามแนวฎีกาที่ 3877/2565
ใช้อักษรย่อ เช่น “นาย ก.” ปลอดภัยไหม
ปลอดภัยกว่า แต่ไม่เด็ดขาด แนวฎีกาถือว่าหากผู้อ่านต้องไปสืบเสาะเองจึงจะรู้ว่าหมายถึงใคร ยังไม่เป็นความผิด แต่ถ้าอักษรย่อประกอบข้อมูลอื่นในโพสต์ทำให้คนในแวดวงรู้ทันที ก็เข้าองค์ประกอบได้เช่นกัน
คนที่รู้ว่าหมายถึงเรามีแค่ตัวเราเอง ฟ้องได้ไหม
ยาก เพราะองค์ประกอบความผิดต้องมี “บุคคลที่สาม” ที่รับรู้ข้อความและเข้าใจว่าหมายถึงผู้เสียหาย หากไม่มีพยานบุคคลที่สามที่ชี้ตัวได้ คดีมักขาดองค์ประกอบ
ผู้โพสต์อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจหมายถึงเรา ฟังขึ้นไหม
ศาลพิจารณาจากความเข้าใจของวิญญูชนผู้รับข้อความประกอบบริบทเป็นสำคัญ หากพฤติการณ์ทั้งหมดชี้ว่าหมายถึงผู้เสียหายอย่างชัดเจน เช่น ตอบคอมเมนต์เองว่าเป็นคนข้างบ้าน ข้ออ้างว่าไม่ตั้งใจย่อมมีน้ำหนักน้อย
ถ้าเรื่องที่โพสต์เป็นความจริง จะช่วยให้พ้นผิดไหม
ไม่เสมอไป ฎีกาที่ 3877/2565 วินิจฉัยชัดว่าความจริงหรือไม่จริงไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะโพสต์ใส่ความผู้อื่น เมื่อยังมีช่องทางร้องเรียนตามกฎหมายอยู่ ต่างจากอังกฤษและสหรัฐที่ความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดในคดีแพ่ง อ่านรายละเอียดในบทความ “โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม”
เชิงอรรถ · ฐานกฎหมายและเอกสารอ้างอิง
  1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 (ความผิดฐานหมิ่นประมาท)
  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 — จำเลยโพสต์ข้อความ “ล้อมรั้วในที่หลวง” และภาพที่ดินในเฟซบุ๊กโดยไม่ระบุชื่อโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาประกอบคำตอบของจำเลยในคอมเมนต์และคำเบิกความของพยานในหมู่บ้านเดียวกันที่เข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงโจทก์ เป็นความผิดตามมาตรา 326 แต่ไม่ผิดมาตรา 328 และไม่ได้รับยกเว้นความผิดตามมาตรา 329 (1) (3)
  3. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการระบุตัวผู้ถูกใส่ความ ซึ่งถือว่ากรณีข้อความระบุเพียงอักษรย่อหรือข้อมูลที่บุคคลทั่วไปต้องไปสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมจึงจะทราบว่าหมายถึงผู้ใด ยังไม่เป็นการใส่ความที่ระบุตัวผู้เสียหายได้แน่นอน
  4. E. Hulton & Co v Jones [1910] AC 20 (House of Lords, England)
  5. Morgan v Odhams Press Ltd [1971] 1 WLR 1239 (House of Lords, England)
  6. Restatement (Second) of Torts § 564 (American Law Institute, 1977): “A defamatory communication is made concerning the person to whom its recipient correctly, or mistakenly but reasonably, understands that it was intended to refer.”
  7. Coroners and Justice Act 2009, s.73 (England & Wales) ยกเลิกความผิดอาญาฐาน seditious libel และ criminal defamatory libel; Defamation Act 2013, s.2 (truth defence)
  8. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 (อายุความร้องทุกข์ความผิดอันยอมความได้) ประกอบมาตรา 333 (ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้)
อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน

โทร · +66 81 654 5922  ·  eksiam@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของคดีหมิ่นประมาท เราช่วยคุณได้ตั้งแต่วินาทีนี้

คุณถูกหมิ่นประมาท ถูกโพสต์ใส่ความ?

ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ

☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันที

คุณถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือเพิ่งโพสต์แล้วกังวล?

ได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา

☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันที

หรือพิมพ์ถึงเราตรงนี้ — กด 1 ครั้ง ข้อความถึงมือเราทันที

ทุกเรื่องเป็นความลับ · ไม่ต้องเปิดแอปอีเมล ระบบส่งให้ทันที · จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · แอดไลน์ปรึกษา

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง
LINE WhatsApp โทร 081-654-5922