บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com

หน้าแรกคลังความรู้ › แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 1861/2561

เรียกนักการเมืองว่า “ผีปอบ” หมิ่นประมาทหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร เมื่อโฆษกพรรคการเมืองกล่าวโจมตีรักษาการนายกรัฐมนตรีและเปรียบว่าเป็น “ผีปอบ” บทความนี้แยกให้เห็นว่า ส่วนใดได้รับความคุ้มครองในฐานะการติชมโดยสุจริต และส่วนใดไม่เป็น “การใส่ความ” ตั้งแต่ต้น

เขียนโดย เอกสยาม ชัยศร — นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง
เผยแพร่และตรวจแก้กฎหมาย 23 สิงหาคม 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

คำตอบสั้นที่สุดคือ ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำเปรียบดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ไม่ใช่เพราะนักการเมืองไม่มีสิทธิในชื่อเสียง และไม่ใช่เพราะผู้พูดเติมคำว่า “ผมคิดว่า” แล้วทุกอย่างจะกลายเป็นความคิดเห็นที่กฎหมายคุ้มครอง

สาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1861/2561 อยู่ที่การแยกข้อความออกเป็นสองส่วน ได้แก่

  1. ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกลับเข้าสู่อำนาจและการบริหารประเทศ ซึ่งโดยสภาพอาจกระทบชื่อเสียง แต่ศาลเห็นว่าอยู่ในข้อยกเว้นของการ ติชมด้วยความเป็นธรรมโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) เมื่อพิจารณาสถานะของคู่กรณี หน้าที่ของฝ่ายค้าน ประเด็นสาธารณะ และบริบทการเมืองในขณะนั้น
  2. คำเปรียบเปรยว่าเป็น “ผีปอบ” ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นถ้อยคำเสียดสีถึงสิ่งที่คนทั่วไปย่อมรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จึงไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงอันเป็น “การใส่ความ” ในความหมายของความผิดฐานหมิ่นประมาท1

นี่คือจุดที่บทสรุปสั้น ๆ ตามสื่อมักทำให้เข้าใจผิด เพราะคดีนี้ไม่ได้วางหลักว่า “ด่านักการเมืองได้” หากแต่วางวิธีคิดว่า ต้องอ่านคำพูดทั้งชุดผ่านสถานะของบุคคล หน้าที่ของผู้พูด เรื่องที่กำลังถกเถียง มูลเหตุที่มีอยู่ และความเข้าใจของผู้รับสารตามบริบทจริง

ใจความสำคัญ

บุคคลสาธารณะยังมีสิทธิในชื่อเสียง แต่เมื่อเป็นนักการเมืองและข้อความเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหรือความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง พื้นที่สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตย่อมกว้างกว่ากรณีบุคคลทั่วไป

ข้อเท็จจริงของคดี: จากการแถลงข่าวทางการเมืองสู่คดีหมิ่นประมาท

โจทก์เป็นนักการเมืองซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอยู่ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีในช่วงเกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านและเป็นเจ้าของเว็บไซต์ของพรรค จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกพรรคและดำรงตำแหน่งโฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำการพรรค กล่าวถึงเหตุผลที่ตนเห็นว่าโจทก์ต้องการกลับเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหาถึงการใช้อำนาจรัฐในการเลือกตั้ง การสะสางผลประโยชน์ และการทำลายหลักฐานการทุจริต ก่อนจะใช้ภาพเปรียบโจทก์เสมือน “ผีปอบ” ที่ออกจากร่างแล้วพยายามกลับเข้าสู่ร่างเดิม เจ้าหน้าที่ของพรรคนำคำแถลงเผยแพร่บนเว็บไซต์ และหนังสือพิมพ์หลายฉบับนำไปลงข่าวในวันถัดมา1

ต้องอ่านข้อเท็จจริงส่วนนี้อย่างระมัดระวัง: การที่คำพิพากษาบันทึกข้อกล่าวหาทางการเมือง ไม่ได้แปลว่าศาลรับรองว่าข้อกล่าวหาทุกข้อเป็นความจริง ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยคือ การกล่าวข้อความในสภาพการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่มีมูลและยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อพิจารณาคดีแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และท้ายที่สุดศาลฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง1

กฎหมายที่ต้องวางบนโต๊ะก่อนอ่านคำพิพากษา

1. ความผิดฐานหมิ่นประมาท: มาตรา 326

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 วางองค์ประกอบหลักไว้ว่า ต้องมีการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง2

คำว่า “ใส่ความ” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ไม่ใช่ถ้อยคำหยาบหรือไม่น่าฟังทุกคำจะเป็นหมิ่นประมาท การสื่อสารต้องมีเนื้อหาที่ผู้รับสารเข้าใจว่าเป็นการบอกหรือยืนยันเรื่องเกี่ยวกับบุคคลหนึ่ง และเรื่องนั้นต้องมีลักษณะกระทบต่อชื่อเสียงตามมาตรา 326 (อ่านองค์ประกอบความผิดอย่างละเอียดได้ที่บทความ หมิ่นประมาทคืออะไร)

2. เมื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ: มาตรา 328

หากการหมิ่นประมาทกระทำโดยการโฆษณาผ่านเอกสาร ภาพ การกระจายเสียง หรือวิธีเผยแพร่อื่น ย่อมต้องพิจารณามาตรา 328 เพิ่มเติม2 ในโลกปัจจุบัน การโพสต์บนเว็บไซต์ เพจสาธารณะ หรือสื่อสังคมออนไลน์จึงอาจเข้าสู่การวิเคราะห์เรื่องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบและพฤติการณ์ของการเผยแพร่

3. การติชมโดยสุจริต: มาตรา 329 (3)

หัวใจของคดีนี้คือมาตรา 329 ซึ่งยกเว้นความผิดให้แก่การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตในกรณีที่กฎหมายกำหนด โดยอนุมาตรา (3) ใช้ถ้อยคำว่า

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) “ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ”2

มาตรานี้ไม่ใช่ใบอนุญาตให้โจมตีใครก็ได้ ยังต้องปรากฏจากเนื้อหาและพฤติการณ์ว่า การสื่อสารมีฐานแห่งความสุจริต เป็นการติชมในเรื่องที่ประชาชนมีเหตุจะกล่าวถึง และมีความเป็นธรรมเมื่อมองข้อความโดยรวม

4. การพิสูจน์ความจริง: มาตรา 330 ไม่ใช่เรื่องเดียวกับมาตรา 329

สองมาตรานี้มักถูกนำมาปะปนกัน ทั้งที่มีโครงสร้างต่างกัน

ประเด็นมาตรา 329มาตรา 330
ลักษณะทางกฎหมายเหตุยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทเหตุไม่ต้องรับโทษเมื่อพิสูจน์ได้ว่าข้อความเป็นจริง
คำถามหลักกล่าวหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามกรณีที่กฎหมายกำหนดหรือไม่พิสูจน์ความจริงของข้อที่ถูกกล่าวหาได้หรือไม่
ข้อจำกัดสำคัญต้องพิจารณาความสุจริต ความเป็นธรรม และบริบทห้ามพิสูจน์หากเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

ดังนั้น คำพูดว่า “เรื่องจริงไม่ผิด” จึงกว้างเกินกฎหมายและอาจทำให้คนใช้สิทธิผิดพลาดได้2 (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ในบทความ โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม)

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร: หลักสองชั้นที่ต้องไม่อ่านปนกัน

ชั้นที่หนึ่ง: ข้อกล่าวหาทางการเมืองได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329 (3)

ศาลไม่ได้อ่านเฉพาะถ้อยคำรุนแรงที่ถูกตัดออกมาหนึ่งหรือสองประโยค แต่ย้อนดูเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนวันแถลงข่าว รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องการบริหารประเทศ การตรวจสอบการใช้อำนาจ การยุบสภา การเลือกตั้ง และสถานะของพรรคฝ่ายค้าน

จากนั้นศาลพิจารณาปัจจัยสำคัญอย่างน้อยห้าประการ

  1. สถานะของผู้ถูกกล่าวถึง — โจทก์เป็นนักการเมืองระดับสูงและเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งการใช้อำนาจย่อมส่งผลแก่บุคคล องค์กร และประเทศอย่างกว้างขวาง
  2. สถานะและหน้าที่ของผู้กล่าว — จำเลยที่ 2 เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านและโฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง มีหน้าที่ทางการเมืองในการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล
  3. เนื้อหาที่สังคมมีส่วนได้เสีย — คำแถลงเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส การเลือกตั้ง และการกลับเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจ
  4. มูลเหตุและข้อมูลแวดล้อม — ก่อนเกิดเหตุมีเหตุการณ์และข้อเคลือบแคลงที่ถูกอภิปรายในสังคมอย่างต่อเนื่อง ศาลจึงไม่ได้มองคำแถลงว่าเกิดขึ้นกลางอากาศ
  5. รูปแบบและวัตถุประสงค์ของการสื่อสาร — เป็นการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านเพื่อสื่อสารประเด็นทางการเมืองต่อสาธารณะ

เมื่อรวมปัจจัยเหล่านี้ ศาลเห็นว่าเนื้อหาสาระสำคัญเป็นการสื่อความกังวลต่อการปฏิบัติหน้าที่และความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมโดยสุจริตตามมาตรา 329 (3)1

วรรคทองที่จับแก่นของคดีได้ชัดคือ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1861/2561 “นักการเมืองเช่นโจทก์ย่อมต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างกว้างขวาง”1

แต่คำว่า “อย่างกว้างขวาง” ไม่ได้แปลว่าไร้ขอบเขต สิ่งที่ทำให้ขอบเขตกว้างขึ้นในคดีนี้คือการวิจารณ์ การใช้อำนาจและความเหมาะสมต่อหน้าที่สาธารณะ ภายใต้เหตุการณ์ที่มีมูลให้สังคมตรวจสอบ ไม่ใช่เพียงสถานะว่าเป็นคนมีชื่อเสียง

ชั้นที่สอง: คำว่า “ผีปอบ” เป็นถ้อยคำเสียดสี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่คนทั่วไปเชื่อว่าเกิดขึ้นได้

ศาลแยกคำเปรียบเรื่อง “ผีปอบ” ออกจากข้อกล่าวหาทางการเมือง แล้ววินิจฉัยว่า แม้เป็นถ้อยคำที่ไม่สมควร แต่เป็นการเสียดสีถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในความเข้าใจของคนทั่วไป จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท1

วรรคสำคัญของคำพิพากษาคือ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1861/2561 “ถ้อยคำเสียดสีในสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป”1

ในเชิงนิติวิธี เหตุผลส่วนนี้ต่างจากมาตรา 329 (3): ข้อกล่าวหาทางการเมืองส่วนแรกอาจมีลักษณะกระทบชื่อเสียง แต่ได้รับยกเว้นเพราะเป็นการติชมโดยสุจริต ส่วนคำเปรียบ “ผีปอบ” ไม่ถูกเข้าใจว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามความหมายธรรมดา จึงไม่เข้าองค์ประกอบการใส่ความในส่วนนั้นตั้งแต่ต้น

ข้อความในคดีวิธีวิเคราะห์ของศาลผลทางกฎหมาย
ข้อกล่าวหาเรื่องเหตุผลและผลประโยชน์ในการกลับเข้าสู่อำนาจอ่านร่วมกับบทบาทฝ่ายค้าน สถานะนายกรัฐมนตรี ประเด็นสาธารณะ และเหตุการณ์แวดล้อมได้รับยกเว้นตามมาตรา 329 (3)
ภาพเปรียบว่าเป็น “ผีปอบ”คนทั่วไปไม่เข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นไปได้ เป็นการเปรียบเปรยเสียดสีไม่เป็นการใส่ความฐานหมิ่นประมาทในส่วนนั้น

ทฤษฎีเบื้องหลังคำพิพากษา: ชื่อเสียงกับเสรีภาพไม่ได้มีฝ่ายใดชนะตลอดเวลา

คดีหมิ่นประมาทเป็นพื้นที่ชนกันของคุณค่าสองด้าน

ด้านหนึ่ง ชื่อเสียง เป็นเงื่อนไขที่บุคคลใช้ดำรงชีวิต ทำงาน และมีความสัมพันธ์ในสังคม กฎหมายจึงต้องคุ้มครองมิให้ใครสร้างเรื่องเท็จแล้วทำลายบุคคลอื่นโดยง่าย

อีกด้านหนึ่ง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ แลกเปลี่ยนข้อมูล และตัดสินใจทางการเมืองได้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ขณะเดียวกันก็ยอมให้กฎหมายจำกัดเสรีภาพเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่นได้3

มาตรา 329 (3) จึงทำหน้าที่เป็น “จุดสมดุล” ไม่ใช่เพียงข้อแก้ตัวทางเทคนิค กล่าวคือ สังคมยังคุ้มครองชื่อเสียง แต่ไม่ควรใช้กฎหมายหมิ่นประมาทปิดพื้นที่การติชมเรื่องสาธารณะที่กระทำโดยสุจริต นักวิชาการไทยอธิบายสอดคล้องกันว่า เสรีภาพทางการเมืองและการตรวจสอบบุคคลสาธารณะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย แต่เสรีภาพดังกล่าวยังเป็นสิทธิสัมพัทธ์ที่ต้องใช้โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น9

ข้อเท็จจริง ความเห็น และการเสียดสี: สามประเภทที่ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน

การติดป้ายให้ข้อความว่า “ความเห็นส่วนตัว” ไม่ใช่คำตอบ เพราะศาลต้องดูว่าสารที่ผู้รับเข้าใจจริงเป็นอะไร

  • ข้อเท็จจริง คือข้อความที่โดยสภาพตรวจสอบความจริงหรือเท็จได้ เช่น การกล่าวว่าบุคคลรับเงินจำนวนหนึ่งหรือกระทำเหตุการณ์เฉพาะอย่าง
  • ความเห็นหรือคุณค่า คือข้อประเมิน เช่น เห็นว่านโยบายล้มเหลว ไม่โปร่งใส หรือไม่เหมาะสม แต่ความเห็นอาจเสี่ยงได้หากแฝงการยืนยันข้อเท็จจริงร้ายแรงที่ไม่มีฐานรองรับ
  • ถ้อยคำเปรียบเปรย เสียดสี หรือล้อเลียน ต้องดูว่าผู้รับสารตามสมควรจะเข้าใจเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงภาพพจน์ หากบริบททำให้คนเชื่อว่าคำเปรียบนั้นกำลังสื่อข้อเท็จจริงร้ายแรง ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเพียงเพราะใช้ภาษาสร้างสรรค์

ฎีกาที่ 1861/2561 จึงมีคุณค่ามากกว่าคดี “ผีปอบ” เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลไทยใช้ทั้งการจำแนกชนิดของข้อความและการชั่งน้ำหนักบริบททางสังคมพร้อมกัน

เปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศ: แนวคิดคล้ายกัน แต่กลไกไม่เหมือนกัน

กฎหมายและคำพิพากษาต่างประเทศไม่ใช่บรรทัดฐานที่ผูกพันศาลไทย แต่ช่วยให้เห็นว่าปัญหาเดียวกันถูกจัดวางอย่างไรในระบบอื่น

ระบบกฎหมายหลักสำคัญจุดที่เทียบกับฎีกานี้ได้ข้อแตกต่างที่ต้องไม่ปะปน
ไทยมาตรา 329 (3) คุ้มครองการติชมด้วยความเป็นธรรมโดยสุจริต ศาลประเมินสถานะ หน้าที่ มูลเหตุ สถานที่ และพฤติการณ์นักการเมืองต้องเปิดรับการวิจารณ์เกี่ยวกับอำนาจสาธารณะมากกว่าบุคคลทั่วไป; คำเสียดสีที่ไม่ถูกเข้าใจเป็นข้อเท็จจริงอาจไม่เป็นการใส่ความไทยไม่ได้ใช้หลัก actual malice ของสหรัฐฯ เป็นองค์ประกอบทั่วไป
ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปLingens v. Austria วางหลักว่าขอบเขตคำวิจารณ์ที่ยอมรับได้ต่อ “นักการเมือง” กว้างกว่าต่อบุคคลเอกชน และต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากคำประเมินคุณค่า5ใกล้กับเหตุผลเรื่องบุคคลสาธารณะและการแยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็นในฎีกาไทยเป็นการวินิจฉัยภายใต้อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มาตรา 10 ไม่ใช่การตีความมาตรา 329 โดยตรง
สหรัฐอเมริกาNew York Times v. Sullivan กำหนดให้เจ้าหน้าที่สาธารณะซึ่งเรียกร้องจากข้อความเท็จเกี่ยวกับหน้าที่ต้องพิสูจน์ actual malice; Garrison v. Louisiana นำข้อจำกัดนี้ไปใช้กับโทษอาญา ขณะที่ Hustler v. Falwell คุ้มครองงานล้อเลียนซึ่งคนตามสมควรไม่เข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง6งานล้อเลียนที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงใกล้กับเหตุผลเรื่อง “ผีปอบ”; การวิจารณ์ผู้ใช้อำนาจได้รับพื้นที่กว้างActual malice หมายถึงรู้ว่าเท็จหรือไม่แยแสอย่างร้ายแรงต่อความจริง ไม่ได้หมายถึงเพียงโกรธ เกลียด หรือใช้คำแรง และไม่ใช่แบบทดสอบตามกฎหมายไทย
อังกฤษและเวลส์Defamation Act 2013 แยกข้อต่อสู้เรื่องความเห็นโดยสุจริตตามมาตรา 3 และการเผยแพร่ในเรื่องประโยชน์สาธารณะตามมาตรา 4 โดยกำหนดเงื่อนไขค่อนข้างชัด7เน้นฐานของความเห็น ความสุจริต และประโยชน์สาธารณะเช่นเดียวกับปัญหาที่มาตรา 329 (3) ต้องตอบเป็นระบบความรับผิดทางแพ่งและมีเกณฑ์ “serious harm” ตามมาตรา 1 จึงไม่อาจยกมาแทนองค์ประกอบความผิดอาญาของไทย

ในระดับสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 รับรองเสรีภาพในการแสดงออกและยอมให้จำกัดเพื่อเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่นได้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า บุคคลสาธารณะรวมถึงผู้ดำรงอำนาจการเมืองสูงสุดต้องไม่พ้นจากการวิจารณ์ และกฎหมายหมิ่นประมาทไม่ควรถูกใช้กับข้อความที่โดยธรรมชาติไม่อาจพิสูจน์จริงหรือเท็จได้8 ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี ICCPR เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 และกติกามีผลต่อประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 25408

สิ่งที่ฎีกานี้ “ไม่ได้” วางหลัก

เพื่อไม่ให้นำคำพิพากษาไปใช้ผิด ควรขีดเส้นใต้ข้อจำกัดต่อไปนี้

  1. ไม่ได้วางหลักว่าบุคคลสาธารณะฟ้องหมิ่นประมาทไม่ได้ — นักการเมืองและบุคคลสาธารณะยังได้รับความคุ้มครองชื่อเสียง เพียงแต่ต้องยอมรับการตรวจสอบเกี่ยวกับหน้าที่สาธารณะในระดับที่กว้างขึ้น
  2. ไม่ได้วางหลักว่าคำหยาบทุกคำเป็นเพียงความเห็น — ถ้อยคำหนึ่งอาจไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่ยังต้องตรวจความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณาตามมาตรา 393 หรือฐานกฎหมายอื่นตามข้อเท็จจริง
  3. ไม่ได้วางหลักว่าแค่มีประโยชน์สาธารณะแล้วกล่าวอะไรก็ได้ — ความสุจริต ฐานข้อมูลที่มีอยู่ ความเป็นธรรม และความเชื่อมโยงกับประเด็นสาธารณะยังเป็นสาระสำคัญ
  4. ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเท็จกลายเป็นความเห็นด้วยการเติมคำว่า “ผมคิดว่า” — ศาลดูความหมายที่สื่อจริง ไม่ได้ดูป้ายกำกับของผู้เขียน
  5. ไม่ได้ตัดความรับผิดทางแพ่งหรือกฎหมายอื่นโดยอัตโนมัติในทุกคดี — ความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 423 รวมถึงวิธีเยียวยาชื่อเสียงตามมาตรา 447 ต้องวิเคราะห์ตามองค์ประกอบของกฎหมายแพ่งและความเสียหายที่พิสูจน์ได้แยกต่างหาก4

ไม่แน่ใจว่าข้อความของคุณอยู่ฝั่งใดของเส้นแบ่งนี้? ส่งข้อความและบริบททั้งชุดให้เราประเมินความเสี่ยงก่อนเผยแพร่หรือก่อนตอบโต้

โพสต์ข้อความเท็จบน Facebook ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยหรือไม่

คำตอบตรงคือ ไม่ผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพียงเพราะข้อความนั้นถูกโพสต์ผ่าน Facebook หรือระบบคอมพิวเตอร์ หากสาระของการกระทำเป็นการใส่ความบุคคลอื่นให้เสียชื่อเสียง กฎหมายหลักที่ต้องพิจารณาคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหากเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณะก็อาจเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328

เหตุที่คนจำนวนมากเข้าใจว่า “โพสต์ข้อความเท็จเท่ากับผิด พ.ร.บ.คอมฯ” มาจากถ้อยคำของมาตรา 14 (1) ฉบับเดิมและแนวการฟ้องคดีก่อนปี 2560 แต่กฎหมายที่แก้ไขแล้วเพิ่มองค์ประกอบว่า การนำเข้าข้อมูลเท็จตามมาตรา 14 (1) ต้องเป็นการกระทำ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง” ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และต้องเป็นกรณี “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”11

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 ยืนยันผลของถ้อยคำใหม่นี้ว่า เมื่อการกระทำเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาแล้ว การกระทำเดียวกันย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562 ย้ำอีกด้านหนึ่งว่า แม้ข้อมูลที่นำเข้าสู่เว็บไซต์เป็นเท็จ หากไม่ปรากฏเจตนาพิเศษ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” ก็ยังไม่ครบองค์ประกอบมาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบัน และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 ชี้ว่า ผู้พบเห็นเพียงรายเดียวในข้อเท็จจริงของคดีนั้นยังไม่ถึงความเสียหายแก่ “ประชาชน” ตามวรรคหนึ่ง โดยต้องระวังว่ามาตรา 14 วรรคสองยังวางกรณีกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งไว้ต่างหาก12

อย่างไรก็ตาม อย่ากระโดดไปสรุปว่าโพสต์ออนไลน์ไม่มีทางผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะต้องแยกการกระทำอื่นออกจากข้อความหมิ่นประมาท เช่น ข้อมูลเท็จที่หลอกลวงและน่าจะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนอาจเข้ามาตรา 14 (1), ข่าวเท็จที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะหรือก่อความตื่นตระหนกอาจเข้ามาตรา 14 (2), การส่งต่อโดยรู้ว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 (1) ถึง (4) อาจเข้ามาตรา 14 (5) และการนำภาพของผู้อื่นที่สร้าง ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงเข้าสู่ระบบที่ประชาชนเข้าถึงได้จนบุคคลนั้นน่าจะเสียชื่อเสียงหรืออับอาย อาจเข้ามาตรา 1611

ลักษณะการโพสต์กฎหมายที่ควรเริ่มตรวจข้อควรระวัง
ใส่ความบุคคลด้วยข้อความต่อบุคคลที่สามมาตรา 326 หรือ 328ไม่เป็นมาตรา 14 (1) โดยอัตโนมัติเพียงเพราะโพสต์ออนไลน์
ใช้คำด่าหยาบแต่ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาตรา 393 หรือกฎหมายอื่นตามบริบทคำหยาบไม่เท่ากับหมิ่นประมาท และไม่กลายเป็น “ข้อมูลเท็จ” โดยอัตโนมัติ
หลอกขายสินค้า ปลอมหน้าเว็บไซต์ หรือใช้ข้อมูลเท็จหลอกประชาชนมาตรา 14 (1) และอาจมีกฎหมายฉ้อโกงต้องพิสูจน์องค์ประกอบ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” และความเสียหายตามกฎหมาย
ปล่อยข่าวเท็จว่าเขื่อนแตกหรือเหตุร้ายกำลังเกิดจนประชาชนตื่นตระหนกมาตรา 14 (2)ต่างจากข้อพิพาทเรื่องชื่อเสียงของบุคคลธรรมดา
สร้างหรือตัดต่อภาพบุคคลให้เสียชื่อเสียงหรืออับอายมาตรา 16 และอาจมีความผิดฐานอื่นมาตรา 16 เป็นฐานความผิดเฉพาะเรื่องภาพ ไม่ใช่ข้อความทั่วไป

กล่าวอีกแบบหนึ่ง แพลตฟอร์มเป็นเพียงช่องทาง ส่วนฐานความผิดต้องดูชนิดของข้อมูล เจตนา ผู้เสียหาย และผลกระทบที่กฎหมายแต่ละมาตรามุ่งคุ้มครอง การใส่ข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์พ่วงมาทุกครั้งจึงไม่ใช่การวิเคราะห์กฎหมาย แต่เป็นการเรียกชื่อกฎหมายจากช่องทางที่ใช้โพสต์

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม: หมิ่นประมาทออนไลน์กับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่างกันอย่างไร

หากนำหลักนี้มาใช้กับโพสต์ออนไลน์ ต้องตรวจอะไรบ้าง

ความหมายของข้อความบนโลกออนไลน์ไม่ได้เกิดจากประโยคเดี่ยว แต่อาจเกิดจากภาพประกอบ แฮชแท็ก ลิงก์ ข่าวต้นทาง ความเห็นก่อนหน้า และการตอบโต้ในเธรดเดียวกัน การประเมินจึงควรถามอย่างน้อยแปดข้อ

  1. คนทั่วไปอ่านแล้วรู้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร
  2. มีบุคคลที่สามได้รับข้อความหรือไม่ และเผยแพร่กว้างเพียงใด
  3. ข้อความเป็นข้อเท็จจริง ความเห็น หรือการเปรียบเปรย
  4. แม้เขียนเป็นความเห็น แต่แฝงข้อเท็จจริงร้ายแรงอะไรไว้หรือไม่
  5. เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับหน้าที่สาธารณะหรือเป็นเรื่องส่วนตัว
  6. ผู้กล่าวมีเอกสาร ข่าว รายงาน หรือเหตุอันสมควรใดเป็นฐานในเวลาที่เผยแพร่
  7. การเลือกคำ ภาพ และช่องทางแสดงความสุจริตและความเป็นธรรมหรือกลับชี้ถึงความมุ่งทำลาย
  8. หลักฐานดิจิทัลแสดงข้อความเต็ม เวลา URL บัญชีผู้เผยแพร่ การเข้าถึง และผลกระทบได้ครบหรือไม่

ตัวอย่างเช่น การเขียนว่า “จากรายงานการจัดซื้อฉบับนี้ ผมเห็นว่าการตัดสินใจขาดความโปร่งใส” มีโครงสร้างต่างจากการยืนยันว่า “บุคคลนี้รับสินบนจำนวนหนึ่งแน่นอน” โดยไม่มีหลักฐานอ้างอิง ส่วนการใช้ภาพล้อเลียนหรือคำเปรียบก็ต้องดูว่าบริบททั้งหมดทำให้ผู้รับสารเข้าใจเป็นเรื่องสมมติหรือเป็นการยืนยันข้อกล่าวหาจริง

เมื่อเกิดเหตุแล้ว สิ่งแรกไม่ใช่รีบโพสต์ตอบ แต่ต้องรักษาหลักฐาน

หากคุณเป็นผู้เสียหายจากข้อความ

  • เก็บหน้าโพสต์หรือสื่อฉบับเต็ม ไม่ตัดเฉพาะประโยคที่กระทบใจ
  • บันทึก URL ชื่อบัญชี วันเวลา จำนวนการมองเห็น การแชร์ ความเห็น และเธรดก่อน–หลัง
  • เก็บหลักฐานผลกระทบต่อการงาน ธุรกิจ ความสัมพันธ์ หรือชื่อเสียง
  • แยกเป้าหมายให้ชัดว่าต้องการหยุดการเผยแพร่ แก้ข่าว ขอโทษ กู้ชื่อเสียง เรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินคดี
  • หลีกเลี่ยงการโต้ตอบด้วยข้อกล่าวหาใหม่ เพราะอาจทำให้เกิดข้อพิพาทอีกชุดหนึ่ง

ขั้นตอนการเก็บและจัดระบบพยานหลักฐานดิจิทัลให้ใช้ได้จริงในชั้นศาล มีรายละเอียดแยกไว้อีกบทความหนึ่ง

หากคุณเป็นผู้โพสต์ ผู้ให้สัมภาษณ์ สื่อ หรือองค์กร

  • เก็บสำเนาข้อความเดิมและข้อมูลกำกับก่อนแก้ไขหรือลบ
  • รวบรวมแหล่งข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจเผยแพร่ รวมถึงบันทึกลำดับเวลา
  • อย่าสร้างหลักฐานย้อนหลังหรือเติมเหตุผลที่ไม่เคยมีในเวลานั้น
  • ประเมินแยกว่าข้อความใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อความใดเป็นความเห็น และข้อใดอาจเกินฐานข้อมูล
  • วางแผนการชี้แจง การแก้ไข การลบ การเจรจา และการต่อสู้คดีเป็นระบบเดียวกัน

การฟ้องคดีหมิ่นประมาทในเรื่องสาธารณะอาจสร้างผลยับยั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือ chilling effect ได้ ขณะเดียวกัน การอ้างเสรีภาพโดยไม่มีความรับผิดชอบก็อาจสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงที่แก้คืนได้ยาก กฎหมายจึงต้องกรองทั้งเจตนา วิธีสื่อสาร ฐานข้อมูล และผลกระทบ ไม่ใช่เลือกคุ้มครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทุกกรณี10

เกี่ยวกับผู้วิเคราะห์

เอกสยาม ชัยศร

นักกฎหมายและที่ปรึกษาของ Eksiam Defamation Law ทำงานด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ พยานหลักฐานดิจิทัล และการปกป้องชื่อเสียง บทความนี้ตรวจจากตัวบท กฎหมายเปรียบเทียบ และแหล่งคำพิพากษาที่อ้างถึง ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2569 — อ่านประวัติฉบับเต็ม

มีปัญหาคล้ายกัน อย่าเทียบเพียงคำว่า “ผีปอบ”

ฎีกาที่ 1861/2561 แสดงชัดว่า คดีหมิ่นประมาทไม่ได้แพ้หรือชนะจากคำคำเดียว ข้อความเดียวกันอาจมีผลต่างกันเมื่อผู้พูด ผู้ถูกกล่าวถึง มูลเหตุ ผู้รับสาร ช่องทาง และหลักฐานต่างกัน การค้นพบฎีกาที่ถ้อยคำดูคล้ายกันจึงยังไม่พอสำหรับตัดสินว่าคดีของคุณปลอดภัยหรือชนะได้

หากคุณพบปัญหาลักษณะนี้ ให้ใช้บริการ Eksiam Defamation Law เพื่อประเมินข้อความ บริบท และหลักฐาน ก่อนเลือกว่าจะตอบโต้ ชี้แจง ขอให้ลบ เจรจา หรือดำเนินคดี

บริการของเราเหมาะกับกรณีต่อไปนี้

  • ถูกโพสต์ กล่าวหา แถลงข่าว รีวิว หรือเผยแพร่ข้อมูลจนเสียชื่อเสียง
  • ถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือได้รับหนังสือให้ลบข้อความและชดใช้ค่าเสียหาย
  • ต้องการตรวจบทความ โพสต์ คำแถลง หรือหนังสือร้องเรียนก่อนเผยแพร่
  • ต้องการรักษาและจัดระบบพยานหลักฐานดิจิทัลให้ใช้ได้จริง
  • ต้องการวางทางเลือกตั้งแต่การชี้แจง ขอแก้ไขหรือลบข้อมูล เจรจา ไปจนถึงคดีอาญา คดีแพ่ง และการกู้ชื่อเสียง

บริการของเราครอบคลุมทั้งฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ ข้อความจริงฉบับเต็ม บริบท จุดประสงค์ ฐานข้อมูล การเผยแพร่ และพยานหลักฐาน แล้วจึงวางกลยุทธ์ที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ

การอ่านบทความให้ความรู้ทั่วไปไม่อาจแทนคำปรึกษาสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดีได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุความ การรักษาหลักฐาน และการตอบโต้ในช่วงแรกอาจกระทบทางเลือกในภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย

เรียกนักการเมืองว่า “ผีปอบ” ไม่ผิดหมิ่นประมาททุกกรณีใช่หรือไม่
ไม่ใช่ ฎีกาที่ 1861/2561 วินิจฉัยจากข้อความและบริบทเฉพาะคดี ศาลเห็นว่าคำเปรียบนั้นเป็นการเสียดสีสิ่งที่คนทั่วไปไม่เชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่หากบริบทอื่นทำให้คำเปรียบสื่อข้อกล่าวหาที่เป็นจริงเป็นจัง ผลอาจต่างออกไป
บุคคลสาธารณะหรือนักการเมืองฟ้องหมิ่นประมาทได้หรือไม่
ได้ บุคคลสาธารณะยังมีสิทธิในชื่อเสียง เพียงแต่คำวิจารณ์เกี่ยวกับการใช้อำนาจและหน้าที่สาธารณะโดยสุจริตอาจได้รับพื้นที่กว้างกว่าคำกล่าวต่อบุคคลทั่วไปหรือเรื่องส่วนตัว
เขียนว่า “เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว” แล้วจะไม่ผิดหรือไม่
ไม่แน่นอน ศาลพิจารณาความหมายของข้อความทั้งหมด หากสิ่งที่เรียกว่าความเห็นแฝงการยืนยันข้อเท็จจริงร้ายแรง ผู้เขียนไม่อาจทำให้ปลอดภัยได้ด้วยป้ายกำกับเพียงประโยคเดียว
หากเรื่องที่พูดเป็นความจริง จะไม่ผิดเสมอไปหรือไม่
ไม่ควรสรุปเช่นนั้น มาตรา 330 กำหนดผลและข้อจำกัดเฉพาะ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และยังต้องตรวจความรับผิดทางแพ่งหรือสิทธิอื่นแยกต่างหาก
แชร์โพสต์หรือเผยแพร่ซ้ำเสี่ยงหมิ่นประมาทหรือไม่
มีความเสี่ยงได้ เพราะการเผยแพร่ซ้ำอาจทำให้ข้อความไปถึงบุคคลที่สามเพิ่มขึ้น ต้องดูเนื้อหา เจตนา รูปแบบการแชร์ คำบรรยายที่เติม และข้อยกเว้นที่อ้างได้ ไม่ควรถือว่าการอ้างแหล่งเดิมทำให้พ้นความรับผิดโดยอัตโนมัติ
โพสต์ข้อความเท็จลง Facebook ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยเสมอหรือไม่
ไม่เสมอ หากการกระทำเป็นการหมิ่นประมาท มาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบันตัดกรณีหมิ่นประมาทออกไว้โดยตรง แต่ถ้ามีการหลอกลวงประชาชน ข่าวเท็จที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะ หรือภาพที่สร้างหรือตัดต่อให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง อาจต้องตรวจมาตรา 14 หรือมาตรา 16 แยกตามองค์ประกอบ
เมื่อพบข้อความหมิ่นประมาท ควรทำอะไรเป็นอย่างแรก
รักษาหลักฐานฉบับเต็มก่อนตอบโต้ บันทึก URL บัญชี วันเวลา บริบท การเผยแพร่ และผลกระทบ แล้วให้ผู้มีความรู้ประเมินทางเลือกทั้งการหยุดเผยแพร่ แก้ข่าว เจรจา และดำเนินคดี
เชิงอรรถ · ฐานกฎหมายและเอกสารอ้างอิง
  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1861/2561, คดีหมายเลขดำศาลฎีกาที่ อ.543/2560, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (ระบุแหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา), สืบค้นคำพิพากษาฉบับเต็ม. ดูสำเนาข้อความที่จัดวางให้อ่านต่อเนื่องได้ที่ ThaiDeka.
  2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 329 (3) และ 330; สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม, ประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขถึงฉบับที่ 30 พ.ศ. 2568), สำนักงานศาลยุติธรรม.
  3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 34, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก, 6 เมษายน 2560, หน้า 1, ฉบับราชกิจจานุเบกษา.
  4. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 423 และ 447; ดูฐานรวม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของสำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม.
  5. Lingens v. Austria, App. No. 9815/82, Judgment of 8 July 1986, para. 42 (“The limits of acceptable criticism are accordingly wider as regards a politician as such than as regards a private individual”) และ para. 46 (“A careful distinction needs to be made between facts and value-judgments. The existence of facts can be demonstrated, whereas the truth of value-judgments is not susceptible of proof”), European Court of Human Rights, HUDOC.
  6. New York Times Co. v. Sullivan, 376 U.S. 254, 279–280 (1964) (วางหลัก actual malice สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณะ), Cornell Legal Information Institute; Garrison v. Louisiana, 379 U.S. 64, 67, 75 (1964) (ขยายหลักดังกล่าวไปยังโทษอาญา: “We hold that it does” ที่หน้า 67 และ “The reasons which led us so to hold in New York Times, 376 U.S., at 279-280, apply with no less force merely because the remedy is criminal” ที่หน้า 75), U.S. Reports ฉบับทางการ (Library of Congress); และ Hustler Magazine, Inc. v. Falwell, 485 U.S. 46, 50–57 (1988) (คุ้มครองงานล้อเลียนซึ่ง “could not reasonably have been interpreted as stating actual facts about the public figure involved”), Cornell Legal Information Institute.
  7. Defamation Act 2013 (UK), s. 1 (serious harm), s. 3 (honest opinion) และ s. 4 (publication on matter of public interest), legislation.gov.uk.
  8. International Covenant on Civil and Political Rights, art. 19, OHCHR; UN Human Rights Committee, General Comment No. 34: Article 19, CCPR/C/GC/34, paras. 38 and 47, OHCHR; สถานะภาคีของประเทศไทย ดู UN Treaty Body Database.
  9. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ, “สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: ความแตกต่างในการวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย,” CMU Journal of Law and Social Sciences 8, ฉ. 2 (2558): 152–189, ThaiJO.
  10. จตุพร โอวัฒนาพานิช, “มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากในคดีอาญา,” วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 40, ฉ. 2 (กรกฎาคม 2565): 135–168, ThaiJO.
  11. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 10 ซึ่งแก้ไขมาตรา 14 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 10 ก, 24 มกราคม 2560, หน้า 24–35, ฉบับราชกิจจานุเบกษา.
  12. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา และ ThaiDeka; คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา และ ThaiDeka; คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566, สำนักงานศาลยุติธรรม, ฎีกา InTrend Ep.159, COJ Channel.
อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน

โทร · +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของคดีหมิ่นประมาท เราช่วยคุณได้ตั้งแต่วินาทีนี้

คุณถูกหมิ่นประมาท ถูกโพสต์ใส่ความ?

ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ

☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันที

คุณถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือเพิ่งโพสต์แล้วกังวล?

ได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา

☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันที

ติดต่อสำนักงาน

ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม

contact@eksiamlegal.com

จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง
LINE WhatsApp โทร อีเมล