บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com

หน้าแรก › คลังความรู้ › แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 7256/2567

โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม

“ก็เรื่องจริง จะฟ้องอะไรได้” เป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับกฎหมายไทย ซึ่งไม่ได้ถือว่าความจริงเป็นเกราะเด็ดขาด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่า ผู้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมชำระหนี้ควรใช้สิทธิฟ้องคดี มิใช่โพสต์ประจานในเฟซบุ๊ก

อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรับปรุงล่าสุด

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

สารบัญ
  1. สาระสำคัญโดยสรุป
  2. ตัวบทมาตรา 326 ไม่มีคำว่า “เท็จ”
  3. ฎีกาที่ 7256/2567 — การใช้สิทธิทางศาลแทนการโพสต์ประจาน
  4. ขอบเขตของมาตรา 330 — การพิสูจน์ความจริงเป็นเหตุยกเว้นโทษ
  5. มาตรา 329 กับเงื่อนไขความสุจริต
  6. เทียบกฎหมายต่างประเทศ — โลกที่ “ความจริง” คือข้อต่อสู้เด็ดขาด
  7. ก่อนโพสต์เรื่องจริง — เช็กลิสต์ 5 ข้อ
  8. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สาระสำคัญโดยสรุป

  • ตัวบท มาตรา 326 ไม่มีคำว่า “เท็จ” องค์ประกอบความผิดจึงไม่ได้อยู่ที่ความจริงหรือความเท็จของข้อความ
  • มาตรา 330 ให้ผลเพียง “ไม่ต้องรับโทษ” มิใช่ไม่มีความผิด และห้ามพิสูจน์หากเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวซึ่งการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่า ผู้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมชำระหนี้ควรใช้สิทธิดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย มิใช่โพสต์ข้อความและภาพของอีกฝ่ายในเฟซบุ๊ก
  • ในคดีเดียวกัน จำเลยอ้างว่าข้อความเป็นความจริงและเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ศาลฎีกายังเห็นว่าการโพสต์นั้นไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตาม มาตรา 329 (1) (3) และลงโทษตามมาตรา 328
  • เส้นทางที่ปลอดภัยกว่าคือดำเนินการผ่านช่องทางกฎหมายก่อน หากจำเป็นต้องเตือนภัยสาธารณะ ควรกล่าวเฉพาะข้อเท็จจริงที่จำเป็น มีพยานหลักฐานยืนยัน และเป็นเรื่องที่ประชาชนมีส่วนได้เสียจริง
  • อังกฤษและสหรัฐอเมริกาถือว่าความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดในคดีแพ่งหมิ่นประมาท กฎหมายไทยเข้มงวดกว่า เพราะเรื่องจริงส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ห้ามพิสูจน์

การโพสต์เรื่องจริงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ เพราะองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ซึ่งตัวบทมิได้กำหนดว่าข้อความต้องเป็นเท็จ ส่วนการพิสูจน์ความจริงตามมาตรา 330 เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษ ไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิด

ตัวบทมาตรา 326 ไม่มีคำว่า “เท็จ”

มาตรา 326 บัญญัติองค์ประกอบไว้เพียงว่า ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำในตัวบทไม่มีคำว่าเท็จอยู่เลย ความจริงหรือความเท็จของข้อความจึงมิใช่องค์ประกอบความผิด แต่ไปปรากฏในชั้นเหตุยกเว้นโทษตามมาตรา 330

จุดแรกที่ต้องเข้าใจคือถ้อยคำของกฎหมาย ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ใช้คำว่า “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง”1 สังเกตว่าตัวบทไม่มีคำว่า “เท็จ” หรือ “ไม่จริง” อยู่เลย คำว่า “ใส่ความ” ตามแนวคำพิพากษาหมายถึงการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้อื่น ซึ่งจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งก็เข้าองค์ประกอบได้ทั้งสิ้น ขอเพียงข้อความนั้นน่าจะทำให้เขาเสียชื่อเสียง

จุดนี้ต่างจากความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ซึ่งกำหนดองค์ประกอบว่าต้องเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงซึ่งข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ และตัวบทยกเว้นการกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาไว้เอง — ถ้าข้อมูลเป็นความจริง ย่อมไม่ผิดตามมาตรานี้ ความสับสนระหว่างสองฐานความผิดนี้คือที่มาของความเชื่อผิด ๆ ว่า “โพสต์เรื่องจริงไม่มีทางผิด”2

ฎีกาที่ 7256/2567 — การใช้สิทธิทางศาลแทนการโพสต์ประจาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่า ผู้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมชำระหนี้ควรใช้สิทธิดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย การโพสต์ข้อความและภาพของอีกฝ่ายในเฟซบุ๊กซึ่งบุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) แม้จำเลยจะอ้างว่าข้อความเป็นความจริงก็ตาม

คดีนี้จำเลยโพสต์ข้อความพร้อมภาพถ่ายของโจทก์ในเฟซบุ๊ก ทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน และเป็นคนหลอกลวง จำเลยต่อสู้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม และข้อความเป็นเรื่องจริงซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังย่อคำพิพากษาว่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 (ย่อคำพิพากษา) จำเลยโพสต์ข้อความ และแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก ย่อมทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวงจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หากจำเลยเห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพโจทก์ การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)3

เหตุผลของศาลในคดีนี้มีความหมายต่อผู้ที่คิดจะ “โพสต์เตือนภัย” หรือ “โพสต์ทวงหนี้” ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าหนี้มีอยู่จริงหรือไม่ แต่วินิจฉัยว่าเมื่อกฎหมายเปิดทางให้ใช้สิทธิทางศาลอยู่แล้ว การเลือกวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียงไม่ใช่การกระทำโดยสุจริต ข้ออ้างว่าข้อความเป็นความจริงจึงไม่ทำให้เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329 ในการกำหนดโทษ ศาลฎีกาคำนึงว่าเฟซบุ๊กที่โพสต์ไม่ใช่กลุ่มปิด บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ความเสียหายจึงเกิดเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว และพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท โดยรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปีและคุมความประพฤติ แทนการลงโทษปรับสถานเดียวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ขอบเขตของมาตรา 330 — การพิสูจน์ความจริงเป็นเหตุยกเว้นโทษ

มาตรา 330 เป็นเหตุยกเว้นโทษ ไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิด ผู้ถูกกล่าวหาที่พิสูจน์ได้ว่าข้อความเป็นความจริงจึงเพียงไม่ต้องรับโทษ แต่ยังคงกระทำความผิดตามมาตรา 326 อยู่ ยิ่งกว่านั้นตัวบทยังห้ามพิสูจน์ หากเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวซึ่งการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

หลายคนเคยได้ยินว่ากฎหมายไทยให้ “พิสูจน์ความจริง” ได้ ซึ่งถูกต้อง แต่ต้องอ่านมาตรา 330 ให้ครบทั้งสองวรรค

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

มีข้อจำกัดสำคัญสองชั้นซ่อนอยู่ในมาตรานี้

  • ชั้นแรก — ผลคือ “ไม่ต้องรับโทษ” ไม่ใช่ “ไม่มีความผิด” ต่างจากมาตรา 329 ที่ทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดเลย มาตรา 330 เพียงยกเว้นโทษ ความผิดยังคงอยู่ ในทางปฏิบัติหมายความว่าจำเลยต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ต่อสู้คดี และแบกภาระพิสูจน์เอง
  • ชั้นที่สอง — เรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามพิสูจน์เด็ดขาด เช่น เรื่องความสัมพันธ์ชู้สาว ประวัติครอบครัว หรือเรื่องเสื่อมเสียส่วนบุคคลของคนธรรมดาที่สังคมไม่มีส่วนได้เสีย ต่อให้จำเลยมีหลักฐานว่าจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ศาลก็ไม่อนุญาตให้พิสูจน์ จำเลยจึงอ้างมาตรา 330 เพื่อขอไม่รับโทษไม่ได้4

สรุปสั้นที่สุด กฎหมายไทยให้คุณค่ากับชื่อเสียงของบุคคลสูงกว่าเสรีภาพที่จะพูดความจริงในเรื่องที่สังคมไม่ได้ประโยชน์ ปรัชญานี้ต่างจากระบบ common law อย่างชัดเจน ดังจะเห็นในหัวข้อเปรียบเทียบด้านล่าง

มาตรา 329 กับเงื่อนไขความสุจริต

ทางออกที่ทำให้ไม่มีความผิดตั้งแต่ต้นคือมาตรา 329 ซึ่งยกเว้นความผิดให้การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตตามกรณีที่บัญญัติไว้ เงื่อนไขชี้ขาดคือความสุจริต ในคดีตามฎีกาที่ 7256/2567 ศาลเห็นว่าเมื่อผู้โพสต์ใช้สิทธิดำเนินคดีตามกฎหมายได้อยู่แล้ว การเลือกโพสต์ประจานย่อมไม่เข้ามาตรา 329 (1) (3)

ข้อยกเว้นที่ทำให้ “ไม่มีความผิดเลย” คือมาตรา 329 ซึ่งคุ้มครองผู้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ในสี่กรณี ได้แก่ (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม5

คำถามคือ เมื่อไรการโพสต์เรื่องจริงจะถือว่า “สุจริต” ฎีกาที่ 7256/2567 ให้เกณฑ์เชิงลบไว้ ถ้ายังมีช่องทางตามกฎหมายที่เหมาะสมกว่าแต่ไม่ใช้ กลับเลือกวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง ศาลย่อมเห็นว่าไม่สุจริต เกณฑ์เชิงบวกที่พอประมวลได้จากแนวคำพิพากษาเรื่องนี้โดยรวมคือ

กรณีเฉพาะของรีวิวร้านค้าและสินค้า ซึ่งอาศัยมาตรา 329 (3) เรื่องการติชมด้วยความเป็นธรรมเป็นหลัก อธิบายไว้ในบทความ รีวิวร้านค้าและสินค้าออนไลน์ในทางลบ เป็นหมิ่นประมาทหรือไม่

  • เรื่องที่พูดต้องเกี่ยวข้องกับส่วนได้เสียของผู้พูดโดยตรง หรือเป็นเรื่องที่ประชาชนมีส่วนได้เสียจริง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นล้วน ๆ
  • ถ้อยคำต้องพอสมควรแก่เหตุ ไม่เกินเลยไปถึงการด่าทอ เหยียดหยาม หรือเสริมแต่งเกินข้อเท็จจริง
  • วิธีการและช่องทางต้องเหมาะสม การร้องเรียนต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงได้รับความคุ้มครองง่ายกว่าการโพสต์สาธารณะมาก
  • มูลเหตุจูงใจต้องไม่ใช่ความอาฆาตส่วนตัวที่อาศัยข้อเท็จจริงเป็นเพียงข้ออ้าง

ในคดีที่ถูกแจ้งความแล้ว การเลือกอ้างมาตรา 329 หรือ 330 มีผลต่อประเด็นการพิสูจน์ตัวผู้โพสต์ด้วย ลำดับของข้อต่อสู้อธิบายไว้ในบทความ ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์ สิทธิของผู้ต้องหาและข้อต่อสู้ตามกฎหมาย

ลำดับความคุ้มครองที่ควรจำ

มาตรา 329 (สุจริต) → ไม่มีความผิดเลย · มาตรา 330 (พิสูจน์ความจริงได้และไม่ต้องห้าม) → ผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ · นอกเหนือจากนั้น → ผิดและรับโทษ แม้เรื่องจะจริงก็ตาม ผู้ที่คิดจะโพสต์จึงควรถามตัวเองก่อนเสมอว่ากรณีของตนอยู่ขั้นไหนของบันไดนี้

เทียบกฎหมายต่างประเทศ — โลกที่ “ความจริง” คือข้อต่อสู้เด็ดขาด

ในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดในคดีแพ่งหมิ่นประมาท ส่วนเยอรมนีซึ่งมีความผิดอาญาเช่นเดียวกับไทย หากพิสูจน์ได้ว่าข้อความจริงก็ไม่ผิดฐาน üble Nachrede กฎหมายไทยตามมาตรา 330 เข้มงวดกว่า เพราะเรื่องจริงส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนกลับห้ามพิสูจน์

อังกฤษ — Truth เป็น defence สมบูรณ์

กฎหมายหมิ่นประมาทอังกฤษปัจจุบันอยู่ภายใต้ Defamation Act 2013 มาตรา 2 ซึ่งบัญญัติให้ “truth” เป็นข้อต่อสู้สมบูรณ์ — หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ถูกฟ้องนั้นจริงในสาระสำคัญ (substantially true) คดีเป็นอันตกไป ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัวเพียงใด และไม่มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องใช้ “ช่องทางที่เหมาะสมกว่า” ก่อน6 ยิ่งไปกว่านั้น Coroners and Justice Act 2009 มาตรา 73 ยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท (defamatory libel) ตามคอมมอนลอว์ของอังกฤษและเวลส์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2010 การพูดความจริงในอังกฤษจึงไม่นำไปสู่โทษอาญาฐานหมิ่นประมาทอีกต่อไป7

สหรัฐอเมริกา — ความจริงคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ

ในสหรัฐ ความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดเช่นกัน และศาลสูงสุดยังไปไกลกว่านั้น — คดี New York Times v Sullivan (1964) วางหลักว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ต่อมาขยายถึงบุคคลสาธารณะ) ที่ฟ้องหมิ่นประมาทต้องพิสูจน์เองว่าข้อความเป็นเท็จและจำเลยกระทำโดย “actual malice” คือรู้ว่าเท็จ หรือไม่ใส่ใจเลยว่าจริงหรือเท็จ (reckless disregard)8 ภาระพิสูจน์จึงกลับด้านกับไทยโดยสิ้นเชิง ในไทยจำเลยมีภาระพิสูจน์ความจริงเพื่อขอไม่รับโทษ ในสหรัฐโจทก์บุคคลสาธารณะต้องพิสูจน์ความเท็จจึงจะชนะคดี

เยอรมนี — ใกล้ไทยที่สุด แต่ก็ยังกว้างกว่า

เยอรมนีน่าสนใจเพราะยังคงความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทไว้เหมือนไทย ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน (StGB) มาตรา 186 ลงโทษการกล่าวข้อเท็จจริงเสื่อมเสียต่อผู้อื่นเว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าจริง — นั่นคือความจริงที่พิสูจน์ได้ทำให้ไม่ผิดฐานนี้เลย ไม่ใช่แค่ไม่รับโทษแบบมาตรา 330 ของไทย อย่างไรก็ดี มาตรา 192 ยังเปิดช่องลงโทษ “การดูหมิ่นโดยรูปแบบ” (Formalbeleidigung) หากวิธีการสื่อสารหรือถ้อยคำที่ใช้เหยียดหยามเกินกว่าเนื้อหาข้อเท็จจริง ซึ่งเทียบเคียงได้กับแนวคิดของศาลไทยที่ดูความเหมาะสมของวิธีการโพสต์9

ประเด็นไทยอังกฤษสหรัฐอเมริกาเยอรมนี
เรื่องจริง ผิดได้ไหมได้ — จริงก็ผิด ม.326/328 เพียงอาจไม่ต้องรับโทษตาม ม.330ไม่ได้ — truth เป็น defence สมบูรณ์ไม่ได้ — ความจริงคุ้มครองเด็ดขาดโดยหลักไม่ผิด §186 หากพิสูจน์จริงได้ แต่รูปแบบเหยียดหยามยังผิด §192
เรื่องจริงส่วนตัว ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะห้ามพิสูจน์ความจริง จึงอ้าง ม.330 เพื่อขอไม่รับโทษไม่ได้ (ม.330 วรรคท้าย)ยังเป็น defence ได้ (แต่มีกฎหมาย privacy แยกต่างหาก)ยังเป็น defence ได้ (มี tort ความเป็นส่วนตัวแยก)พิสูจน์ได้ แต่ศาลชั่งกับสิทธิบุคลิกภาพตามรัฐธรรมนูญ
ภาระพิสูจน์ความจริง/เท็จจำเลยพิสูจน์ความจริงจำเลยพิสูจน์ความจริง (แพ่ง)โจทก์บุคคลสาธารณะพิสูจน์ความเท็จ + actual maliceจำเลยพิสูจน์ความจริง (อาญา)
โทษอาญามี — จำคุกไม่เกิน 1 ปี (ม.326) / 2 ปี (ม.328)ยกเลิกแล้ว (มีผล 12 ม.ค. 2010)แทบไม่มีการบังคับใช้มี — §§185–187 StGB

บทเรียนจากการเปรียบเทียบคือ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่คุ้มครองชื่อเสียงเข้มข้นที่สุด ผู้ที่คุ้นกับวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตแบบตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่การรีวิว เปิดโปง หรือประจานด้วยเรื่องจริงเป็นเรื่องปกติ ต้องปรับความเข้าใจเมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายไทย เพราะหลักที่ถือว่าความจริงเป็นข้อต่อสู้เด็ดขาดใช้กับกฎหมายไทยไม่ได้

ก่อนโพสต์เรื่องจริง — เช็กลิสต์ 5 ข้อ

ข้อพิจารณาก่อนโพสต์ตั้งต้นจากมาตรา 326 ว่าข้อความชี้ตัวบุคคลใดได้หรือไม่ ต่อด้วยมาตรา 330 ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งห้ามพิสูจน์หรือไม่ และมาตรา 329 ว่ายังมีช่องทางร้องเรียนที่ชอบด้วยกฎหมายเหลืออยู่หรือไม่ หากยังมี การโพสต์ประจานย่อมเสี่ยงที่ศาลจะไม่รับฟังว่าสุจริต

  1. ถามก่อนว่ามีช่องทางตามกฎหมายไหม — แจ้งความ ร้องเรียนหน่วยงานกำกับดูแล ฟ้องคดี หากมีและยังไม่ได้ใช้ การโพสต์ประจานมีความเสี่ยงสูงตามแนวฎีกาที่ 7256/2567
  2. เรื่องนั้นประชาชนมีส่วนได้เสียจริงหรือไม่ — ภัยต่อผู้บริโภควงกว้าง ต่างจากความขัดแย้งส่วนตัวที่อยากระบาย ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แม้จริงก็ห้ามพิสูจน์ตาม ม.330 วรรคท้าย
  3. มีพยานหลักฐานยืนยันครบถ้วนหรือไม่ — ภาระพิสูจน์ความจริงตกที่ผู้โพสต์ ไม่ใช่ผู้เสียหาย
  4. ถ้อยคำเกินข้อเท็จจริงหรือไม่ — ข้อเท็จจริงล้วน ๆ กับคำด่าประกอบ (“ขี้โกง” “เห็นแก่ได้” “คนไม่ดี”) ให้ผลทางกฎหมายต่างกันมาก
  5. พร้อมรับภาระคดีหรือไม่ — แม้สุดท้ายอาจชนะด้วย ม.329 หรือไม่ต้องรับโทษด้วย ม.330 แต่กระบวนการต่อสู้คดีอาญาใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หัวข้อนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเรื่องการโพสต์ข้อความจริง ได้แก่ เหตุที่ความจริงไม่ตัดความผิดตามมาตรา 326 ขอบเขตการพิสูจน์ความจริงตามมาตรา 330 เงื่อนไขความสุจริตตามมาตรา 329 และความแตกต่างระหว่างกฎหมายไทยกับกฎหมายอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี

พูดความจริง ทำไมถึงผิดหมิ่นประมาทได้
เพราะมาตรา 326 ลงโทษ “การใส่ความ” ที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง โดยไม่ได้กำหนดว่าข้อความต้องเป็นเท็จ กฎหมายไทยมุ่งคุ้มครองชื่อเสียงเป็นหลัก ความจริงเป็นเพียงเหตุขอไม่รับโทษตามมาตรา 330 ภายใต้เงื่อนไขจำกัด
ถูกโกงมาจริง ๆ โพสต์เตือนภัยสังคมได้ไหม
ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ หากยังไม่ได้แจ้งความหรือใช้ช่องทางกฎหมายเลยแต่เลือกโพสต์ก่อน ศาลอาจเห็นว่าไม่สุจริต ดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 วินิจฉัยว่า ผู้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมชำระหนี้ควรใช้สิทธิดำเนินคดีตามกฎหมาย มิใช่โพสต์ข้อความและภาพของอีกฝ่ายในเฟซบุ๊ก แนวที่ปลอดภัยกว่าคือดำเนินคดีตามกฎหมายก่อน แล้วหากจำเป็นต้องเตือนภัยจริง ให้กล่าวเฉพาะข้อเท็จจริงที่มีหลักฐาน ไม่ใส่คำด่า และเป็นเรื่องที่กระทบประชาชนวงกว้างจริง
มาตรา 330 กับมาตรา 329 ต่างกันอย่างไร
มาตรา 329 คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตให้ “ไม่มีความผิด” เลย ส่วนมาตรา 330 ใช้เมื่อการกระทำเป็นความผิดแล้ว แต่ให้พิสูจน์ความจริงเพื่อ “ไม่ต้องรับโทษ” และห้ามพิสูจน์หากเป็นเรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
โพสต์เรื่องจริงของดารา นักการเมือง ต่างจากคนธรรมดาไหม
ต่างในแง่ “ประโยชน์แก่ประชาชน” — พฤติกรรมของบุคคลสาธารณะที่เกี่ยวกับบทบาทสาธารณะ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ของนักการเมือง มีแนวโน้มเป็นเรื่องที่ติชมได้ตาม ม.329 (3) หรือพิสูจน์ความจริงได้ตาม ม.330 มากกว่าเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ แต่ไม่ได้แปลว่าโพสต์อะไรก็ได้ ถ้อยคำยังต้องเป็นธรรมและไม่เกินเลย
ถ้าข้อความที่โพสต์เป็นความเท็จ มีความรับผิดใดเพิ่มเติม
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หรือมาตรา 328 ยังเป็นฐานหลัก และเมื่อข้อความเป็นเท็จ ผู้โพสต์ย่อมอ้างมาตรา 330 เพื่อขอไม่รับโทษไม่ได้ ส่วนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ใช้กับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงซึ่งข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และตัวบทยกเว้นการกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาไว้ นอกจากนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 423 ซึ่งใช้กับการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง
※เชิงอรรถ · ฐานกฎหมายและเอกสารอ้างอิง
  1. ↩ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 (ความผิดฐานหมิ่นประมาท)
  2. ↩ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) ซึ่งใช้องค์ประกอบ “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” และมีถ้อยคำยกเว้นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
  3. ↩ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 นางสาว อ. โจทก์ นางสาว พ. จำเลย (ป.อ. มาตรา 329) ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า “การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3)” และพิพากษาแก้เป็นจำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ที่มา: ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา deka.supremecourt.or.th (ตรวจเมื่อ 26 กันยายน 2569)
  4. ↩ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 (การพิสูจน์ความจริง — เหตุยกเว้นโทษ ไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิด)
  5. ↩ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1)–(4) (เหตุยกเว้นความผิด — การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต)
  6. ↩ Defamation Act 2013, s.2 (Truth) (England & Wales)
  7. ↩ Coroners and Justice Act 2009, s.73 (England & Wales) — ยกเลิกความผิดอาญาฐาน criminal defamatory libel
  8. ↩ New York Times Co. v Sullivan, 376 U.S. 254 (1964); ดูประกอบ Philadelphia Newspapers, Inc. v Hepps, 475 U.S. 767 (1986) เรื่องภาระพิสูจน์ความเท็จ
  9. ↩ Strafgesetzbuch (StGB — ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน) §§ 185–187, 190, 192
→อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน →

โทร · +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง

ท่านถูกใส่ความหรือถูกหมิ่นประมาท?

หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

☎ โทรปรึกษา 081 654 5922

ท่านถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือกังวลเรื่องข้อความที่โพสต์ไปแล้ว?

หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน

☎ โทรปรึกษา 081 654 5922

ติดต่อสำนักงาน

ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม

contact@eksiamlegal.com

จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง