หน้าแรก › คลังความรู้ › กระบวนการทางอาญา
กระบวนการทางอาญา · คำร้องทุกข์และอายุความผู้ถูกหมิ่นประมาททางออนไลน์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีต่อศาลเองได้ แต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินั้นจึงต้องใช้ภายในสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และการแจ้งความต้องแสดงเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDFปรับปรุงล่าสุด
สาระสำคัญโดยสรุป
ผู้ถูกหมิ่นประมาททางออนไลน์แจ้งความดำเนินคดีได้ โดยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีต่อศาลเอง แต่เพราะความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 สิทธินั้นต้องใช้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามมาตรา 96 มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 บัญญัติให้ความผิดในหมวดหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ผลทางวิธีพิจารณาความคือพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนจนกว่าผู้เสียหายจะร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง การแจ้งความจึงเป็นเงื่อนไขของการดำเนินคดีอาญา มิใช่ขั้นตอนทางธุรการ
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งครอบคลุมการโฆษณาด้วยภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ อยู่ในหมวดเดียวกัน และมาตรา 333 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้สั้น ๆ ว่า “ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้”1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใช้คำว่า “คดีความผิดต่อส่วนตัว” เรียกความผิดประเภทเดียวกันนี้
ผลในทางวิธีพิจารณามีสองชั้น ชั้นแรก พนักงานสอบสวนเริ่มสอบสวนเองไม่ได้ มาตรา 121 วรรคสองบัญญัติว่า “แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ”2 ชั้นที่สอง เมื่อการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนั้น ศาลฎีกาได้ใช้หลักนี้กับคดีหมิ่นประมาทโดยตรง
ในทางปฏิบัติ ผู้เสียหายจึงต้องแสดงให้ชัดในขณะแจ้งความว่าประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำ ถ้อยคำที่ลงบันทึกไว้เป็นตัวกำหนดว่าการแจ้งครั้งนั้นเป็นคำร้องทุกข์ หรือเป็นเพียงการแจ้งไว้เป็นหลักฐาน
คำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ต้องเป็นการที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำความผิดและทำให้ตนเสียหาย โดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6644/2549 วินิจฉัยว่าการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา ยังไม่เป็นคำร้องทุกข์ในคดีหมิ่นประมาท
นิยามในมาตรา 2 (7) มีองค์ประกอบสามส่วน คือ ผู้กล่าวหาต้องเป็นผู้เสียหาย การกล่าวหาต้องทำต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมาย และต้องกล่าวหา “โดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ”3 นิยามเดียวกันยังระบุว่าการกล่าวหานั้นทำได้ “จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม” ถ้อยคำนี้มีความหมายโดยตรงต่อคดีที่ผู้โพสต์ใช้บัญชีที่ไม่แสดงตัวตน
องค์ประกอบส่วนที่สามคือประเด็นในคดีต่อไปนี้ ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทไปแจ้งความ แต่รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานบันทึกไว้เพียงว่ามาแจ้งความไว้เพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาต่อไป
ผลของคำวินิจฉัยคือการสอบสวนความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ตามมาภายหลังไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ผลที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การแจ้งไว้เป็นหลักฐานไม่ใช่การร้องทุกข์ภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 หากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ให้ถูกต้องภายในสามเดือน คดีย่อมขาดอายุความ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 กำหนดว่าในความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีย่อมขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2532 ยืนยันว่าต้องรู้ครบทั้งสองประการก่อนจึงเริ่มนับ และกฎหมายไม่ได้ให้นับตั้งแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด
ตัวบทใช้คำเชื่อม “และ” ระหว่างการรู้เรื่องความผิดกับการรู้ตัวผู้กระทำความผิด กำหนดสามเดือนจึงยังไม่เริ่มตราบที่ผู้เสียหายรู้เพียงว่ามีข้อความใส่ความตน แต่ยังไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้โพสต์ ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักนี้ไว้ชัดเจน
คดีเดียวกันยังวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในสามเดือนแล้ว แม้จะนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นสามเดือน แต่ยังอยู่ภายในอายุความตามมาตรา 95 คดีก็ไม่ขาดอายุความ กำหนดสามเดือนตามมาตรา 96 จึงเป็นกำหนดของการร้องทุกข์ ส่วนการฟ้องคดีภายหลังการร้องทุกข์อยู่ภายใต้อายุความทั่วไปตามมาตรา 95
ผู้มีสิทธิร้องทุกข์คือผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ตามมาตรา 123 หรือฟ้องคดีต่อศาลเองได้ตามมาตรา 28 และถ้าผู้เสียหายตายก่อนร้องทุกข์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 วรรคสองให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรร้องทุกข์ได้ โดยถือเป็นผู้เสียหาย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 กำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลไว้สองฝ่าย คือ พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย7 ผู้ถูกหมิ่นประมาทจึงดำเนินคดีได้สองทาง ทางแรกคือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามมาตรา 123 เพื่อให้มีการสอบสวนและให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดี ทางที่สองคือยื่นฟ้องต่อศาลด้วยตนเอง ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ควบคุมคดีและต้องรวบรวมพยานหลักฐานเอง
การฟ้องคดีเองไม่ได้พ้นจากกำหนดสามเดือนตามมาตรา 96 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1086/2552 เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลเองในความผิดตามมาตรา 326 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตายก่อนร้องทุกข์ มาตรา 333 วรรคสองบัญญัติว่า “ให้บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย” บทบัญญัตินี้ใช้กับกรณีที่ผู้เสียหายตายก่อนได้ร้องทุกข์เท่านั้น
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ยกเว้นการกระทำอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ในตัวบท ส่วนมาตรา 14 วรรคสองซึ่งกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมาตรา 16 ซึ่งเป็นภาพของผู้อื่นที่ถูกตัดต่อหรือดัดแปลง เป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
เมื่อการใส่ความเกิดบนสื่อออนไลน์ คำถามที่ตามมาคือพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ใช้กับกรณีนั้นด้วยหรือไม่ และหากใช้ ฐานความผิดนั้นยอมความได้หรือไม่ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องแยกได้เป็นสามกลุ่ม9
มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ลงโทษการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง” โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และปิดท้ายอนุมาตราด้วยถ้อยคำว่า “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา” การใส่ความผู้อื่นทางออนไลน์จึงเป็นเรื่องของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 มิใช่มาตรา 14 (1) ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/256110 ซึ่งวิเคราะห์ไว้ในบทวิเคราะห์ฎีกาที่ 2778/2561 ส่วนภาพรวมของการแยกฐานความผิดทั้งสองกฎหมายอยู่ในบทความหมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่างกันอย่างไร
ตัวบทไม่ได้บัญญัติให้ความผิดตามมาตรา 14 วรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ กรณีที่เข้าองค์ประกอบของวรรคหนึ่งจึงไม่อยู่ภายใต้กำหนดสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ซึ่งใช้เฉพาะความผิดอันยอมความได้
วรรคสองอ้างถึง “การกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (๑)” การกระทำจึงต้องเข้าองค์ประกอบของวรรคหนึ่ง (1) ครบถ้วนก่อน รวมทั้งเจตนาทุจริตหรือหลอกลวง ต่างกันเพียงว่าการกระทำมิได้กระทำต่อประชาชน แต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กฎหมายจึงลดอัตราโทษและกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนตามมาตรา 96
มาตรา 16 วรรคหนึ่งลงโทษผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งภาพของผู้อื่นที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัตราโทษคือจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท วรรคสี่บัญญัติว่า “ความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้” และวรรคห้าให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรร้องทุกข์ได้เมื่อผู้เสียหายตายก่อนร้องทุกข์ ในทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 วรรคสอง11
การโพสต์ครั้งเดียวอาจเป็นความผิดหลายฐานที่มีลักษณะต่างกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566 เป็นคดีที่ศาลลงโทษทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่มีลักษณะอันลามกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4)
ข้อพิจารณาที่ตามมาคือ กำหนดสามเดือนและผลของการยอมความใช้กับฐานความผิดอันยอมความได้เท่านั้น ส่วนฐานที่ยอมความไม่ได้ เช่น มาตรา 14 (4) ดำเนินไปตามหลักของความผิดอาญาแผ่นดินแยกจากกัน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 ให้ผู้ร้องทุกข์ถอนคำร้องทุกข์เมื่อใดก็ได้ และมาตรา 39 (2) บัญญัติว่าในคดีความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับเมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผลนี้ใช้กับความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ไม่ครอบคลุมความผิดฐานอื่นที่ยอมความไม่ได้
มาตรา 126 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ผู้ร้องทุกข์จะแก้คำร้องทุกข์ระยะใด หรือจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้” และวรรคสองวางหลักว่าในคดีซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวนหรือพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดี13 เมื่ออ่านคู่กับมาตรา 39 (2) ผลจึงแยกเป็นสองทาง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ แต่ในความผิดที่ยอมความไม่ได้ซึ่งเกิดจากการกระทำเดียวกัน การถอนคำร้องทุกข์ไม่ระงับคดี
ข้อตกลงยอมความในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ควรทำเป็นหนังสือ และระบุให้ชัดถึงการลบหรือแก้ไขข้อความ ช่องทางและระยะเวลาของการขอโทษหากตกลงกันไว้ และขอบเขตของข้อตกลงว่าครอบคลุมความรับผิดทางแพ่งด้วยหรือไม่ ความชัดเจนของข้อตกลงช่วยป้องกันข้อพิพาทภายหลังว่าการยอมความครอบคลุมเรื่องใดบ้าง
ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมนี กฎหมายเสรีภาพสื่อมวลชนของฝรั่งเศส และประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น กำหนดให้การดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลธรรมดาต้องอาศัยคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย เช่นเดียวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 ของไทย แต่กำหนดเวลาและจุดเริ่มนับต่างกัน ส่วนอังกฤษยกเลิกความผิดอาญาฐานนี้แล้ว และใช้คดีแพ่งซึ่งมีอายุความหนึ่งปี
ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมนี (Strafgesetzbuch, StGB) กำหนดความผิดฐานใส่ความตามมาตรา 186 (üble Nachrede) และใส่ความโดยรู้ว่าเป็นเท็จตามมาตรา 187 (Verleumdung) มาตรา 194 วรรค 1 บัญญัติว่าความผิดในหมวด Beleidigung ซึ่งรวมสองฐานนี้ “ดำเนินคดีได้เฉพาะเมื่อมีคำร้องขอ” (nur auf Antrag verfolgt) โดยมีข้อยกเว้นบางกรณีในมาตราเดียวกัน และมาตรา 77b กำหนดให้ยื่นคำร้องขอภายในสามเดือน นับแต่สิ้นวันที่ผู้มีสิทธิรู้ถึงการกระทำและตัวผู้กระทำ14 โครงสร้างนี้ตรงกับประมวลกฎหมายอาญาไทย มาตรา 96 แทบทุกองค์ประกอบ
กฎหมายว่าด้วยเสรีภาพสื่อมวลชน ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 (Loi du 29 juillet 1881 sur la liberté de la presse) มาตรา 48 อนุมาตรา 6° บัญญัติว่าการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาตามมาตรา 32 จะดำเนินคดีได้เฉพาะเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้ถูกหมิ่นประมาท เว้นแต่การหมิ่นประมาทด้วยเหตุแห่งถิ่นกำเนิด ชาติพันธุ์ ชาติ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือความพิการ ซึ่งพนักงานอัยการดำเนินคดีเองได้ตามเงื่อนไขในอนุมาตราเดียวกัน ส่วนมาตรา 65 วรรคหนึ่งกำหนดอายุความของทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกิดจากความผิดตามกฎหมายนี้ไว้สามเดือน นับแต่วันที่กระทำความผิด หรือวันที่มีการสอบสวนหรือดำเนินคดีครั้งสุดท้าย15 จุดเริ่มนับจึงผูกกับวันกระทำ มิใช่วันที่ผู้เสียหายรู้
ประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น (刑法) มาตรา 230 วรรคหนึ่งลงโทษผู้ทำให้เสียชื่อเสียงโดยเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะจริงหรือไม่ และมาตรา 232 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าความผิดในหมวดนี้จะฟ้องคดีได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาญี่ปุ่น (刑事訴訟法) มาตรา 235 กำหนดว่าคำร้องทุกข์ในความผิดประเภทนี้ต้องทำภายในหกเดือนนับแต่วันที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะคำร้องทุกข์ของผู้แทนรัฐต่างประเทศและคณะผู้แทนทางการทูต16
Coroners and Justice Act 2009 มาตรา 73 ยกเลิกความผิดอาญาตามคอมมอนลอว์ฐาน defamatory libel การหมิ่นประมาทในอังกฤษและเวลส์จึงเป็นเรื่องทางแพ่ง Limitation Act 1980 มาตรา 4A กำหนดอายุความฟ้องคดีหมิ่นประมาทไว้หนึ่งปีนับแต่วันที่มูลคดีเกิด และ Defamation Act 2013 มาตรา 8 วางหลักการเผยแพร่ครั้งเดียว (single publication rule) ให้การเผยแพร่ข้อความเดิมหรือข้อความที่มีสาระเดียวกันซ้ำในภายหลัง นับอายุความจากวันที่เผยแพร่ต่อสาธารณะครั้งแรก17
| ระบบกฎหมาย | ต้องมีคำร้องทุกข์ | กำหนดเวลา | จุดเริ่มนับ |
|---|---|---|---|
| ไทย | ต้อง (ป.อ. มาตรา 333) | สามเดือน (ป.อ. มาตรา 96) | วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด |
| เยอรมนี | ต้อง (StGB มาตรา 194) | สามเดือน (StGB มาตรา 77b) | สิ้นวันที่รู้ถึงการกระทำและตัวผู้กระทำ |
| ฝรั่งเศส | ต้อง สำหรับบุคคลธรรมดา (Loi 1881 มาตรา 48 อนุมาตรา 6°) | สามเดือน เป็นอายุความของคดี (มาตรา 65) | วันที่กระทำความผิด หรือวันที่มีการสอบสวนหรือดำเนินคดีครั้งสุดท้าย |
| ญี่ปุ่น | ต้อง (刑法 มาตรา 232) | หกเดือน (刑事訴訟法 มาตรา 235) | วันที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด |
| อังกฤษและเวลส์ | ไม่มีความผิดอาญาฐานนี้แล้ว (Coroners and Justice Act 2009 มาตรา 73) | คดีแพ่งหนึ่งปี (Limitation Act 1980 มาตรา 4A) | วันที่มูลคดีเกิด การเผยแพร่ซ้ำนับจากการเผยแพร่ครั้งแรก (Defamation Act 2013 มาตรา 8) |
ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบคือ กฎหมายไทยใกล้เคียงกฎหมายเยอรมนีมากที่สุด ทั้งสองระบบเริ่มนับกำหนดเวลาเมื่อผู้เสียหายรู้ทั้งการกระทำและตัวผู้กระทำ จึงคุ้มครองผู้เสียหายที่ถูกใส่ความจากบัญชีที่ไม่แสดงตัวตน ต่างจากฝรั่งเศสซึ่งนับจากวันกระทำ สำหรับผู้เสียหายในประเทศไทย จุดเริ่มนับที่ผูกกับความรู้ของผู้เสียหายทำให้วันที่รู้ตัวผู้กระทำกลายเป็นข้อเท็จจริงที่อาจถูกโต้แย้งในคดี การบันทึกวันที่รู้และการร้องทุกข์โดยเร็วจึงเป็นหลักประกันที่แน่นอนกว่าการอาศัยจุดเริ่มนับที่ยืดหยุ่น
ลำดับการดำเนินการที่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) เริ่มจากการเก็บพยานหลักฐานและบันทึกวันที่รู้เรื่อง ตามด้วยการร้องทุกข์ที่ระบุเจตนาให้ดำเนินคดีภายในสามเดือน หรือการฟ้องคดีต่อศาลเองภายในกำหนดเดียวกัน แล้วจึงพิจารณาข้อตกลงยอมความหากมีการเจรจา
ขั้นตอนฝั่งผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่หมายเรียก สิทธิไม่ให้การ การแยกข้อหา จนถึงข้อต่อสู้ตามมาตรา 329 ถึง 331 อธิบายไว้ในบทความ ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์ สิทธิของผู้ต้องหาและข้อต่อสู้ตามกฎหมาย
เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ดูแลคดีหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทออนไลน์ และคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ประวัติและการศึกษา
คำถามในหัวข้อนี้เกี่ยวกับการแจ้งความในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และ 333 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ได้แก่ สิทธิแจ้งความ การนับอายุความสามเดือน การร้องทุกข์เมื่อยังไม่รู้ตัวผู้โพสต์ ผลของการลงบันทึกประจำวัน และผลของการยอมความต่อคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ตัวบทกฎหมายไทยตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th) ฉบับปรับปรุงล่าสุด คำพิพากษาศาลฎีกาตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) ตัวบทต่างประเทศตรวจกับ gesetze-im-internet.de, legifrance.gouv.fr, laws.e-gov.go.jp และ legislation.gov.uk ตรวจทั้งหมดเมื่อ 24 กันยายน 2569
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของคดีหมิ่นประมาท เราช่วยคุณได้ตั้งแต่วินาทีนี้
ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ
☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันทีได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา
☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันทีส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ