หน้าแรก › คลังความรู้ › หมิ่นประมาทออนไลน์
ผู้เสียหาย · ขั้นตอนเร่งด่วนเมื่อพบโพสต์หรือข้อความที่ใส่ร้ายท่านทางออนไลน์ สิ่งที่ทำในวันแรกมีผลต่อคดีมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด เพราะโพสต์ถูกลบได้ทุกเมื่อ ส่วนกำหนดร้องทุกข์สามเดือนเริ่มนับทันทีที่ท่านรู้เรื่องและรู้ตัวผู้โพสต์
ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDFปรับปรุงล่าสุด
สาระสำคัญโดยสรุป
เมื่อถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ สิ่งที่ควรทำภายใน 24 ชั่วโมงแรกมีหกขั้น คือ เก็บหลักฐานทั้งตัวข้อความ บัญชีผู้โพสต์ วันเวลา และผู้ที่เห็นข้อความ ไม่ตอบโต้ในที่สาธารณะ ประเมินว่าเข้าความผิดฐานใด ขอให้ลบหรือระงับการเผยแพร่ จดวันที่รู้เรื่องเพื่อนับกำหนดร้องทุกข์สามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และรักษาสิทธิเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ลำดับนี้ออกแบบให้หลักฐานครบก่อนที่ข้อความจะหายไป และให้ท่านไม่เสียเปรียบในทางคดี
24 ชั่วโมงแรกสำคัญด้วยเหตุสามประการ คือ ผู้โพสต์ลบหรือแก้ไขข้อความได้ทุกเมื่อ หลักฐานว่ามีบุคคลที่สามเห็นข้อความ เช่น ความคิดเห็นและการแชร์ หายไปพร้อมกับโพสต์ และกำหนดร้องทุกข์สามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เริ่มนับเมื่อผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด การตัดสินใจในวันแรกจึงกำหนดว่าคดีจะมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาประกอบด้วยการกระทำสองส่วนที่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ส่วนแรกคือการ “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม” ตามมาตรา 326 ส่วนที่สองคือผลของข้อความ ซึ่งต้องเป็นไป “โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง” เมื่อข้อความเผยแพร่ด้วยภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ มาตรา 328 ถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท1 โพสต์ในเฟซบุ๊ก ข้อความในกลุ่มไลน์ รีวิวบนแผนที่ออนไลน์ หรือคลิปในติ๊กต็อก ล้วนเป็นการทำให้ข้อความปรากฏแก่บุคคลอื่น ข้อเท็จจริงทั้งสองส่วนนี้อยู่บนหน้าจอของผู้อื่น และหายไปได้ในเวลาไม่กี่นาที
เหตุประการที่สองเป็นเรื่องเวลา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า “ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”2 กำหนดสามเดือนดูยาว แต่ในทางปฏิบัติ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการระบุตัวผู้โพสต์ การรวบรวมพยาน และการเตรียมคำร้องทุกข์ ผู้เสียหายที่จดวันที่รู้เรื่องไว้ตั้งแต่วันแรกจะคำนวณกำหนดได้แม่นยำ และพิสูจน์ได้เมื่ออีกฝ่ายโต้แย้งว่าคดีขาดอายุความ
เหตุประการที่สามเป็นเรื่องที่กฎหมายเอื้อต่อผู้เสียหาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) นิยามคำร้องทุกข์ว่าเป็นการกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำความผิด “จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม”3 ผู้เสียหายจึงไม่จำเป็นต้องรอให้ทราบตัวเจ้าของบัญชีที่ไม่แสดงตัวตนก่อนจึงจะร้องทุกข์ได้ ข้อนี้ทำให้การดำเนินการในวันแรกเป็นไปได้จริง แม้ผู้โพสต์จะใช้ชื่อแฝง
หลักฐานที่ควรเก็บภายในชั่วโมงแรกมีห้าอย่าง คือ ภาพหน้าจอที่เห็นข้อความ URL วันเวลา และชื่อบัญชีในภาพเดียว ลิงก์โพสต์และลิงก์โปรไฟล์ของผู้โพสต์ ความคิดเห็นและการแชร์ที่แสดงว่ามีผู้อื่นเห็น คลิปบันทึกหน้าจอที่เลื่อนจากโปรไฟล์ไปถึงโพสต์ และรายชื่อผู้ที่เห็นข้อความซึ่งพร้อมเป็นพยาน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 11 ห้ามปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพียงเพราะอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ แต่ให้ศาลชั่งน้ำหนักจากวิธีสร้าง เก็บรักษา และความครบถ้วนของข้อมูล
ฐานทางกฎหมายของการเก็บหลักฐานดิจิทัลอยู่ในมาตรา 11 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบัญญัติว่า “ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใด เพียงเพราะเหตุว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” วรรคสองกำหนดเกณฑ์การชั่งน้ำหนักว่าให้พิเคราะห์ถึง “ความน่าเชื่อถือของลักษณะหรือวิธีการที่ใช้สร้าง เก็บรักษา หรือสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะหรือวิธีการเก็บรักษา ความครบถ้วน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความ” รวมทั้งวิธีการระบุหรือแสดงตัวผู้ส่งข้อมูล และวรรคสามให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับ “สิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ด้วย4 ภาพหน้าจอที่พิมพ์ออกมาจึงรับฟังได้ แต่น้ำหนักของภาพขึ้นกับว่าผู้เสียหายเก็บมาอย่างไร
เกณฑ์ในวรรคสองแปลเป็นวิธีปฏิบัติได้ตรงตัว เกณฑ์เรื่องวิธีสร้างข้อมูลหมายความว่าภาพหน้าจอควรถ่ายจากอุปกรณ์ของผู้เสียหายเองหรือของพยานที่เห็นโพสต์ ไม่ใช่ภาพที่ส่งต่อกันมาหลายทอด เกณฑ์เรื่องความครบถ้วนหมายความว่าภาพควรเห็นข้อความทั้งโพสต์ ชื่อบัญชี วันเวลาที่แพลตฟอร์มแสดง และแถบที่อยู่ซึ่งมี URL อยู่ในภาพเดียวกัน ถ้าข้อความยาวเกินหนึ่งหน้าจอ ควรถ่ายต่อเนื่องให้เห็นรอยต่อ หรือบันทึกเป็นคลิปที่เลื่อนจากต้นจนจบ เกณฑ์เรื่องการไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมายความว่าต้องเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้โดยไม่ครอบตัด ไม่วาดทับ และไม่บีบอัดผ่านแอปสนทนา ภาพที่จะใช้ทำเครื่องหมายหรือขีดเน้นควรทำจากสำเนา ส่วนเกณฑ์เรื่องการระบุตัวผู้ส่งหมายความว่าต้องเก็บลิงก์โปรไฟล์ของผู้โพสต์ ซึ่งมักมีเลขประจำบัญชีที่ไม่เปลี่ยนแม้ผู้ใช้จะเปลี่ยนชื่อที่แสดง
ผู้เสียหายจำนวนมากเก็บเฉพาะตัวข้อความ แต่องค์ประกอบ “ต่อบุคคลที่สาม” ในมาตรา 326 ต้องการหลักฐานอีกชุดหนึ่ง คือหลักฐานว่าข้อความไปถึงบุคคลอื่น ความคิดเห็นใต้โพสต์ จำนวนการแชร์ ข้อความที่มีผู้ส่งต่อมาให้ผู้เสียหาย และจำนวนสมาชิกของกลุ่มไลน์ที่ข้อความปรากฏ ล้วนเป็นพยานของส่วนนี้ ในกลุ่มสนทนา ควรถ่ายภาพหน้าจอรายชื่อหรือจำนวนสมาชิกไว้ด้วย ส่วนบุคคลที่เห็นข้อความและบอกผู้เสียหาย ควรจดชื่อ ช่องทางติดต่อ และวันที่เห็นไว้ เพราะพยานบุคคลเหล่านี้ยืนยันได้ทั้งการเผยแพร่และความเข้าใจของผู้อ่านว่าข้อความหมายถึงผู้เสียหาย
สำหรับคำถามว่าศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเรื่องการรับฟังภาพหน้าจอในคดีหมิ่นประมาทโดยตรงหรือไม่ ผู้เขียนค้นฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยคำค้น “หมิ่นประมาท ภาพหน้าจอ” “หมิ่นประมาท ภาพถ่ายหน้าจอ” และ “หมิ่นประมาท ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ไม่พบคำพิพากษาที่วินิจฉัยประเด็นนี้โดยตรง หลักที่ใช้ได้จึงเป็นตัวบทมาตรา 11 ซึ่งชัดเจนในตัวเอง และแนวทางชั่งน้ำหนักพยานตามวรรคสอง วิธีเก็บหลักฐานแบบละเอียดอยู่ในบทความ เก็บหลักฐานหมิ่นประมาทออนไลน์ให้มีน้ำหนักในชั้นศาล
ผู้เสียหายไม่ควรโพสต์ตอบโต้ในวันแรก เพราะข้อความโต้กลับที่กล่าวหาผู้โพสต์ด้วยข้อเท็จจริงในทางเสียหาย อาจเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ได้เช่นเดียวกัน ข้อยกเว้นตามมาตรา 329 (1) ที่คุ้มครองการแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อป้องกันตนตามคลองธรรม ต้องพิสูจน์ความสุจริตและความพอสมควร ซึ่งอีกฝ่ายโต้แย้งได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือเก็บหลักฐานแล้วใช้ช่องทางทางกฎหมาย
ความรู้สึกแรกเมื่อถูกใส่ร้ายคือการชี้แจงต่อคนที่เห็นโพสต์ให้เร็วที่สุด ความรู้สึกนี้เข้าใจได้ แต่ในทางคดีมีความเสี่ยงสองประการ ประการแรก ข้อความโต้กลับที่ไปไกลกว่าการปฏิเสธ เช่น การกล่าวหาผู้โพสต์ว่ามีพฤติกรรมเสื่อมเสีย อาจทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่ง และคดีที่ฟ้องแย้งกันไปมามักจบด้วยการยอมความที่ไม่มีฝ่ายใดได้สิ่งที่ต้องการ ประการที่สอง การตอบโต้ทำให้โพสต์เดิมมีผู้เห็นเพิ่มขึ้น ระบบของแพลตฟอร์มมักดันโพสต์ที่มีการโต้ตอบมากขึ้นให้ผู้อื่นเห็นมากขึ้น
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 บัญญัติข้อยกเว้นไว้ว่า “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (๑) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม” ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท5 ข้อยกเว้นนี้คุ้มครองการปฏิเสธและการชี้แจงข้อเท็จจริงของตนเองโดยสุจริต แต่ถ้อยคำ “โดยสุจริต” และ “ตามคลองธรรม” เป็นเงื่อนไขที่ศาลพิจารณาจากถ้อยคำ บริบท และความพอสมควรของข้อความ ผู้เสียหายที่ต้องการชี้แจงจริง ๆ ควรใช้ถ้อยคำสั้น สุภาพ เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงเท่านั้น และแจ้งว่ากำลังดำเนินการตามกฎหมาย โดยไม่กล่าวถึงตัวผู้โพสต์ในทางเสียหาย
การส่งข้อความส่วนตัวไปต่อว่าหรือข่มขู่ผู้โพสต์ก็ไม่ควรทำในวันแรกเช่นกัน ข้อความเหล่านั้นอาจถูกนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อแสดงว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายคุกคาม ข้อเรียกร้องให้ลบข้อความหรือขอโทษควรทำเป็นหนังสือที่เรียบเรียงอย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นเรื่องของขั้นที่ 4
ข้อความที่ใส่ความด้วยข้อเท็จจริงในทางเสียหายต่อบุคคลที่สามเป็นหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และถ้าเผยแพร่ทางออนไลน์เป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ในตัวบท ส่วนภาพของผู้เสียหายที่ถูกตัดต่อหรือดัดแปลงเข้ามาตรา 16 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี ทางแพ่ง ข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงที่ทำให้เสียชื่อเสียงหรือทางทำมาหาได้เป็นละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 423
การประเมินฐานความผิดในวันแรกมีประโยชน์สองทาง ทางแรก ทำให้รู้ว่าหลักฐานส่วนใดสำคัญที่สุด เช่น ถ้าเป็นภาพตัดต่อ ไฟล์ภาพต้นฉบับที่เปรียบเทียบได้จะมีความสำคัญมาก ทางที่สอง ทำให้รู้ว่ากำหนดเวลาและช่องทางใดใช้กับเรื่องของตน
เรื่องที่ผู้เสียหายเข้าใจคลาดเคลื่อนบ่อยที่สุดคือความเชื่อว่าการหมิ่นประมาททางออนไลน์ทุกกรณีเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตัวบทมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (๑) ที่แก้ไขเมื่อปี 2560 ลงโทษการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”6 ถ้อยคำยกเว้นนี้ทำให้ข้อความที่เป็นหมิ่นประมาทอยู่ในขอบเขตของประมวลกฎหมายอาญา ศาลฎีกาใช้หลักนี้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 ซึ่งวินิจฉัยผลของกฎหมายที่แก้ไขระหว่างพิจารณาคดี7 ผลในทางปฏิบัติคือ ฐานความผิดหลักของการใส่ร้ายทางออนไลน์คือมาตรา 326 และ 328 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และอยู่ภายใต้กำหนดสามเดือนตามมาตรา 96
ภาพเป็นข้อยกเว้นที่สำคัญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 วรรคหนึ่งลงโทษผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งภาพของผู้อื่นที่ “เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด” โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย โทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท และความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้8 ภาพ Deepfake (ภาพหรือคลิปที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ให้ดูเหมือนบุคคลจริง) ก็อยู่ในถ้อยคำ “เกิดจากการสร้างขึ้น” รายละเอียดอยู่ในบทความ ตัดต่อภาพผู้อื่นแล้วโพสต์ออนไลน์
ด้านแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนึ่งให้ผู้ที่ “กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี” ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แม้ตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้9 ฐานนี้เหมาะกับธุรกิจที่ถูกรีวิวเท็จจนยอดขายลดลง เพราะความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้วัดเป็นตัวเงินได้ ส่วนข้อความที่เป็นเพียงคำด่าโดยไม่ได้ใส่ข้อเท็จจริง อาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งมีองค์ประกอบต่างจากหมิ่นประมาท ข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องจึงต้องประเมินเป็นรายกรณี
เมื่อเก็บหลักฐานครบแล้ว ผู้เสียหายขอให้ลบข้อความได้สามทาง คือ รายงานต่อแพลตฟอร์มตามนโยบายของแพลตฟอร์มนั้น ส่งหนังสือถึงผู้โพสต์ให้ลบข้อความและแก้ไขความเสียหาย และขอให้ศาลสั่ง ซึ่งในคดีอาญาศาลสั่งให้ยึดและทำลายวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาทและให้โฆษณาคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 และในคดีแพ่งศาลสั่งให้จัดการเพื่อทำให้ชื่อเสียงกลับคืนดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 447
ช่องทางแรกคือการรายงานโพสต์ต่อแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มขนาดใหญ่มีแบบรายงานเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิหรือกฎของแพลตฟอร์ม และพิจารณาตามนโยบายของตนเอง ช่องทางนี้รวดเร็วและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ผลไม่แน่นอน และไม่ได้ทำให้ผู้โพสต์ต้องรับผิดชอบ ในกฎหมายไทย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 15 วางความรับผิดของผู้ให้บริการไว้ว่า ผู้ให้บริการที่ “ให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน” ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิด และวรรคสองให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนด “ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์”10 ข้อควรสังเกตคือมาตรา 15 อ้างถึงความผิดตามมาตรา 14 ซึ่งยกเว้นการหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาไว้แล้ว กลไกตามมาตรา 15 จึงไม่ใช่ฐานหลักของการขอลบข้อความหมิ่นประมาท การรายงานต่อแพลตฟอร์มในกรณีนี้อาศัยนโยบายของแพลตฟอร์มเป็นสำคัญ
ช่องทางที่สองคือหนังสือถึงผู้โพสต์ เมื่อรู้ตัวผู้โพสต์แล้ว หนังสือที่ระบุข้อความที่เป็นปัญหา ฐานกฎหมาย และสิ่งที่ขอให้ทำภายในเวลาที่กำหนด เช่น ลบข้อความ ลงข้อความแก้ไข หรือขอโทษ มักแก้ปัญหาได้เร็วกว่าการเริ่มคดี หนังสือนี้ต้องเรียบเรียงอย่างระมัดระวังสองด้าน ด้านหนึ่งต้องไม่มีถ้อยคำข่มขู่หรือเรียกร้องเงินในลักษณะที่อาจถูกตีความเป็นความผิดอื่น อีกด้านหนึ่งต้องไม่สละสิทธิดำเนินคดีของผู้เสียหายโดยไม่ตั้งใจ และควรส่งในเวลาที่ไม่ทำให้กำหนดร้องทุกข์ใกล้หมด
ช่องทางที่สามคือคำสั่งศาล ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 บัญญัติว่า “ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง (๑) ให้ยึด และทำลายวัตถุหรือส่วนของวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาท (๒) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 วินิจฉัยว่าคำว่า “หนังสือพิมพ์” ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย และรวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย11 ทางแพ่ง ป.พ.พ. มาตรา 447 บัญญัติว่า “บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายแก่ชื่อเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหาย หรือทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้”12 คำขอให้ลบข้อความและให้ลงข้อความแก้ไขจึงมีฐานในกฎหมายทั้งสองระบบ แต่ทั้งสองทางต้องอาศัยหลักฐานที่เก็บไว้ในขั้นที่ 1
ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 พนักงานสอบสวนจึงสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ และผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามมาตรา 96 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549 วินิจฉัยว่าการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานโดยยังไม่มีเจตนาให้ผู้กระทำได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองบัญญัติว่า “แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ”13 คำร้องทุกข์จึงเป็นเงื่อนไขของการดำเนินคดีอาญาทั้งหมด ไม่ใช่ขั้นตอนทางธุรการ และคุณภาพของคำร้องทุกข์ขึ้นกับถ้อยคำที่บันทึกไว้ในวันนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องนี้ในคดีที่ผู้เสียหายไปแจ้งความ แต่รายงานประจำวันบันทึกเพียงว่ามาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป
บทเรียนจากคดีนี้ใช้ได้ทันที เมื่อไปแจ้งความ ผู้เสียหายควรขอให้บันทึกว่าประสงค์จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด และขอสำเนาหรือเลขรับแจ้งไว้ การ “ลงบันทึกไว้ก่อน” โดยยังไม่ตัดสินใจ อาจทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่าได้รักษาสิทธิไว้แล้ว ทั้งที่กำหนดสามเดือนยังเดินต่อไป
จุดเริ่มนับกำหนดสามเดือนเป็นอีกเรื่องที่ต้องจดไว้ตั้งแต่วันแรก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2532 วินิจฉัยว่า “อายุความในการร้องทุกข์สำหรับความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 มีกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดประกอบกันทั้งสองประการ” และกฎหมายหาได้บัญญัติให้นับตั้งแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดไม่15 ผู้เสียหายที่เห็นโพสต์จากบัญชีที่ไม่แสดงตัวตนจึงยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะรู้ตัวผู้โพสต์ แต่เมื่อรู้แล้ว ควรบันทึกวันและวิธีที่รู้ไว้ เพราะอีกฝ่ายมักโต้แย้งว่าผู้เสียหายรู้ตัวมาก่อนหน้านั้น
ผู้เสียหายมีสองทางในการดำเนินคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) นิยามผู้เสียหาย มาตรา 123 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้” และมาตรา 28 ให้ทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล16 การฟ้องคดีเองไม่ได้พ้นจากกำหนดสามเดือน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1086/2552 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์และฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด “คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96”17 รายละเอียดเรื่องคำร้องทุกข์ การถอน และการยอมความ อยู่ในบทความ ถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ แจ้งความได้ไหม และต้องแจ้งภายในกี่เดือน
สิทธิเรียกค่าเสียหายจากการหมิ่นประมาทเป็นสิทธิจากมูลละเมิด ซึ่งขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 และถ้ามูลละเมิดเป็นความผิดอาญาที่มีอายุความยาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่านั้น หลักฐานที่เก็บในวันแรกจึงใช้ได้ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง
ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด” และวรรคสองให้ใช้อายุความทางอาญาถ้ายาวกว่า18 โครงสร้างการนับของมาตรา 448 คล้ายมาตรา 96 คือเริ่มเมื่อรู้ครบทั้งเรื่องและตัวบุคคล แต่ระยะเวลาต่างกัน ผู้เสียหายที่ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายจึงควรวางแผนคดีแพ่งไปพร้อมกับคดีอาญา และพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาหรือฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหาก
หลักฐานที่ใช้พิสูจน์ความเสียหายทางแพ่งต่างจากหลักฐานในคดีอาญาบางส่วน คดีอาญาเน้นการใส่ความต่อบุคคลที่สามและเจตนา ส่วนคดีแพ่งต้องแสดงขนาดของความเสียหาย เช่น ยอดการเข้าถึงโพสต์ จำนวนการแชร์ ข้อความจากลูกค้าที่ยกเลิกการซื้อ หรือรายได้ที่ลดลงในช่วงเวลาหลังโพสต์ ข้อมูลเหล่านี้ควรเริ่มเก็บตั้งแต่สัปดาห์แรก เพราะตัวเลขยอดการเข้าถึงบนแพลตฟอร์มเปลี่ยนไปทุกวันและหายไปเมื่อโพสต์ถูกลบ วิธีที่ศาลกำหนดค่าเสียหายและตัวอย่างจำนวนเงินอยู่ในบทความ ฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายได้เท่าไร
งานในวันแรกเรียงตามความเร่งด่วนได้เป็นสี่ช่วง คือ ชั่วโมงแรกสำหรับเก็บหลักฐาน ภายในวันแรกสำหรับรวบรวมพยานและประเมินเรื่อง ภายในสัปดาห์แรกสำหรับขอให้ลบข้อความและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และก่อนครบสามเดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้โพสต์สำหรับร้องทุกข์หรือฟ้องคดี
| ช่วงเวลา | สิ่งที่ควรทำ | ฐานกฎหมายหรือเหตุผล |
|---|---|---|
| ชั่วโมงแรก | ถ่ายภาพหน้าจอที่เห็นข้อความ URL วันเวลา ชื่อบัญชี บันทึกคลิปหน้าจอ เก็บลิงก์โพสต์และลิงก์โปรไฟล์ ไม่ตอบโต้ | พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 11 ป.อ. มาตรา 326 328 |
| ภายในวันแรก | เก็บความคิดเห็นและการแชร์ จดชื่อผู้ที่เห็นข้อความ จดวันที่รู้เรื่องและวันที่รู้ตัวผู้โพสต์ สำรองไฟล์ต้นฉบับ | องค์ประกอบ “ต่อบุคคลที่สาม” และจุดเริ่มนับตาม ป.อ. มาตรา 96 |
| ภายในสัปดาห์แรก | รายงานต่อแพลตฟอร์มหลังเก็บหลักฐานครบ ประเมินฐานความผิด เตรียมหนังสือถึงผู้โพสต์ เริ่มเก็บหลักฐานความเสียหาย | นโยบายแพลตฟอร์ม ป.อ. มาตรา 332 ป.พ.พ. มาตรา 423 447 |
| ก่อนครบสามเดือน | ร้องทุกข์โดยแสดงเจตนาดำเนินคดีให้ชัด หรือฟ้องคดีต่อศาลเอง | ป.อ. มาตรา 96 333 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) 121 123 ฎีกาที่ 6644/2549 1011/2532 |
| ก่อนครบหนึ่งปี | ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ถ้ายังไม่ได้ยื่นคำร้องในคดีอาญา | ป.พ.พ. มาตรา 448 |
ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปในคดี C-18/18 (3 ตุลาคม 2562) วินิจฉัยว่ากฎหมายสหภาพยุโรปไม่ขัดขวางศาลของรัฐสมาชิกที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการโฮสต์ลบข้อความที่เหมือนหรือมีสาระเดียวกับข้อความที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อังกฤษให้ศาลสั่งผู้ดูแลเว็บไซต์ลบข้อความหมิ่นประมาทได้หลังพิพากษาตาม Defamation Act 2013 มาตรา 13 และศาลอังกฤษสั่งให้เปิดเผยตัวผู้โพสต์นิรนามได้ ส่วนญี่ปุ่นให้ผู้ถูกละเมิดขอเปิดเผยข้อมูลผู้โพสต์ได้ตามกฎหมายเฉพาะ
ข้อเท็จจริงในคดี C-18/18 ใกล้กับสถานการณ์ที่ผู้เสียหายในไทยพบบ่อย ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งแชร์บทความข่าวพร้อมภาพของสมาชิกรัฐสภาออสเตรียบนหน้าส่วนตัว และเขียนความคิดเห็นที่ศาลออสเตรียวินิจฉัยว่าทำให้เสียชื่อเสียง เป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาท โพสต์นั้นผู้ใช้เฟซบุ๊กทุกคนเข้าถึงได้ ผู้เสียหายมีหนังสือขอให้เฟซบุ๊กลบความคิดเห็นนั้น เมื่อเฟซบุ๊กไม่ลบ ผู้เสียหายจึงฟ้องต่อศาลพาณิชย์กรุงเวียนนา ซึ่งมีคำสั่งชั่วคราวให้หยุดเผยแพร่ ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปวินิจฉัยว่า Directive 2000/31/EC (ข้อบังคับว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) “does not preclude a court of a Member State from” การ “ordering a host provider to remove information which it stores, the content of which is identical to the content of information which was previously declared to be unlawful” และขยายไปถึงข้อความที่มีสาระเดียวกัน (equivalent) ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ให้บริการไม่ต้องประเมินเนื้อหาด้วยตนเองโดยอิสระ รวมทั้งการลบหรือระงับการเข้าถึงทั่วโลกภายในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ19
Defamation Act 2013 มาตรา 13 (1) บัญญัติว่าเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีหมิ่นประมาท ศาลอาจสั่ง “the operator of a website on which the defamatory statement is posted to remove the statement” หรือสั่งบุคคลซึ่งไม่ใช่ผู้เขียน บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์ให้หยุดเผยแพร่20 บทบัญญัตินี้ทำหน้าที่เดียวกับประมวลกฎหมายอาญาของไทย มาตรา 332 (๑) แต่ใช้ในคดีแพ่ง และสั่งต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ซึ่งไม่ใช่คู่ความได้โดยตรง สำหรับผู้โพสต์นิรนาม ศาลอังกฤษใช้คำสั่งตามหลัก Norwich Pharmacal (คำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดโดยไม่มีส่วนผิดเปิดเผยข้อมูลที่ระบุตัวผู้กระทำ) คดี Totalise plc v The Motley Fool Ltd ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ดำเนินกระดานสนทนาด้านการลงทุนเปิดเผยตัวผู้โพสต์นิรนามที่เผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทบริษัทผู้ร้อง และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นค่าใช้จ่ายว่าผู้ดำเนินเว็บไซต์ซึ่งไม่ได้กระทำผิดไม่ควรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายของคำขอ ผู้ร้องรับภาระไปก่อนและเรียกคืนจากผู้กระทำผิดได้21
ญี่ปุ่นมีกฎหมายเฉพาะ คือ 特定電気通信による情報の流通によって発生する権利侵害等への対処に関する法律 (กฎหมายว่าด้วยการรับมือกับการละเมิดสิทธิที่เกิดจากการเผยแพร่ข้อมูลผ่านการสื่อสารทางโทรคมนาคมเฉพาะ ชื่อเดิมคือกฎหมายจำกัดความรับผิดของผู้ให้บริการ) มาตรา 5 วรรคหนึ่งให้ผู้ที่อ้างว่าถูกละเมิดสิทธิขอให้ผู้ให้บริการเปิดเผยข้อมูลผู้ส่งข้อความได้ เมื่อเข้าเงื่อนไขว่า “当該開示の請求に係る侵害情報の流通によって当該開示の請求をする者の権利が侵害されたことが明らかであるとき” (การเผยแพร่ข้อมูลนั้นละเมิดสิทธิของผู้ขออย่างชัดแจ้ง) และข้อมูลนั้นจำเป็นต่อการใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายหรือมีเหตุอันสมควรอื่น22 กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติที่ให้สิทธิผู้เสียหายขอข้อมูลผู้โพสต์จากผู้ให้บริการโดยตรงในลักษณะนี้ ในไทย การระบุตัวผู้โพสต์จึงมักอาศัยการสอบสวนของพนักงานสอบสวนหลังมีคำร้องทุกข์ ซึ่งเป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ควรร้องทุกข์ได้แม้ยังไม่รู้ตัวผู้โพสต์
บทเรียนสำหรับผู้อ่านไทยมีสามข้อ ข้อแรก ทุกระบบที่เปรียบเทียบให้ความสำคัญกับการแจ้งผู้ให้บริการก่อนใช้กลไกศาล การเก็บหลักฐานการแจ้งและการไม่ตอบสนองของแพลตฟอร์มจึงมีประโยชน์ ข้อที่สอง คำสั่งลบข้อความของศาลในยุโรปขยายไปถึงข้อความที่มีสาระเดียวกัน ผู้เสียหายในไทยจึงควรเก็บหลักฐานของการโพสต์ซ้ำและการแชร์ต่อด้วย ข้อที่สาม ความยากของการระบุตัวผู้โพสต์นิรนามเป็นปัญหาร่วมกันทุกประเทศ ระบบที่มีกลไกเฉพาะอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นยังต้องอาศัยคำสั่งศาลหรือเงื่อนไขทางกฎหมายที่เข้มงวด
ในทางนิติเศรษฐศาสตร์ หลักฐานดิจิทัลเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมค่าตามเวลา ต้นทุนของการเก็บหลักฐานในชั่วโมงแรกต่ำมาก แต่ต้นทุนของการพิสูจน์ภายหลังเมื่อโพสต์ถูกลบสูงมาก งานด้านการสื่อสารของ Jansen และ Martin (2015) อธิบายปรากฏการณ์ Streisand effect ที่ความพยายามกดข้อความกลับทำให้ข้อความแพร่หลายขึ้น และงานทบทวนวรรณกรรมของ Starcke และ Brand (2012) สรุปว่าความเครียดมีผลต่อการตัดสินใจ ทั้งสองข้อสนับสนุนการทำงานตามลำดับที่วางไว้ล่วงหน้าแทนการตอบโต้ทันที
ในทางนิติเศรษฐศาสตร์ การตัดสินใจของผู้เสียหายในวันแรกเป็นการเลือกระหว่างต้นทุนสองชุด ชุดแรกคือต้นทุนของการเก็บหลักฐานทันที ซึ่งมีเพียงเวลาไม่กี่นาทีและพื้นที่จัดเก็บไฟล์ ชุดที่สองคือต้นทุนที่คาดว่าจะเกิดถ้าไม่เก็บ ได้แก่ โอกาสที่โพสต์จะถูกลบคูณด้วยต้นทุนของการพิสูจน์ด้วยวิธีอื่น เช่น การหาพยานบุคคลที่จำข้อความได้ หรือการขอข้อมูลผ่านกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อชุดแรกต่ำมากและชุดที่สองสูงมาก การเก็บหลักฐานทันทีจึงเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลแม้ผู้เสียหายยังไม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ หลักฐานที่เก็บไว้มีมูลค่าแบบสิทธิเลือก (option value) คือเปิดทางเลือกทางกฎหมายไว้ทั้งหมดโดยไม่ผูกมัดผู้เสียหาย
ในทางการสื่อสาร Jansen และ Martin ศึกษาปรากฏการณ์ที่ได้ชื่อจากกรณีที่บุคคลมีชื่อเสียงพยายามจำกัดการเผยแพร่ภาพบ้านของตนทางออนไลน์ และพบว่า “had the paradoxical effect of leading to many more views than if she had done nothing”23 งานนี้อธิบายว่าความพยายามปิดกั้นข้อมูลที่ผู้คนมองว่าไม่เป็นธรรมก่อให้เกิดความไม่พอใจและการเผยแพร่ซ้ำ สำหรับผู้เสียหายจากการหมิ่นประมาท ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรขอให้ลบข้อความ แต่หมายความว่าควรเลือกช่องทางที่ไม่ดึงความสนใจของสาธารณะ เช่น การรายงานต่อแพลตฟอร์ม หนังสือถึงผู้โพสต์ หรือกระบวนการทางกฎหมาย แทนการประกาศโต้ตอบหรือการเรียกร้องในที่สาธารณะ
ในทางจิตวิทยา Starcke และ Brand ทบทวนงานวิจัยเรื่องการตัดสินใจภายใต้ความเครียดและสรุปว่า “The results from the studies that were included in the review support the assumption that stress affects decision making.”24 งานเดียวกันชี้ว่าความเครียดจะให้ผลดีหรือผลเสียขึ้นกับลักษณะของงานและสถานการณ์ ผู้ที่เพิ่งพบข้อความใส่ร้ายตนอยู่ในภาวะเครียดเฉียบพลัน การมีลำดับงานที่วางไว้ล่วงหน้า เช่น ตารางในบทความนี้ ช่วยลดการตัดสินใจที่อาจเสียใจภายหลัง เช่น การโพสต์ตอบโต้ทันทีหรือการลบหลักฐานของตนเองด้วยความไม่สบายใจ ข้อสรุปจากทั้งสามศาสตร์จึงตรงกัน คือ เก็บหลักฐานก่อน หยุดคิด แล้วใช้ช่องทางที่เหมาะสม
เอกสยาม ชัยศร และทีมงานของบริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ให้คำปรึกษาผู้เสียหายในการประเมินพยานหลักฐาน การร่างหนังสือขอให้ลบข้อความ และการเตรียมคำร้องทุกข์ งานว่าความในศาลดำเนินการโดยทีมทนายความที่ร่วมงาน ผลของคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละเรื่อง
คำถามที่ผู้ถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ถามบ่อยในวันแรก ได้แก่ ต้องทำอะไรก่อน ภาพหน้าจอใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่ ควรตอบโต้หรือไม่ ไม่รู้ตัวผู้โพสต์แจ้งความได้หรือไม่ และการลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่ คำตอบแต่ละข้ออ้างตัวบทและคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ตัวบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 326 328 329 332 333 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) 2 (7) 28 121 123 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 15 16 และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 11 ตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th) ฉบับปรับปรุงล่าสุด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 447 448 ใช้ถ้อยคำที่ตรวจไว้ในบทความค่าเสียหายและบทความรีวิวร้านค้าของเว็บนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2532 1086/2552 2778/2561 6644/2549 และ 976/2567 ตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) และค้นคำพิพากษาเรื่องการรับฟังภาพหน้าจอในคดีหมิ่นประมาทด้วยคำค้นสามชุดเมื่อ 2 ตุลาคม 2569 ไม่พบคำพิพากษาที่วินิจฉัยโดยตรง ตัวบทและคำพิพากษาต่างประเทศอ่านจาก EUR-Lex, legislation.gov.uk และ e-Gov 法令検索 งานวิชาการอ่านจากหน้าวารสาร International Journal of Communication และ PubMed ตรวจทั้งหมดเมื่อ 2 ตุลาคม 2569
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ