หน้าแรก › คลังความรู้ › แนวคำพิพากษา
แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 7256/2567“ก็เรื่องจริง จะฟ้องอะไรได้” เป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับกฎหมายไทย ซึ่งไม่ได้ถือว่าความจริงเป็นเกราะเด็ดขาด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่า ผู้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมชำระหนี้ควรใช้สิทธิฟ้องคดี มิใช่โพสต์ประจานในเฟซบุ๊ก
อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา
ปรับปรุงล่าสุด
การโพสต์เรื่องจริงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ เพราะองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ซึ่งตัวบทมิได้กำหนดว่าข้อความต้องเป็นเท็จ ส่วนการพิสูจน์ความจริงตามมาตรา 330 เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษ ไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิด
มาตรา 326 บัญญัติองค์ประกอบไว้เพียงว่า ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำในตัวบทไม่มีคำว่าเท็จอยู่เลย ความจริงหรือความเท็จของข้อความจึงมิใช่องค์ประกอบความผิด แต่ไปปรากฏในชั้นเหตุยกเว้นโทษตามมาตรา 330
จุดแรกที่ต้องเข้าใจคือถ้อยคำของกฎหมาย ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ใช้คำว่า “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง”1 สังเกตว่าตัวบทไม่มีคำว่า “เท็จ” หรือ “ไม่จริง” อยู่เลย คำว่า “ใส่ความ” ตามแนวคำพิพากษาหมายถึงการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้อื่น ซึ่งจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งก็เข้าองค์ประกอบได้ทั้งสิ้น ขอเพียงข้อความนั้นน่าจะทำให้เขาเสียชื่อเสียง
จุดนี้ต่างจากความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ซึ่งกำหนดองค์ประกอบว่าต้องเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงซึ่งข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ และตัวบทยกเว้นการกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาไว้เอง — ถ้าข้อมูลเป็นความจริง ย่อมไม่ผิดตามมาตรานี้ ความสับสนระหว่างสองฐานความผิดนี้คือที่มาของความเชื่อผิด ๆ ว่า “โพสต์เรื่องจริงไม่มีทางผิด”2
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่า ผู้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมชำระหนี้ควรใช้สิทธิดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย การโพสต์ข้อความและภาพของอีกฝ่ายในเฟซบุ๊กซึ่งบุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) แม้จำเลยจะอ้างว่าข้อความเป็นความจริงก็ตาม
คดีนี้จำเลยโพสต์ข้อความพร้อมภาพถ่ายของโจทก์ในเฟซบุ๊ก ทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน และเป็นคนหลอกลวง จำเลยต่อสู้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม และข้อความเป็นเรื่องจริงซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังย่อคำพิพากษาว่า
เหตุผลของศาลในคดีนี้มีความหมายต่อผู้ที่คิดจะ “โพสต์เตือนภัย” หรือ “โพสต์ทวงหนี้” ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าหนี้มีอยู่จริงหรือไม่ แต่วินิจฉัยว่าเมื่อกฎหมายเปิดทางให้ใช้สิทธิทางศาลอยู่แล้ว การเลือกวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียงไม่ใช่การกระทำโดยสุจริต ข้ออ้างว่าข้อความเป็นความจริงจึงไม่ทำให้เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329 ในการกำหนดโทษ ศาลฎีกาคำนึงว่าเฟซบุ๊กที่โพสต์ไม่ใช่กลุ่มปิด บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ความเสียหายจึงเกิดเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว และพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท โดยรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปีและคุมความประพฤติ แทนการลงโทษปรับสถานเดียวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
มาตรา 330 เป็นเหตุยกเว้นโทษ ไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิด ผู้ถูกกล่าวหาที่พิสูจน์ได้ว่าข้อความเป็นความจริงจึงเพียงไม่ต้องรับโทษ แต่ยังคงกระทำความผิดตามมาตรา 326 อยู่ ยิ่งกว่านั้นตัวบทยังห้ามพิสูจน์ หากเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวซึ่งการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
หลายคนเคยได้ยินว่ากฎหมายไทยให้ “พิสูจน์ความจริง” ได้ ซึ่งถูกต้อง แต่ต้องอ่านมาตรา 330 ให้ครบทั้งสองวรรค
มีข้อจำกัดสำคัญสองชั้นซ่อนอยู่ในมาตรานี้
สรุปสั้นที่สุด กฎหมายไทยให้คุณค่ากับชื่อเสียงของบุคคลสูงกว่าเสรีภาพที่จะพูดความจริงในเรื่องที่สังคมไม่ได้ประโยชน์ ปรัชญานี้ต่างจากระบบ common law อย่างชัดเจน ดังจะเห็นในหัวข้อเปรียบเทียบด้านล่าง
ทางออกที่ทำให้ไม่มีความผิดตั้งแต่ต้นคือมาตรา 329 ซึ่งยกเว้นความผิดให้การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตตามกรณีที่บัญญัติไว้ เงื่อนไขชี้ขาดคือความสุจริต ในคดีตามฎีกาที่ 7256/2567 ศาลเห็นว่าเมื่อผู้โพสต์ใช้สิทธิดำเนินคดีตามกฎหมายได้อยู่แล้ว การเลือกโพสต์ประจานย่อมไม่เข้ามาตรา 329 (1) (3)
ข้อยกเว้นที่ทำให้ “ไม่มีความผิดเลย” คือมาตรา 329 ซึ่งคุ้มครองผู้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ในสี่กรณี ได้แก่ (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม5
คำถามคือ เมื่อไรการโพสต์เรื่องจริงจะถือว่า “สุจริต” ฎีกาที่ 7256/2567 ให้เกณฑ์เชิงลบไว้ ถ้ายังมีช่องทางตามกฎหมายที่เหมาะสมกว่าแต่ไม่ใช้ กลับเลือกวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง ศาลย่อมเห็นว่าไม่สุจริต เกณฑ์เชิงบวกที่พอประมวลได้จากแนวคำพิพากษาเรื่องนี้โดยรวมคือ
กรณีเฉพาะของรีวิวร้านค้าและสินค้า ซึ่งอาศัยมาตรา 329 (3) เรื่องการติชมด้วยความเป็นธรรมเป็นหลัก อธิบายไว้ในบทความ รีวิวร้านค้าและสินค้าออนไลน์ในทางลบ เป็นหมิ่นประมาทหรือไม่
ในคดีที่ถูกแจ้งความแล้ว การเลือกอ้างมาตรา 329 หรือ 330 มีผลต่อประเด็นการพิสูจน์ตัวผู้โพสต์ด้วย ลำดับของข้อต่อสู้อธิบายไว้ในบทความ ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์ สิทธิของผู้ต้องหาและข้อต่อสู้ตามกฎหมาย
มาตรา 329 (สุจริต) → ไม่มีความผิดเลย · มาตรา 330 (พิสูจน์ความจริงได้และไม่ต้องห้าม) → ผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ · นอกเหนือจากนั้น → ผิดและรับโทษ แม้เรื่องจะจริงก็ตาม ผู้ที่คิดจะโพสต์จึงควรถามตัวเองก่อนเสมอว่ากรณีของตนอยู่ขั้นไหนของบันไดนี้
ในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดในคดีแพ่งหมิ่นประมาท ส่วนเยอรมนีซึ่งมีความผิดอาญาเช่นเดียวกับไทย หากพิสูจน์ได้ว่าข้อความจริงก็ไม่ผิดฐาน üble Nachrede กฎหมายไทยตามมาตรา 330 เข้มงวดกว่า เพราะเรื่องจริงส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนกลับห้ามพิสูจน์
กฎหมายหมิ่นประมาทอังกฤษปัจจุบันอยู่ภายใต้ Defamation Act 2013 มาตรา 2 ซึ่งบัญญัติให้ “truth” เป็นข้อต่อสู้สมบูรณ์ — หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ถูกฟ้องนั้นจริงในสาระสำคัญ (substantially true) คดีเป็นอันตกไป ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัวเพียงใด และไม่มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องใช้ “ช่องทางที่เหมาะสมกว่า” ก่อน6 ยิ่งไปกว่านั้น Coroners and Justice Act 2009 มาตรา 73 ยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท (defamatory libel) ตามคอมมอนลอว์ของอังกฤษและเวลส์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2010 การพูดความจริงในอังกฤษจึงไม่นำไปสู่โทษอาญาฐานหมิ่นประมาทอีกต่อไป7
ในสหรัฐ ความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดเช่นกัน และศาลสูงสุดยังไปไกลกว่านั้น — คดี New York Times v Sullivan (1964) วางหลักว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ต่อมาขยายถึงบุคคลสาธารณะ) ที่ฟ้องหมิ่นประมาทต้องพิสูจน์เองว่าข้อความเป็นเท็จและจำเลยกระทำโดย “actual malice” คือรู้ว่าเท็จ หรือไม่ใส่ใจเลยว่าจริงหรือเท็จ (reckless disregard)8 ภาระพิสูจน์จึงกลับด้านกับไทยโดยสิ้นเชิง ในไทยจำเลยมีภาระพิสูจน์ความจริงเพื่อขอไม่รับโทษ ในสหรัฐโจทก์บุคคลสาธารณะต้องพิสูจน์ความเท็จจึงจะชนะคดี
เยอรมนีน่าสนใจเพราะยังคงความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทไว้เหมือนไทย ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน (StGB) มาตรา 186 ลงโทษการกล่าวข้อเท็จจริงเสื่อมเสียต่อผู้อื่นเว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าจริง — นั่นคือความจริงที่พิสูจน์ได้ทำให้ไม่ผิดฐานนี้เลย ไม่ใช่แค่ไม่รับโทษแบบมาตรา 330 ของไทย อย่างไรก็ดี มาตรา 192 ยังเปิดช่องลงโทษ “การดูหมิ่นโดยรูปแบบ” (Formalbeleidigung) หากวิธีการสื่อสารหรือถ้อยคำที่ใช้เหยียดหยามเกินกว่าเนื้อหาข้อเท็จจริง ซึ่งเทียบเคียงได้กับแนวคิดของศาลไทยที่ดูความเหมาะสมของวิธีการโพสต์9
| ประเด็น | ไทย | อังกฤษ | สหรัฐอเมริกา | เยอรมนี |
|---|---|---|---|---|
| เรื่องจริง ผิดได้ไหม | ได้ — จริงก็ผิด ม.326/328 เพียงอาจไม่ต้องรับโทษตาม ม.330 | ไม่ได้ — truth เป็น defence สมบูรณ์ | ไม่ได้ — ความจริงคุ้มครองเด็ดขาด | โดยหลักไม่ผิด §186 หากพิสูจน์จริงได้ แต่รูปแบบเหยียดหยามยังผิด §192 |
| เรื่องจริงส่วนตัว ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ | ห้ามพิสูจน์ความจริง จึงอ้าง ม.330 เพื่อขอไม่รับโทษไม่ได้ (ม.330 วรรคท้าย) | ยังเป็น defence ได้ (แต่มีกฎหมาย privacy แยกต่างหาก) | ยังเป็น defence ได้ (มี tort ความเป็นส่วนตัวแยก) | พิสูจน์ได้ แต่ศาลชั่งกับสิทธิบุคลิกภาพตามรัฐธรรมนูญ |
| ภาระพิสูจน์ความจริง/เท็จ | จำเลยพิสูจน์ความจริง | จำเลยพิสูจน์ความจริง (แพ่ง) | โจทก์บุคคลสาธารณะพิสูจน์ความเท็จ + actual malice | จำเลยพิสูจน์ความจริง (อาญา) |
| โทษอาญา | มี — จำคุกไม่เกิน 1 ปี (ม.326) / 2 ปี (ม.328) | ยกเลิกแล้ว (มีผล 12 ม.ค. 2010) | แทบไม่มีการบังคับใช้ | มี — §§185–187 StGB |
บทเรียนจากการเปรียบเทียบคือ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่คุ้มครองชื่อเสียงเข้มข้นที่สุด ผู้ที่คุ้นกับวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตแบบตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่การรีวิว เปิดโปง หรือประจานด้วยเรื่องจริงเป็นเรื่องปกติ ต้องปรับความเข้าใจเมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายไทย เพราะหลักที่ถือว่าความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดใช้กับกฎหมายไทยไม่ได้
ข้อพิจารณาก่อนโพสต์ตั้งต้นจากมาตรา 326 ว่าข้อความชี้ตัวบุคคลใดได้หรือไม่ ต่อด้วยมาตรา 330 ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งห้ามพิสูจน์หรือไม่ และมาตรา 329 ว่ายังมีช่องทางร้องเรียนที่ชอบด้วยกฎหมายเหลืออยู่หรือไม่ หากยังมี การโพสต์ประจานย่อมเสี่ยงที่ศาลจะไม่รับฟังว่าสุจริต
หัวข้อนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเรื่องการโพสต์ข้อความจริง ได้แก่ เหตุที่ความจริงไม่ตัดความผิดตามมาตรา 326 ขอบเขตการพิสูจน์ความจริงตามมาตรา 330 เงื่อนไขความสุจริตตามมาตรา 329 และความแตกต่างระหว่างกฎหมายไทยกับกฎหมายอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ