บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  eksiam@eksiamlegal.com

หน้าแรกคลังความรู้ › แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 3877/2565

โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม

“ก็เรื่องจริง จะฟ้องอะไรได้” คือความเข้าใจผิดที่พาคนขึ้นศาลมานักต่อนัก กฎหมายไทยไม่ได้ถือว่าความจริงเป็นเกราะเด็ดขาด — ฎีกาที่ 3877/2565 วินิจฉัยชัดว่า จริงหรือไม่จริง ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะโพสต์ใส่ความใคร

ปรับปรุงล่าสุด 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

เวลาถูกเอาเปรียบ ถูกโกง หรือเห็นพฤติกรรมไม่ถูกต้องของใครสักคน สัญชาตญาณของคนยุคโซเชียลคือถ่ายรูป เขียนเล่า แล้วโพสต์ พร้อมความมั่นใจว่า “เรื่องจริงทั้งนั้น ไม่กลัว” แต่ในทางกฎหมายไทย ความจริงกับความพ้นผิดเป็นคนละเรื่องกัน บทความนี้อธิบายว่าทำไมการโพสต์เรื่องจริงจึงยังเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ความจริงช่วยได้แค่ไหนตามมาตรา 330 เมื่อไรถึงจะเข้าข้อยกเว้นมาตรา 329 โดยใช้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 เป็นกรณีศึกษา และเปรียบเทียบกับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ที่วางหลักเรื่องนี้ต่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวบทมาตรา 326 ไม่มีคำว่า “เท็จ”

จุดแรกที่ต้องเข้าใจคือถ้อยคำของกฎหมาย ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ใช้คำว่า “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง”1 สังเกตว่าตัวบทไม่มีคำว่า “เท็จ” หรือ “ไม่จริง” อยู่เลย คำว่า “ใส่ความ” ตามแนวคำพิพากษาหมายถึงการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้อื่น ซึ่งจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งก็เข้าองค์ประกอบได้ทั้งสิ้น ขอเพียงข้อความนั้นน่าจะทำให้เขาเสียชื่อเสียง

จุดนี้ต่างจากความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ซึ่งกำหนดองค์ประกอบว่าต้องเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ — ถ้าข้อมูลเป็นความจริง ย่อมไม่ผิดตามมาตรานี้ ความสับสนระหว่างสองฐานความผิดนี้คือที่มาของความเชื่อผิด ๆ ว่า “โพสต์เรื่องจริงไม่มีทางผิด”2

ฎีกาที่ 3877/2565 — “จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิ”

คดีนี้จำเลยโพสต์ข้อความทำนองว่าโจทก์ “ล้อมรั้วในที่หลวง” เอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน พร้อมภาพถ่ายที่ดิน ลงในเฟซบุ๊กของจำเลย ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ประการหนึ่งคือ สิ่งที่โพสต์เป็นเรื่องจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยตอบไว้คมชัดว่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 (สรุปสาระสำคัญ) แม้ข้อความที่จำเลยใส่ความโจทก์ว่า “ล้อมรั้วในที่หลวง” ในลักษณะทำนองว่าเอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะไปลงข้อความและภาพถ่ายที่ดิน ใส่ความโจทก์ในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลย เพราะยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอีกหลายวิธี จึงไม่มีความจำเป็นใดที่จำเลยจะต้องลงข้อความและภาพถ่ายที่ดินหมิ่นประมาทโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต อันจะทำให้จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)3

ตรรกะของศาลในคดีนี้สำคัญมากสำหรับคนที่คิดจะ “โพสต์เตือนภัย” หรือ “โพสต์ทวงความยุติธรรม” — ศาลไม่ได้บอกว่าข้อเท็จจริงเรื่องล้อมรั้วเป็นเท็จ ศาลบอกว่าต่อให้จริง จำเลยก็ไม่มีสิทธิเลือกวิธีประจาน ในเมื่อกฎหมายเปิดช่องทางที่ถูกต้องไว้ให้แล้ว เช่น ร้องเรียนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าพนักงานที่ดิน หรือแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน การข้ามช่องทางเหล่านั้นไปเลือกวิธีที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง แสดงว่าไม่ได้กระทำโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม

แล้วมาตรา 330 ล่ะ — พิสูจน์ความจริงแล้วรอดไม่ใช่หรือ

หลายคนเคยได้ยินว่ากฎหมายไทยให้ “พิสูจน์ความจริง” ได้ ซึ่งถูกต้อง แต่ต้องอ่านมาตรา 330 ให้ครบทั้งสองวรรค

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

มีข้อจำกัดสำคัญสองชั้นซ่อนอยู่ในมาตรานี้

  • ชั้นแรก — ผลคือ “ไม่ต้องรับโทษ” ไม่ใช่ “ไม่มีความผิด” ต่างจากมาตรา 329 ที่ทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดเลย มาตรา 330 เพียงยกเว้นโทษ ความผิดยังคงอยู่ ในทางปฏิบัติหมายความว่าจำเลยต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ต่อสู้คดี และแบกภาระพิสูจน์เอง
  • ชั้นที่สอง — เรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามพิสูจน์เด็ดขาด เช่น เรื่องความสัมพันธ์ชู้สาว ประวัติครอบครัว หรือเรื่องเสื่อมเสียส่วนบุคคลของคนธรรมดาที่สังคมไม่มีส่วนได้เสีย ต่อให้จำเลยมีหลักฐานว่าจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ศาลก็ไม่อนุญาตให้พิสูจน์ และจำเลยต้องรับโทษ4

สรุปสั้นที่สุด กฎหมายไทยให้คุณค่ากับชื่อเสียงของบุคคลสูงกว่าเสรีภาพที่จะพูดความจริงในเรื่องที่สังคมไม่ได้ประโยชน์ ปรัชญานี้ต่างจากระบบ common law อย่างชัดเจน ดังจะเห็นในหัวข้อเปรียบเทียบด้านล่าง

เส้นทางรอดที่แท้จริง — มาตรา 329 กับเงื่อนไข “สุจริต”

ข้อยกเว้นที่ทำให้ “ไม่มีความผิดเลย” คือมาตรา 329 ซึ่งคุ้มครองผู้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ในสี่กรณี ได้แก่ (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม5

คำถามคือ เมื่อไรการโพสต์เรื่องจริงจะถือว่า “สุจริต” ฎีกาที่ 3877/2565 ให้เกณฑ์เชิงลบไว้ชัดเจน — ถ้ายังมีช่องทางตามกฎหมายที่เหมาะสมกว่าแต่ไม่ใช้ กลับเลือกวิธีที่ประจานให้เสียชื่อเสียง ศาลย่อมมองว่าไม่สุจริต เกณฑ์เชิงบวกที่พอประมวลได้จากแนวคำพิพากษาเรื่องนี้โดยรวมคือ

  • เรื่องที่พูดต้องเกี่ยวข้องกับส่วนได้เสียของผู้พูดโดยตรง หรือเป็นเรื่องที่ประชาชนมีส่วนได้เสียจริง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นล้วน ๆ
  • ถ้อยคำต้องพอสมควรแก่เหตุ ไม่เกินเลยไปถึงการด่าทอ เหยียดหยาม หรือใส่สีตีไข่เกินข้อเท็จจริง
  • วิธีการและช่องทางต้องเหมาะสม การร้องเรียนต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงได้รับความคุ้มครองง่ายกว่าการโพสต์สาธารณะมาก
  • มูลเหตุจูงใจต้องไม่ใช่ความอาฆาตส่วนตัวที่อาศัยข้อเท็จจริงเป็นเพียงข้ออ้าง

ลำดับความคุ้มครองที่ควรจำ

มาตรา 329 (สุจริต) → ไม่มีความผิดเลย · มาตรา 330 (พิสูจน์ความจริงได้และไม่ต้องห้าม) → ผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ · นอกเหนือจากนั้น → ผิดและรับโทษ แม้เรื่องจะจริงก็ตาม ผู้ที่คิดจะโพสต์จึงควรถามตัวเองก่อนเสมอว่ากรณีของตนอยู่ขั้นไหนของบันไดนี้

เทียบกฎหมายต่างประเทศ — โลกที่ “ความจริง” คือข้อต่อสู้เด็ดขาด

อังกฤษ — Truth เป็น defence สมบูรณ์

กฎหมายหมิ่นประมาทอังกฤษปัจจุบันอยู่ภายใต้ Defamation Act 2013 มาตรา 2 ซึ่งบัญญัติให้ “truth” เป็นข้อต่อสู้สมบูรณ์ — หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ถูกฟ้องนั้นจริงในสาระสำคัญ (substantially true) คดีเป็นอันตกไป ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัวเพียงใด และไม่มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องใช้ “ช่องทางที่เหมาะสมกว่า” ก่อน6 ยิ่งไปกว่านั้น อังกฤษยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทไปแล้วตั้งแต่ปี 2009 โดย Coroners and Justice Act 2009 การพูดความจริงในอังกฤษจึงไม่มีทางนำไปสู่โทษจำคุกฐานหมิ่นประมาทได้เลย7

สหรัฐอเมริกา — ความจริงคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ

ในสหรัฐ ความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดเช่นกัน และศาลสูงสุดยังไปไกลกว่านั้น — คดี New York Times v Sullivan (1964) วางหลักว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ต่อมาขยายถึงบุคคลสาธารณะ) ที่ฟ้องหมิ่นประมาทต้องพิสูจน์เองว่าข้อความเป็นเท็จและจำเลยกระทำโดย “actual malice” คือรู้ว่าเท็จหรือไม่ยี่หระต่อความจริง8 ภาระพิสูจน์จึงกลับด้านกับไทยโดยสิ้นเชิง ในไทยจำเลยต้องดิ้นรนพิสูจน์ความจริงเพื่อขอไม่รับโทษ ในสหรัฐโจทก์บุคคลสาธารณะต้องพิสูจน์ความเท็จจึงจะชนะคดี

เยอรมนี — ใกล้ไทยที่สุด แต่ก็ยังกว้างกว่า

เยอรมนีน่าสนใจเพราะยังคงความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทไว้เหมือนไทย ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน (StGB) มาตรา 186 ลงโทษการกล่าวข้อเท็จจริงเสื่อมเสียต่อผู้อื่นเว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าจริง — นั่นคือความจริงที่พิสูจน์ได้ทำให้ไม่ผิดฐานนี้เลย ไม่ใช่แค่ไม่รับโทษแบบมาตรา 330 ของไทย อย่างไรก็ดี มาตรา 192 ยังเปิดช่องลงโทษ “การดูหมิ่นโดยรูปแบบ” (Formalbeleidigung) หากวิธีการสื่อสารหรือถ้อยคำที่ใช้เหยียดหยามเกินกว่าเนื้อหาข้อเท็จจริง ซึ่งเทียบเคียงได้กับแนวคิดของศาลไทยที่ดูความเหมาะสมของวิธีการโพสต์9

ประเด็นไทยอังกฤษสหรัฐอเมริกาเยอรมนี
เรื่องจริง ผิดได้ไหมได้ — จริงก็ผิด ม.326/328 เพียงอาจไม่ต้องรับโทษตาม ม.330ไม่ได้ — truth เป็น defence สมบูรณ์ไม่ได้ — ความจริงคุ้มครองเด็ดขาดโดยหลักไม่ผิด §186 หากพิสูจน์จริงได้ แต่รูปแบบเหยียดหยามยังผิด §192
เรื่องจริงส่วนตัว ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะห้ามพิสูจน์ความจริง — ต้องรับโทษ (ม.330 วรรคท้าย)ยังเป็น defence ได้ (แต่มีกฎหมาย privacy แยกต่างหาก)ยังเป็น defence ได้ (มี tort ความเป็นส่วนตัวแยก)พิสูจน์ได้ แต่ศาลชั่งกับสิทธิบุคลิกภาพตามรัฐธรรมนูญ
ภาระพิสูจน์ความจริง/เท็จจำเลยพิสูจน์ความจริงจำเลยพิสูจน์ความจริง (แพ่ง)โจทก์บุคคลสาธารณะพิสูจน์ความเท็จ + actual maliceจำเลยพิสูจน์ความจริง (อาญา)
โทษอาญามี — จำคุกไม่เกิน 1 ปี (ม.326) / 2 ปี (ม.328)ยกเลิกแล้ว (2009)แทบไม่มีการบังคับใช้มี — §§185–187 StGB

บทเรียนจากการเปรียบเทียบคือ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่คุ้มครองชื่อเสียงเข้มข้นที่สุด ผู้ที่คุ้นกับวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตแบบตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่การรีวิว เปิดโปง หรือประจานด้วยเรื่องจริงเป็นเรื่องปกติ ต้องปรับความเข้าใจเมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายไทย เพราะมาตรฐาน “จริงแล้วรอด” ใช้ที่นี่ไม่ได้

ก่อนโพสต์เรื่องจริง — เช็กลิสต์ 5 ข้อ

  1. ถามก่อนว่ามีช่องทางตามกฎหมายไหม — แจ้งความ ร้องเรียนหน่วยงานกำกับดูแล ฟ้องคดี หากมีและยังไม่ได้ใช้ การโพสต์ประจานมีความเสี่ยงสูงตามแนวฎีกาที่ 3877/2565
  2. เรื่องนั้นประชาชนมีส่วนได้เสียจริงหรือไม่ — ภัยต่อผู้บริโภควงกว้าง ต่างจากความขัดแย้งส่วนตัวที่อยากระบาย ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แม้จริงก็ห้ามพิสูจน์ตาม ม.330 วรรคท้าย
  3. มีพยานหลักฐานยืนยันครบถ้วนหรือไม่ — ภาระพิสูจน์ความจริงตกที่ผู้โพสต์ ไม่ใช่ผู้เสียหาย
  4. ถ้อยคำเกินข้อเท็จจริงหรือไม่ — ข้อเท็จจริงล้วน ๆ กับคำด่าประกอบ (“ขี้โกง” “เห็นแก่ได้” “คนไม่ดี”) ให้ผลทางกฎหมายต่างกันมาก คำหลังคือส่วนที่ศาลในฎีกาที่ 3877/2565 ชี้ว่าทำให้วิญญูชนดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์
  5. พร้อมรับภาระคดีหรือไม่ — แม้สุดท้ายอาจชนะด้วย ม.329 หรือไม่ต้องรับโทษด้วย ม.330 แต่กระบวนการต่อสู้คดีอาญากินเวลาเป็นปีและมีค่าใช้จ่ายจริง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พูดความจริง ทำไมถึงผิดหมิ่นประมาทได้
เพราะมาตรา 326 ลงโทษ “การใส่ความ” ที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง โดยไม่ได้กำหนดว่าข้อความต้องเป็นเท็จ กฎหมายไทยมุ่งคุ้มครองชื่อเสียงเป็นหลัก ความจริงเป็นเพียงเหตุขอไม่รับโทษตามมาตรา 330 ภายใต้เงื่อนไขจำกัด
ถูกโกงมาจริง ๆ โพสต์เตือนภัยสังคมได้ไหม
ต้องระวังอย่างยิ่ง หากยังไม่ได้แจ้งความหรือใช้ช่องทางกฎหมายเลยแต่เลือกโพสต์ก่อน ศาลอาจมองว่าไม่สุจริตตามแนวฎีกาที่ 3877/2565 แนวที่ปลอดภัยกว่าคือดำเนินคดีตามกฎหมายก่อน แล้วหากจำเป็นต้องเตือนภัยจริง ให้กล่าวเฉพาะข้อเท็จจริงที่มีหลักฐาน ไม่ใส่คำด่า และเป็นเรื่องที่กระทบประชาชนวงกว้างจริง
มาตรา 330 กับมาตรา 329 ต่างกันอย่างไร
มาตรา 329 คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตให้ “ไม่มีความผิด” เลย ส่วนมาตรา 330 ใช้เมื่อการกระทำเป็นความผิดแล้ว แต่ให้พิสูจน์ความจริงเพื่อ “ไม่ต้องรับโทษ” และห้ามพิสูจน์หากเป็นเรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
โพสต์เรื่องจริงของดารา นักการเมือง ต่างจากคนธรรมดาไหม
ต่างในแง่ “ประโยชน์แก่ประชาชน” — พฤติกรรมของบุคคลสาธารณะที่เกี่ยวกับบทบาทสาธารณะ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ของนักการเมือง มีแนวโน้มเป็นเรื่องที่ติชมได้ตาม ม.329 (3) หรือพิสูจน์ความจริงได้ตาม ม.330 มากกว่าเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ แต่ไม่ได้แปลว่าโพสต์อะไรก็ได้ ถ้อยคำยังต้องเป็นธรรมและไม่เกินเลย
ถ้าโพสต์เป็นความเท็จด้วย จะโดนอะไรเพิ่ม
นอกจากหมิ่นประมาทตาม ป.อ. แล้ว การนำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอาจผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ซึ่งโทษสูงกว่าและยอมความไม่ได้ในบางกรณี รวมทั้งอาจถูกฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 423 อีกทางหนึ่ง
เชิงอรรถ · ฐานกฎหมายและเอกสารอ้างอิง
  1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 (ความผิดฐานหมิ่นประมาท)
  2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) ซึ่งใช้องค์ประกอบ “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” และมีถ้อยคำยกเว้นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 — ศาลวินิจฉัยว่าข้อความจะเป็นความจริงหรือไม่ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะโพสต์ใส่ความโจทก์ เพราะยังมีวิธีร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ การกระทำจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329 (1) (3)
  4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 (การพิสูจน์ความจริง — เหตุยกเว้นโทษ ไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิด)
  5. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1)–(4) (เหตุยกเว้นความผิด — การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต)
  6. Defamation Act 2013, s.2 (Truth) (England & Wales)
  7. Coroners and Justice Act 2009, s.73 (England & Wales) — ยกเลิกความผิดอาญาฐาน criminal defamatory libel
  8. New York Times Co. v Sullivan, 376 U.S. 254 (1964); ดูประกอบ Philadelphia Newspapers, Inc. v Hepps, 475 U.S. 767 (1986) เรื่องภาระพิสูจน์ความเท็จ
  9. Strafgesetzbuch (StGB — ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน) §§ 185–187, 190, 192
อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน

โทร · +66 81 654 5922  ·  eksiam@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของคดีหมิ่นประมาท เราช่วยคุณได้ตั้งแต่วินาทีนี้

คุณถูกหมิ่นประมาท ถูกโพสต์ใส่ความ?

ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ

☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันที

คุณถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือเพิ่งโพสต์แล้วกังวล?

ได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา

☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันที

หรือพิมพ์ถึงเราตรงนี้ — กด 1 ครั้ง ข้อความถึงมือเราทันที

ทุกเรื่องเป็นความลับ · ไม่ต้องเปิดแอปอีเมล ระบบส่งให้ทันที · จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · แอดไลน์ปรึกษา

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง
LINE WhatsApp โทร 081-654-5922