หน้าแรก › คลังความรู้ › กระบวนการทางอาญา
กระบวนการทางอาญา · สิทธิผู้ต้องหาและข้อต่อสู้ผู้ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์อยู่ในฐานะผู้ต้องหาซึ่งมีสิทธิตามกฎหมายตั้งแต่ชั้นสอบสวน และมีข้อต่อสู้ทั้งในทางวิธีพิจารณาความและในเนื้อหา ลำดับการใช้สิทธิและข้อต่อสู้เหล่านี้มีผลต่อผลคดีโดยตรง
ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDFปรับปรุงล่าสุด
สาระสำคัญโดยสรุป
ผู้ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์มีสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตั้งแต่ชั้นสอบสวน ทั้งสิทธิทราบข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 134 และสิทธิไม่ให้การตามมาตรา 134/4 ข้อต่อสู้หลักได้แก่ ความสมบูรณ์ของคำร้องทุกข์ อายุความ ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ถึง 331 และการยอมความ
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 333 พนักงานสอบสวนจะสอบสวนได้ต่อเมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ และต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำตามมาตรา 96 เงื่อนไขสองข้อนี้จึงเป็นเรื่องแรกที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องตรวจ
โพสต์ ข้อความในกลุ่มไลน์ หรือคลิปที่ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม เข้าองค์ประกอบของมาตรา 326 เมื่อ “น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง” และเมื่อใส่ความด้วยเอกสาร ภาพ หรือ “ตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ” โทษจะสูงขึ้นตามมาตรา 328 เป็นจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท1 ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์จึงมักถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 328 มากกว่ามาตรา 326
ลักษณะที่ทำให้คดีหมิ่นประมาทต่างจากคดีอาญาทั่วไปอยู่ที่มาตรา 333 ซึ่งบัญญัติว่า “ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้”2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเรียกความผิดประเภทนี้ว่าความผิดต่อส่วนตัว และมาตรา 121 วรรคสองห้ามพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีประเภทนี้ เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ3
ผลต่อผู้ถูกกล่าวหามีสามประการ ประการที่หนึ่ง คำร้องทุกข์ต้องมีอยู่จริงและตรงตามนิยามในมาตรา 2 (7) ประการที่สอง คำร้องทุกข์ต้องยื่นภายในอายุความสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 964 ประการที่สาม การถอนคำร้องทุกข์ การถอนฟ้อง หรือการยอมความ ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป เงื่อนไขทั้งสามประการเป็นกรอบของการต่อสู้คดีตั้งแต่ชั้นสอบสวน และอธิบายแยกไว้ในหัวข้อ ความสมบูรณ์ของคำร้องทุกข์ และ การยอมความ
หมายเรียกผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทเป็นขั้นตอนของพนักงานสอบสวน ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ามีความผิด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาก่อน แล้วจึงแจ้งข้อหา ผู้ต้องหาจึงมีสิทธิทราบว่าข้อความใด เผยแพร่ทางช่องทางใด และเมื่อใด เป็นฐานของแต่ละข้อหา
คดีหมิ่นประมาทออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มจากผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนพร้อมภาพหน้าจอหรือลิงก์ของข้อความ ขั้นตอนฝั่งผู้เสียหายอธิบายไว้ในบทความ การแจ้งความคดีหมิ่นประมาทออนไลน์และอายุความ เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์แล้ว จะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบในฐานะผู้ต้องหาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและถามคำให้การ
มาตรา 134 กำหนดลำดับไว้ชัดเจน คือถามข้อมูลบุคคลของผู้ต้องหา “และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ”5 ในคดีออนไลน์ ข้อเท็จจริงที่ผู้ต้องหาควรได้รับทราบอย่างน้อยมีสี่รายการ ได้แก่ ข้อความหรือภาพที่ถูกกล่าวหา บัญชีผู้ใช้ที่เผยแพร่ วันเวลาและช่องทางที่เผยแพร่ และตัวผู้เสียหายที่อ้างว่าถูกใส่ความ ข้อมูลทั้งสี่รายการกำหนดขอบเขตของคำให้การและของพยานหลักฐานที่ฝ่ายผู้ต้องหาต้องรวบรวม
ข้อหาแต่ละข้อควรจดให้ครบตามที่พนักงานสอบสวนแจ้ง เพราะคดีหมิ่นประมาทออนไลน์มักตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาคู่กับข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และแต่ละข้อหามีผลทางกฎหมายต่างกัน ทั้งเรื่องอัตราโทษและเรื่องการยอมความ ตามที่อธิบายในหัวข้อ การแยกข้อหา
กรณีผู้ต้องหาถูกควบคุมหรือขัง มาตรา 7/1 ให้สิทธิแจ้งญาติหรือผู้ที่ไว้วางใจทราบถึงการถูกควบคุม พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว และให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำในชั้นสอบสวน6
ก่อนถามคำให้การ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งผู้ต้องหาว่ามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้อยคำที่ให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 ถ้อยคำที่ได้มาก่อนแจ้งสิทธิเหล่านี้รับฟังพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาไม่ได้
มาตรา 134/3 รับรองว่า “ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้”7 และมาตรา 134/4 วางหน้าที่แก่พนักงานสอบสวนให้แจ้งสิทธิสองประการก่อนถามคำให้การ คือสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ กับสิทธิให้ทนายความเข้าฟัง ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การ กฎหมายให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้8 การไม่ให้การในชั้นสอบสวนจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ใช่การขัดขวางการสอบสวน
มาตรา 134/4 วรรคท้ายมีผลในทางพยานหลักฐาน คือถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้ไว้ก่อนได้รับแจ้งสิทธิ หรือก่อนดำเนินการตามมาตรา 134/1 ถึง 134/3 “จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้” ในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ ข้อเท็จจริงที่มักเป็นประเด็นโต้แย้งคือตัวผู้ใช้บัญชีที่เผยแพร่ข้อความ การยืนยันว่าเป็นเจ้าของบัญชีจึงเป็นคำให้การที่มีน้ำหนักมาก และควรให้หลังจากได้ตรวจพยานหลักฐานทางดิจิทัลของฝ่ายผู้เสียหายแล้ว ประเด็นการพิสูจน์ตัวผู้โพสต์อธิบายไว้ในบทความ หลักฐานดิจิทัลในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์
คำให้การที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องหาในคดีประเภทนี้มักอยู่ในสามเรื่อง ได้แก่ บริบทของข้อความ คือตอบโต้ข้อความใด ในกลุ่มใด และผู้อ่านเป็นใคร ข้อเท็จจริงที่แสดงว่าข้อความเป็นความจริงหรือเป็นการติชมโดยสุจริต และข้อเท็จจริงเรื่องวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องและรู้ตัวผู้โพสต์ ซึ่งผูกกับอายุความ พยานเอกสารของทั้งสามเรื่องควรรวบรวมไว้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน
คดีหมิ่นประมาทสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) กำหนดว่าคำร้องทุกข์ต้องกล่าวโดยมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การแจ้งไว้เป็นหลักฐานจึงไม่ใช่คำร้องทุกข์ และถ้าไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำ คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
มาตรา 2 (7) นิยามคำร้องทุกข์ว่าเป็นการที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น “และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ”9 องค์ประกอบเรื่องเจตนานี้ทำให้การแจ้งความเพียงเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ไม่เป็นคำร้องทุกข์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549 วินิจฉัยตามแนวนี้ และถือว่าการสอบสวนที่ตามมาภายหลังไม่ชอบ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องในฐานความผิดนั้น10 ผู้ต้องหาจึงควรขอตรวจว่าเอกสารที่ผู้เสียหายยื่นต่อพนักงานสอบสวนเป็นคำร้องทุกข์ หรือเป็นเพียงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐาน
อายุความสามเดือนตามมาตรา 96 เริ่มนับเมื่อครบสองเงื่อนไข คือ “รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2532 วินิจฉัยว่าต้องรู้ครบทั้งสองประการ อายุความจึงเริ่มนับ11 ในคดีออนไลน์ วันที่ผู้เสียหายรู้ตัวผู้กระทำอาจช้ากว่าวันที่เห็นโพสต์ หากบัญชีใช้ชื่อแฝง ฝ่ายผู้ต้องหาจึงต้องหาพยานที่แสดงว่าผู้เสียหายรู้ตัวผู้โพสต์ตั้งแต่เมื่อใด เช่น ข้อความโต้ตอบที่ผู้เสียหายเอ่ยชื่อผู้โพสต์ หรือข้อความที่ผู้เสียหายส่งถึงผู้โพสต์โดยตรง
ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคดีเป็นอันขาดอายุความตามมาตรา 96 ประเด็นว่าข้อความเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไป การนับอายุความจากฝั่งผู้เสียหาย รวมทั้งกรณีผู้เสียหายฟ้องคดีเอง อธิบายไว้ในบทความ ถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ แจ้งความได้ไหม และต้องแจ้งภายในกี่เดือน
ข้อความที่ใส่ความบุคคลหนึ่งทางออนไลน์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หรือ 328 ส่วน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ใช้กับข้อมูลเท็จที่น่าจะเสียหายแก่ประชาชน “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” ข้อหาที่ตั้งซ้อนจึงต้องตรวจองค์ประกอบ ส่วนภาพตัดต่อเป็นความผิดเฉพาะตามมาตรา 16
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 กำหนดองค์ประกอบของมาตรา 14 (1) ไว้สามส่วน คือ กระทำ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง” นำเข้าข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” และต้องเป็นกรณี “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”12 ถ้อยคำส่วนท้ายแยกคดีหมิ่นประมาทออกจากมาตรา 14 (1) โดยตรง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 วินิจฉัยตามหลักนี้13 ซึ่งวิเคราะห์ไว้ในบทความ เมื่อโพสต์เป็นหมิ่นประมาท ยังผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) หรือไม่
มาตรา 14 วรรคสองมีบทเฉพาะอีกชั้นหนึ่ง คือถ้าการกระทำตาม (1) “มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” โทษลดลงเป็นจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท “และให้เป็นความผิดอันยอมความได้” ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรานี้กับมาตรา 326 และ 328 อธิบายไว้ในบทความหลัก หมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
ข้อหาที่ต้องพิจารณาแยกต่างหากคือมาตรา 16 ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะของการนำภาพของผู้อื่นที่ “เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลง” เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย มีโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท มาตรา 16 วรรคสามยกเว้นความผิดเมื่อเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมโดยสุจริต และวรรคสี่บัญญัติให้ความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้14
ข้อหาที่ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ เช่น มาตรา 14 (4) ว่าด้วยข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามก ไม่ระงับไปพร้อมกับคดีหมิ่นประมาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566 วินิจฉัยว่าหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 กับการนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (4) เป็นความผิดต่างกรรมกัน15 การประเมินผลของการเจรจายอมความจึงต้องทำรายข้อหา ไม่ใช่ประเมินรวมทั้งคดี
ประมวลกฎหมายอาญากำหนดข้อต่อสู้ในเนื้อหาไว้สามมาตรา มาตรา 329 คุ้มครองข้อความที่แสดงโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนและการติชมด้วยความเป็นธรรม มาตรา 330 ให้พิสูจน์ความจริงได้ เว้นแต่เป็นเรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และมาตรา 331 คุ้มครองข้อความของคู่ความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล
มาตรา 329 มีเงื่อนไขร่วมของทุกกรณีคือการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความ “โดยสุจริต” และแยกเป็นสี่กรณี16 กรณีที่ใช้บ่อยในคดีออนไลน์คือ (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เช่น ผู้บริโภคที่เล่าข้อเท็จจริงของความเสียหายที่ตนได้รับ และ (3) ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ เช่น การวิจารณ์การให้บริการหรือการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ ข้อเท็จจริงที่ใช้แสดงความสุจริตได้แก่ ถ้อยคำที่ใช้ ความพอสมควรแก่เหตุ และความเกี่ยวข้องระหว่างข้อความกับส่วนได้เสียที่อ้าง
มาตรา 330 เปิดให้ผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทเป็นความจริง แล้ว “ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” แต่ห้ามพิสูจน์หากเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน17 ข้อความที่เป็นความจริงจึงยังเป็นความผิดได้ในบางกรณี ตามที่วิเคราะห์ไว้ในบทความ โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม
มาตรา 331 ใช้กับคู่ความหรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน18 ข้อความเดียวกันเมื่อนำไปเผยแพร่ต่อบนสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ได้อยู่ในกระบวนพิจารณาคดีในศาล จึงอยู่นอกขอบเขตของมาตรานี้
การเลือกข้อต่อสู้ในเนื้อหาควรทำพร้อมกับการประเมินพยานหลักฐานเรื่องตัวผู้โพสต์ เพราะการอ้างมาตรา 329 หรือ 330 มีผลเท่ากับยอมรับว่าเป็นผู้แสดงข้อความนั้น ถ้าตัวผู้โพสต์ยังเป็นประเด็นที่ฝ่ายผู้เสียหายพิสูจน์ไม่ได้ ลำดับของข้อต่อสู้จึงมีผลต่อผลคดีโดยตรง
ในความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และยอมความได้จนกว่าคดีถึงที่สุดตามมาตรา 35 ผลนี้ใช้เฉพาะข้อหาที่ยอมความได้ ข้อหาอื่นยังสอบสวนและฟ้องต่อได้ตามมาตรา 126
มาตรา 39 (2) บัญญัติว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป “ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย”19 และมาตรา 35 วรรคท้ายบัญญัติว่า “คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้”20 การยุติคดีหมิ่นประมาทด้วยการยอมความจึงทำได้ทั้งในชั้นสอบสวน ชั้นศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา
เมื่อคดีมีทั้งข้อหาที่ยอมความได้และข้อหาที่ยอมความไม่ได้ มาตรา 126 วางหลักว่า “ในคดีซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์เช่นนั้นย่อมไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวน หรือพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดีนั้น” ในมาตรา 14 และมาตรา 16 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ส่วนที่ยอมความได้มีเพียงมาตรา 14 วรรคสอง กับมาตรา 16 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ข้อตกลงยอมความจึงควรระบุข้อหาทุกข้อที่ยอมความได้ และระบุการถอนคำร้องทุกข์ของแต่ละข้อหาให้ชัด
ข้อตกลงยอมความในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์มักมีเงื่อนไขเรื่องการลบข้อความ การเผยแพร่คำขอโทษ และค่าเสียหาย ข้อตกลงควรกำหนดเวลาปฏิบัติตามเงื่อนไขแต่ละข้อ และกำหนดเวลาที่ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ให้ชัด เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลังว่าการยอมความสมบูรณ์แล้วหรือยัง การลบข้อความภายหลังไม่ทำให้ความผิดที่สำเร็จแล้วกลับไม่เป็นความผิด เพราะมาตรา 326 สำเร็จเมื่อใส่ความต่อบุคคลที่สามแล้ว
กฎหมายญี่ปุ่นให้ฟ้องคดีทำลายชื่อเสียงได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น มาตรา 232 ฝรั่งเศสนับอายุความสามเดือนจากวันกระทำ และให้ผู้ถูกฟ้องแจ้งพยานพิสูจน์ความจริงภายในสิบวันตามรัฐบัญญัติเสรีภาพของสื่อ ค.ศ. 1881 ส่วนอังกฤษและเวลส์ยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทแล้วตามกฎหมายปี ค.ศ. 2009 มาตรา 73
ญี่ปุ่น ประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น มาตรา 230 วรรคหนึ่ง ลงโทษผู้ที่เปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะจนทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น “โดยไม่คำนึงว่าข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่จริงหรือไม่” ด้วยโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนเยน21 ข้อยกเว้นอยู่ในมาตรา 230 ทวิ ซึ่งยกเว้นโทษเมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ วัตถุประสงค์มุ่งประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ และพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง การพิสูจน์ความจริงอย่างเดียวก็เพียงพอ22 มาตรา 232 วรรคหนึ่งบัญญัติให้ความผิดในหมวดนี้ฟ้องคดีได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาญี่ปุ่น มาตรา 235 กำหนดให้ยื่นคำร้องทุกข์ภายในหกเดือนนับแต่วันที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด และมาตรา 198 วรรคสอง กำหนดให้แจ้งผู้ต้องสงสัยก่อนสอบปากคำว่าไม่จำเป็นต้องให้ถ้อยคำที่ขัดต่อความสมัครใจของตน23
ฝรั่งเศส รัฐบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพของสื่อ ลงวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1881 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง นิยามการหมิ่นประมาทว่าเป็นการกล่าวอ้างหรือกล่าวหาข้อเท็จจริงที่กระทบเกียรติหรือความนับถือของบุคคล24 มาตรา 55 วรรคหนึ่งกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องที่ประสงค์จะพิสูจน์ความจริงของข้อเท็จจริง ต้องแจ้งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานภายในสิบวันนับแต่ได้รับหมายเรียก25 และมาตรา 65 วรรคหนึ่งกำหนดอายุความทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งไว้สามเดือน นับแต่วันที่กระทำความผิด หรือวันที่มีการสอบสวนหรือดำเนินคดีครั้งสุดท้าย26
อังกฤษและเวลส์ Coroners and Justice Act 2009 (พระราชบัญญัติว่าด้วยการไต่สวนการตายและกระบวนการยุติธรรม ค.ศ. 2009) มาตรา 73 ยกเลิกความผิดอาญาตามคอมมอนลอว์ (กฎหมายที่ศาลวางหลักสืบต่อกันมา) ฐาน defamatory libel (หมิ่นประมาทด้วยการเผยแพร่)27 ข้อพิพาทเรื่องหมิ่นประมาทจึงเหลือเฉพาะคดีแพ่ง และ Defamation Act 2013 (พระราชบัญญัติว่าด้วยการหมิ่นประมาท ค.ศ. 2013) กำหนดข้อต่อสู้หลักไว้สามประการ คือ ความจริงในสาระสำคัญ (มาตรา 2) ความเห็นโดยสุจริต (มาตรา 3) และการเผยแพร่เรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะโดยเชื่ออย่างมีเหตุผลว่าการเผยแพร่เป็นประโยชน์สาธารณะ (มาตรา 4)28
| ประเด็น | ไทย | ญี่ปุ่น | ฝรั่งเศส | อังกฤษและเวลส์ |
|---|---|---|---|---|
| ลักษณะของคดี | คดีอาญา ความผิดอันยอมความได้ (ป.อ. ม.333) | คดีอาญา ต้องมีคำร้องทุกข์ (ป.อ.ญี่ปุ่น ม.232) | คดีอาญาตามรัฐบัญญัติ ค.ศ. 1881 | คดีแพ่งเท่านั้น (กฎหมาย ค.ศ. 2009 ม.73) |
| จุดเริ่มนับอายุความ | วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำ สามเดือน (ป.อ. ม.96) | วันที่รู้ตัวผู้กระทำ หกเดือน (ป.วิ.อ.ญี่ปุ่น ม.235) | วันที่กระทำความผิด สามเดือน (ม.65) | ไม่มีอายุความทางอาญา เพราะไม่มีความผิดอาญาแล้ว |
| ข้อต่อสู้เรื่องความจริง | พิสูจน์ได้ เว้นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (ป.อ. ม.330) | ต้องเป็นประโยชน์สาธารณะ มุ่งประโยชน์สาธารณะ และพิสูจน์ได้ (ม.230 ทวิ) | พิสูจน์ได้ ต้องแจ้งพยานภายในสิบวัน (ม.55) | ความจริงในสาระสำคัญ (Defamation Act 2013 ม.2) |
| สิทธิไม่ให้การ | ต้องแจ้งก่อนถามคำให้การ (ป.วิ.อ. ม.134/4) | ต้องแจ้งก่อนสอบปากคำ (ป.วิ.อ.ญี่ปุ่น ม.198 วรรคสอง) | — | — |
ข้อสรุปสำหรับผู้ต้องหาในคดีไทยมีสามประการ ประการที่หนึ่ง กฎหมายไทยยังคงโทษจำคุกสำหรับการหมิ่นประมาท ต่างจากอังกฤษที่ถอนเรื่องนี้ออกจากกฎหมายอาญาแล้ว แต่ผูกการดำเนินคดีไว้กับเจตจำนงของผู้เสียหายเช่นเดียวกับญี่ปุ่น การตรวจคำร้องทุกข์และการเจรจายอมความจึงเป็นเครื่องมือหลักของฝ่ายผู้ต้องหา ประการที่สอง อายุความไทยนับจากวันที่ผู้เสียหายรู้ ไม่ใช่วันที่โพสต์เหมือนฝรั่งเศส ฝ่ายผู้ต้องหาจึงต้องพิสูจน์วันที่ผู้เสียหายรู้ตัวผู้โพสต์ ประการที่สาม ข้อต่อสู้เรื่องความจริงตามมาตรา 330 ไม่ได้บังคับให้แสดงประโยชน์สาธารณะทุกกรณีอย่างมาตรา 230 ทวิ ของญี่ปุ่น ข้อห้ามพิสูจน์มีเฉพาะเรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และแม้กฎหมายไทยไม่มีกำหนดสิบวันอย่างฝรั่งเศส พยานหลักฐานเรื่องความจริงก็ควรเตรียมไว้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน
เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ดูแลคดีหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทออนไลน์ และคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ประวัติและการศึกษา
คำถามที่ผู้ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์ถามบ่อยเกี่ยวกับหมายเรียก สิทธิไม่ให้การ อายุความ การยอมความ และการลบโพสต์ คำตอบอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 326 และ 333 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 126 134 และ 134/4 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ 16
ตัวบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 326 328 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) 39 121 126 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 16 ตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th) เมื่อ 24 กันยายน 2569 ตัวบทมาตราอื่นของกฎหมายไทยตรวจเทียบสองแหล่ง (legardy.com และ drthawip.com) เมื่อ 25 กันยายน 2569 คำพิพากษาศาลฎีกาตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) ตัวบทต่างประเทศตรวจกับ laws.e-gov.go.jp, legifrance.gouv.fr และ legislation.gov.uk เมื่อ 24 ถึง 25 กันยายน 2569
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของคดีหมิ่นประมาท เราช่วยคุณได้ตั้งแต่วินาทีนี้
ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ
☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันทีได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา
☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันทีส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ