บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com

หน้าแรกคลังความรู้ › หมิ่นประมาทออนไลน์

บทเสาหลัก · หมิ่นประมาทออนไลน์ × พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

โพสต์ด่าหรือใส่ความบน Facebook ผิดทั้งหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่?

การโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ไม่ได้ทำให้คดีหมิ่นประมาทกลายเป็นคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ บทความนี้แยกฐานความผิดและสังเคราะห์ฎีกาที่ 2778/2561, 5764/2562 และ 2211/2566 เป็นเกณฑ์ตรวจสามชั้น

เขียนโดย เอกสยาม ชัยศร — นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง
เผยแพร่ 23 สิงหาคม 2569 · ตรวจแก้เนื้อหาล่าสุด 25 สิงหาคม 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

คำตอบสั้นที่สุดคือ ไม่ผิดทั้งสองฐานโดยอัตโนมัติ

หากโพสต์ข้อความใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามจนมีลักษณะน่าจะทำให้เสียชื่อเสียง กฎหมายหลักที่ต้องพิจารณาคือความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหากเผยแพร่ด้วยวิธีการโฆษณา เช่น โพสต์สาธารณะบน Facebook ก็อาจเข้ามาตรา 3281

แต่การใช้โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ Facebook, LINE, TikTok หรือเว็บไซต์เป็นช่องทาง ไม่ได้ทำให้ข้อความนั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์โดยตัวมันเอง โดยเฉพาะมาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบัน ซึ่งระบุชัดว่าต้องเป็นกรณีที่มิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา2

ในทางกลับกัน ถ้าโพสต์นั้นเป็นการหลอกลวงด้วยข้อมูลเท็จที่กระทบประชาชน เป็นข่าวเท็จที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะ หรือเป็นภาพบุคคลที่สร้างหรือตัดต่อให้เสียชื่อเสียง ก็อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 หรือมาตรา 16 ตามองค์ประกอบเฉพาะ และบางกรณีอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่นร่วมด้วย

หลักจำง่าย

อย่าตั้งข้อหาจากชื่อแพลตฟอร์ม ให้ตั้งต้นจากเนื้อหาของข้อมูล เจตนา ผู้รับสาร และผลเสียที่กฎหมายแต่ละมาตรามุ่งป้องกัน

ทำไมคนจึงเข้าใจว่าโพสต์ข้อความเท็จต้องผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย

ความเข้าใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้ที่มา ก่อนการแก้ไขกฎหมายในปี 2560 มาตรา 14 (1) ใช้ถ้อยคำกว้าง โดยกล่าวถึงการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเท็จเข้าสู่ระบบโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย “แก่ผู้อื่นหรือประชาชน”3 จึงมีการนำข้อหานี้มาฟ้องร่วมกับความผิดฐานหมิ่นประมาทออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง

เมื่อพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 มาตรา 14 (1) ถูกปรับโครงสร้างสำคัญสามจุด2

  1. เพิ่มเจตนาพิเศษว่า ต้องกระทำ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง”
  2. เน้นข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จที่น่าจะก่อความเสียหายแก่ประชาชน
  3. เติมถ้อยคำตัดกรณี “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”

ดังนั้น ประโยคที่ได้ยินบ่อยว่า “เอาข้อความเท็จลงคอมพิวเตอร์ก็ผิด พ.ร.บ.คอมฯ” จึงเป็นการย่อกฎหมายจนส่วนสำคัญหายไป เพราะคำว่า “ข้อมูลเท็จ” เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ไม่ใช่ข้อสรุปของความผิดทั้งหมด

กฎหมายสองชุดนี้คุ้มครองคนละเรื่อง

เหตุที่ต้องแยกฐานความผิด ไม่ใช่เพียงเรื่องถ้อยคำทางเทคนิค แต่เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองคนละประโยชน์

ประเด็นหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1)
สิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลความเสียหายจากข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จที่นำเข้าโดยทุจริตหรือหลอกลวง
ผู้รับหรือผู้ได้รับผลต้องมีบุคคลที่สามรับรู้ข้อความโดยหลักมุ่งถึงความเสียหายแก่ประชาชน; วรรคสองกำหนดกรณีกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งไว้ต่างหาก
ข้อความต้องเท็จหรือไม่ความเท็จไม่ใช่องค์ประกอบที่เขียนไว้ในมาตรา 326; เรื่องการพิสูจน์ความจริงอยู่ภายใต้มาตรา 330ต้องเป็นข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ
เจตนาพิเศษใช้หลักเจตนาตามกฎหมายอาญาและข้อยกเว้นตามมาตรา 329ต้องกระทำ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง”
ความสัมพันธ์ระหว่างกันหากครบองค์ประกอบ อาจเป็นมาตรา 326 หรือ 328มาตรา 14 (1) ระบุว่าต้องมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท

ความต่างนี้ทำให้การวิเคราะห์แบบ “ข้อความไม่จริง + อยู่บน Facebook = ผิดมาตรา 14” ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นการข้ามองค์ประกอบเจตนาพิเศษ ลักษณะความเสียหาย และข้อยกเว้นเรื่องหมิ่นประมาทไปทั้งหมด

ขั้นแรก: แยกให้ออกว่าเป็น “ใส่ความ” “ด่า” หรือ “ข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวง”

คำว่า “โพสต์ด่า” ในภาษาทั่วไปครอบคลุมการสื่อสารหลายชนิด แต่ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน

1. การใส่ความ

ตัวอย่างเช่น โพสต์ว่า “นาย ก. ยักยอกเงินบริษัทสองล้านบาท” ข้อความนี้สื่อข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจริงหรือเท็จได้ หากบุคคลที่สามรับรู้และข้อความมีลักษณะน่าจะทำให้นาย ก. เสียชื่อเสียง ย่อมต้องตรวจมาตรา 326 หรือมาตรา 328 รวมถึงข้อยกเว้นตามมาตรา 329 และเรื่องการพิสูจน์ความจริงตามมาตรา 3301 (ดู องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ประกอบ)

ต้องย้ำว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ได้เขียนองค์ประกอบว่าข้อความต้องเป็นเท็จ แม้ผู้กล่าวเชื่อว่าข้อความเป็นจริงก็ยังต้องตรวจว่าพิสูจน์ได้หรือไม่ เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวหรือประโยชน์สาธารณะ และการกล่าวอยู่ภายใต้เหตุยกเว้นความผิดหรือไม่

2. การด่าหรือดูหมิ่น

คำอย่าง “โง่” “เลว” หรือคำหยาบบางคำ อาจเป็นเพียงการเหยียดหยามโดยไม่สื่อว่าบุคคลนั้นทำข้อเท็จจริงเฉพาะอย่าง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นหมิ่นประมาทเสมอไป แต่อาจต้องพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณาตามมาตรา 393 หรือกฎหมายอื่นตามบริบท1

คำด่าก็ไม่กลายเป็น “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” โดยอัตโนมัติ เพราะคำประเมินหรือคำสบถจำนวนมากไม่มีข้อเท็จจริงให้พิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จตั้งแต่ต้น

3. ข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวง

กรณีสร้างหน้าเว็บไซต์ปลอม หลอกขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ประกาศโครงการลงทุนเท็จเพื่อให้ประชาชนโอนเงิน หรือใช้ข้อมูลบิดเบือนเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ เป็นปัญหาคนละแบบกับการโจมตีชื่อเสียง แม้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด แต่มีลักษณะใกล้กับสิ่งที่มาตรา 14 (1) มุ่งจัดการ และอาจมีความผิดฐานฉ้อโกงหรือฐานอื่นร่วมด้วย

มาตรา 14 (1): ข้อมูลเท็จอย่างเดียวไม่พอ

มาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบันกำหนดองค์ประกอบโดยสรุปว่า ผู้กระทำต้อง

  1. กระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง
  2. นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ
  3. การกระทำนั้นมีลักษณะน่าจะเกิดความเสียหายตามที่มาตรากำหนด และ
  4. ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา2

แต่ละข้อเป็นองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์ การพิสูจน์เพียงว่าข้อความไม่ตรงกับความจริงจึงยังไม่ทำให้คดีครบมาตรา 14 (1)

มาตรา 14 วรรคสองยังบัญญัติกรณีการกระทำตามอนุมาตรา (1) ที่มิได้กระทำต่อประชาชน แต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยกำหนดโทษเบาลงและให้เป็นความผิดอันยอมความได้2 อย่างไรก็ดี ถ้าสาระของการกระทำนั้นเป็นหมิ่นประมาท ก็ยังต้องเผชิญถ้อยคำที่ตัดความผิดฐานหมิ่นประมาทออกจากมาตรา 14 (1) อยู่เช่นเดิม

ฎีกาที่ 2778/2561: เมื่อเป็นหมิ่นประมาท การกระทำเดียวกันไม่เป็นมาตรา 14 (1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 เป็นหลักสำคัญสำหรับแก้ความเข้าใจผิดนี้ คดีเกิดภายใต้กฎหมายเดิม แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา กฎหมายฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ศาลจึงพิจารณากฎหมายใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย

ศาลเห็นว่า กฎหมายใหม่เพิ่มองค์ประกอบให้การนำเข้าข้อมูลเท็จต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 การกระทำเดียวกันจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1)4

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 (วรรคหลัก) “เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท... การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิด” ตามมาตรา 14 (1)4

สาระของฎีกานี้ไม่ใช่ว่าผู้โพสต์ไม่มีความผิด แต่คือ ต้องลงฐานความผิดให้ตรงกับสิ่งที่ผู้กระทำได้ละเมิด หากเป็นการทำลายชื่อเสียงก็ใช้กฎหมายหมิ่นประมาท ไม่ใช่เพิ่มมาตรา 14 (1) เพียงเพราะข้อความผ่านระบบคอมพิวเตอร์ — อ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ที่ เมื่อเป็นหมิ่นประมาท ย่อมไม่เป็นมาตรา 14 (1)

ฎีกาที่ 5764/2562: แม้ข่าวเป็นเท็จ แต่ถ้าไม่ปรากฏเจตนาพิเศษก็ยังไม่ครบมาตรา 14 (1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562 ช่วยเติมอีกชั้นหนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยนำข่าวอันเป็นเท็จลงเว็บไซต์ที่ตนดูแล แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่ครบองค์ประกอบมาตรา 14 (1) ฉบับแก้ไข5

วรรคสำคัญคือ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562 ต้องมีเจตนาพิเศษ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” จึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด5

ฎีกานี้ยืนยันอย่างชัดว่า “ข้อมูลเท็จ” ไม่เท่ากับ “ความผิดตามมาตรา 14 (1)” หากองค์ประกอบส่วนอื่นขาดไป — อ่านต่อที่ ข้อมูลเท็จอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิสูจน์เจตนาพิเศษ

ฎีกาที่ 2211/2566: ผู้พบเห็นเพียงคนเดียว ก็ยังเป็นความเสียหายแก่ “ประชาชน” ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 ไม่ใช่คดีโพสต์ด่าบุคคล แต่เป็นกรณีเปิดเว็บไซต์ขายอาหารสำเร็จรูป โดยเสนอขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสมือนเป็นผลิตภัณฑ์จากสหรัฐอเมริกา ผู้เสียหายสั่งซื้อแล้วตรวจรหัสบนฝากล่องกับเว็บไซต์ผู้ผลิต จึงพบว่าเป็นสินค้าที่ลอกเลียนจากของแท้และร้องทุกข์ดำเนินคดี

จำเลยต่อสู้ว่าตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นพบเห็นเว็บไซต์หรือสั่งซื้อสินค้า คงมีเพียงผู้เสียหายรายเดียว จึงไม่กระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แต่ศาลฎีกาไม่รับฟังข้อต่อสู้นี้ โดยวินิจฉัยว่ามาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) กำหนดเพียงว่าการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบต้องเป็นไปโดยประการที่ “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” มิได้กำหนดว่าต้องเกิดความเสียหายจริงแก่ประชาชนในวงกว้างเสียก่อน6

สาระของคำวินิจฉัย ฎีกาที่ 2211/2566 (สรุปจากคำอธิบายคดีของสำนักงานศาลยุติธรรม) เมื่อผู้กระทำมุ่งนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงแก่ประชาชน และข้อมูลนั้นอยู่ในลักษณะที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงและดูได้ การมีผู้พบเห็นจริงเพียงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบเรื่องความเสียหายแก่ประชาชนขาดไป6

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ขยายฎีกานี้เป็นสูตรว่า “คนเห็นคนเดียวก็ผิดเสมอ” เพราะโจทก์ยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบข้ออื่นให้ครบ และมาตรา 14 วรรคสองยังบัญญัติแยกถึงกรณีที่การกระทำตามอนุมาตรา (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยลดโทษและกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้2 ผลของคดีจริงจึงยังขึ้นกับข้อหา คำบรรยายฟ้อง เจตนา รูปแบบการหลอกลวง และพยานหลักฐานของแต่ละคดี — อ่านต่อที่ ผู้พบเห็นเพียงคนเดียวกับคำว่าเสียหายแก่ประชาชน

สามฎีกา สามด่าน: วิธีอ่านมาตรา 14 (1) โดยไม่กระโดดข้ามองค์ประกอบ

ด่านตรวจคำถามแนวฎีกาคำตอบที่ได้
1. ลักษณะของการกระทำสาระเดียวกันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ฎีกาที่ 2778/2561ถ้าเป็นหมิ่นประมาท การกระทำเดียวกันถูกตัดออกจากมาตรา 14 (1)
2. เจตนาพิเศษพิสูจน์ได้หรือไม่ว่ากระทำ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง”ฎีกาที่ 5764/2562ข้อมูลเท็จอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเจตนาพิเศษตามตัวบท
3. ขอบเขตความเสียหายเป็นความเสียหายแก่ประชาชนตามวรรคหนึ่ง หรือเป็นเพียงบุคคลเฉพาะรายฎีกาที่ 2211/2566ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้พบเห็น หากมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนและบุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ผู้พบเห็นรายเดียวก็ยังครบวรรคหนึ่ง ส่วนวรรคสองใช้เมื่อมิได้กระทำต่อประชาชน

กรอบสามด่านนี้ช่วยให้ทั้งผู้เสียหาย ผู้ถูกกล่าวหา และนักกฎหมายไม่เริ่มวิเคราะห์จากคำว่า “โพสต์ออนไลน์” หรือ “ข้อมูลเท็จ” เพียงสองคำ แต่ตรวจองค์ประกอบตามลำดับก่อนสรุปฐานความผิด

แล้วกรณีใดที่โพสต์ออนไลน์อาจผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จริง

1. ข้อมูลเท็จที่นำเข้าโดยทุจริตหรือหลอกลวง

เช่น ใช้ข้อมูลปลอมเป็นเครื่องมือหลอกให้คนจำนวนมากโอนเงิน หรือปลอมข้อมูลในระบบเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ กรณีเช่นนี้ต้องตรวจมาตรา 14 (1) ควบคู่กับฐานฉ้อโกง ปลอมเอกสาร หรือกฎหมายเฉพาะตามข้อเท็จจริง

2. ข่าวเท็จที่กระทบความปลอดภัยหรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก

มาตรา 14 (2) ครอบคลุมข้อมูลเท็จที่น่าจะก่อความเสียหายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน2

ตัวอย่างเชิงหลักการคือการปล่อยข่าวเท็จว่าเขื่อนกำลังแตก ระบบไฟฟ้าของเมืองถูกทำลาย หรือมีเหตุร้ายที่ไม่มีอยู่จริงจนประชาชนตื่นตระหนก กรณีนี้ต่างจากข้อพิพาทที่บุคคลหนึ่งกล่าวหาอีกบุคคลหนึ่งให้เสียชื่อเสียง

3. การส่งต่อข้อมูลที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14

มาตรา 14 (5) ลงโทษผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 (1) ถึง (4)2 ดังนั้น การแชร์ทุกครั้งไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 14 (5) ต้องพิสูจน์ทั้งชนิดของข้อมูลต้นทางและความรู้ของผู้ส่งต่อ

หากข้อมูลต้นทางเป็นเพียงข้อความหมิ่นประมาทซึ่งถูกตัดออกจากมาตรา 14 (1) การแชร์นั้นก็ไม่กลายเป็นมาตรา 14 (5) เพราะกดปุ่ม Share แต่ผู้แชร์ยังอาจต้องรับการวิเคราะห์ฐานหมิ่นประมาทจากการเผยแพร่ซ้ำของตนเอง

4. ภาพสร้าง ภาพตัดต่อ หรือภาพดัดแปลงตามมาตรา 16

มาตรา 16 เป็นจุดที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวกับชื่อเสียงโดยตรง ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ซึ่งภาพของผู้อื่น โดยภาพนั้นเกิดจากการสร้าง ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง และมีลักษณะน่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรืออับอาย อาจมีความผิดตามมาตรานี้2

มาตรา 16 จึงอาจใช้กับภาพตัดต่อหรือภาพปลอมบางประเภท รวมถึงภาพที่สร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่หากครบองค์ประกอบ แต่ไม่ควรขยายไปถึงภาพจริงที่ไม่ได้สร้างหรือตัดต่อโดยอัตโนมัติ และกฎหมายยังยกเว้นกรณีนำเข้าโดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมไว้ด้วย

ตารางตัดสินเบื้องต้น: โพสต์แบบไหนควรตรวจฐานใด

ตัวอย่างฐานกฎหมายที่ควรเริ่มตรวจสิ่งที่ยังต้องพิสูจน์
โพสต์สาธารณะกล่าวหาว่าบุคคลยักยอกเงินมาตรา 328หมายถึงใคร บุคคลที่สามรับรู้หรือไม่ กระทบชื่อเสียงหรือไม่ และมีเหตุยกเว้นหรือพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่
ส่งข้อกล่าวหาถึงผู้ถูกกล่าวหาเพียงคนเดียวทาง Messengerอาจไม่ครบหมิ่นประมาทเพราะไม่มีบุคคลที่สาม; อาจตรวจมาตรา 393 หรือฐานอื่นมีผู้อื่นเห็นหรือไม่ เนื้อหาเป็นการดูหมิ่น ข่มขู่ หรือกระทำอย่างอื่นหรือไม่
ด่าด้วยคำหยาบในคอมเมนต์สาธารณะโดยไม่ใส่ข้อเท็จจริงมาตรา 393 หรือกฎหมายอื่นตามบริบทเป็นการดูหมิ่นหรือเป็นเพียงถ้อยคำที่ไม่ถึงระดับความผิด และระบุตัวบุคคลได้หรือไม่
สร้างเพจร้านค้าปลอมเพื่อหลอกคนโอนเงินมาตรา 14 (1), ความผิดฐานฉ้อโกง และฐานอื่นความเท็จ เจตนาทุจริตหรือหลอกลวง ผู้เสียหาย เส้นทางเงิน และความเชื่อมโยงของผู้กระทำ
โพสต์ข่าวเท็จว่าเกิดภัยร้ายแรงจนประชาชนแตกตื่นมาตรา 14 (2)ข้อมูลเท็จ ลักษณะผลกระทบต่อสาธารณะ เจตนา และความเชื่อมโยงของบัญชีผู้โพสต์
แชร์ข่าวปลอมพร้อมรู้ว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14มาตรา 14 (5)ข้อมูลต้นทางต้องเข้ามาตรา 14 (1)–(4) และผู้แชร์ต้องรู้อยู่แล้ว
สร้างภาพตัดต่อบุคคลในลักษณะน่าอับอายแล้วโพสต์สาธารณะมาตรา 16 และอาจมีฐานหมิ่นประมาทหรือฐานอื่นภาพเกิดจากการสร้างหรือตัดต่อ การเข้าถึงของประชาชน ผลต่อชื่อเสียง และข้อยกเว้นความสุจริต
แชร์ข้อกล่าวหาเรื่องบุคคลจากเพจอื่นอาจเป็นมาตรา 328 จากการเผยแพร่ซ้ำต้องอ่านโพสต์ต้นทาง คำบรรยายที่เติม เจตนา ผู้รับสาร และข้อยกเว้นของผู้แชร์เอง

ตารางนี้เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรอง ไม่ใช่คำตอบแทนข้อเท็จจริง เพราะโพสต์หนึ่งชิ้นอาจประกอบด้วยข้อความ ภาพ วิดีโอ แคปชัน ลิงก์ และความคิดเห็นต่อเนื่องที่ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป

ฟ้องหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์พร้อมกันได้หรือไม่

ในทางการร่างคำร้องทุกข์หรือคำฟ้อง อาจกล่าวถึงกฎหมายหลายฐานได้หากข้อเท็จจริงแต่ละส่วนรองรับองค์ประกอบต่างกัน เช่น ข้อความส่วนหนึ่งเป็นการใส่ความ ขณะที่อีกส่วนเป็นภาพตัดต่อที่อาจเข้ามาตรา 16

แต่การใส่มาตรา 14 (1) พ่วงกับหมิ่นประมาทเพียงเพราะข้อความอยู่บน Facebook เป็นการวางฐานกฎหมายที่มีปัญหา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 วางคำตอบไว้แล้วว่า เมื่อการกระทำเป็นหมิ่นประมาท การกระทำเดียวกันไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบัน4

นักกฎหมายจึงควรแยกสามคำถาม

  1. มีการกระทำหลายส่วนหรือเพียงการโพสต์เดียว
  2. แต่ละส่วนละเมิดประโยชน์ที่กฎหมายฐานใดคุ้มครอง
  3. พยานหลักฐานพิสูจน์องค์ประกอบและเจตนาของแต่ละฐานได้จริงหรือไม่

การแจ้งข้อหามากไม่ได้แปลว่าคดีแข็งแรงขึ้น บางครั้งกลับทำให้เห็นว่าผู้กล่าวหาไม่ได้แยกองค์ประกอบกฎหมาย และทำให้เสียเวลาไปกับประเด็นที่ไม่ควรอยู่ในคดีตั้งแต่ต้น

ถ้าโพสต์เป็น “เรื่องจริง” ยังผิดหมิ่นประมาทได้หรือไม่

คำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่ “เรื่องจริงจึงไม่ผิดเสมอ” มาตรา 330 บัญญัติว่า หากผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามพิสูจน์ในกรณีเป็นการใส่ความเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน1

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 329 เช่น การป้องกันส่วนได้เสียโดยชอบหรือการติชมด้วยความเป็นธรรมโดยสุจริต รวมถึงความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 423 และวิธีเยียวยาตามมาตรา 447 แยกต่างหาก7

จึงมีความต่างสำคัญระหว่าง

  • ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด
  • เข้าองค์ประกอบแต่ได้รับยกเว้นความผิด
  • เข้าองค์ประกอบแต่พิสูจน์ความจริงแล้วไม่ต้องรับโทษ และ
  • ไม่ผิดอาญา แต่อาจยังมีประเด็นความรับผิดทางแพ่งหรือกฎหมายอื่น

การอธิบายทุกกรณีด้วยคำว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” เพียงคำเดียวจึงไม่พอสำหรับการให้คำปรึกษาที่รับผิดชอบ — ประเด็นนี้มีรายละเอียดเพิ่มในบทความ โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม

หากเกิดเหตุ ควรเก็บหลักฐานอะไร

ฝ่ายผู้เสียหายจากโพสต์

  • เก็บภาพหน้าจอที่เห็นชื่อบัญชี URL วันเวลา และข้อความฉบับเต็ม
  • เก็บภาพ วิดีโอ แคปชัน ความเห็น และเธรดก่อน–หลัง ไม่ตัดเฉพาะประโยคที่กระทบใจ
  • บันทึกจำนวนผู้ติดตาม การแชร์ ความเห็น และกลุ่มผู้รับสารเท่าที่ตรวจสอบได้
  • เก็บหลักฐานที่เชื่อมโยงบัญชีกับผู้ใช้จริง
  • หากเป็นภาพตัดต่อ เก็บไฟล์ที่เผยแพร่และต้นฉบับที่ใช้เปรียบเทียบ
  • เก็บหลักฐานผลกระทบต่อการงาน ธุรกิจ ความสัมพันธ์ รายได้ หรือสุขภาพ
  • หลีกเลี่ยงการตอบโต้ด้วยข้อกล่าวหาใหม่ก่อนประเมินความเสี่ยง

ฝ่ายผู้โพสต์ ผู้แชร์ สื่อ หรือองค์กร

  • เก็บฉบับข้อความเดิมและข้อมูลกำกับก่อนแก้ไขหรือลบ
  • รวบรวมเอกสารหรือแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ในเวลาตัดสินใจเผยแพร่
  • แยกให้ชัดว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ส่วนใดเป็นความเห็น และส่วนใดเป็นภาพล้อเลียน
  • บันทึกขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลและผู้มีอำนาจอนุมัติการเผยแพร่
  • อย่าสร้างเหตุผลหรือเอกสารย้อนหลังเพื่อให้ดูว่ามีฐานข้อมูล
  • ประเมินผลของการลบ แก้ไข ชี้แจง ขอโทษ เจรจา หรือสู้คดีก่อนลงมือ

รายละเอียดวิธีเก็บพยานหลักฐานดิจิทัลให้มีน้ำหนักในชั้นศาล อยู่ในบทความแยกอีกหนึ่งเรื่อง

เกี่ยวกับผู้วิเคราะห์

เอกสยาม ชัยศร

นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง แห่ง Eksiam Defamation Law (บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด) ทำงานทั้งฝั่งผู้เสียหายและฝั่งผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่การตรวจข้อความก่อนเผยแพร่ การรักษาพยานหลักฐานดิจิทัล ไปจนถึงการเจรจาและการดำเนินคดี — อ่านประวัติฉบับเต็ม

อย่าตัดสินคดีจากคำว่า “Facebook” หรือคำว่า “ข้อมูลเท็จ” — ให้เราตรวจองค์ประกอบจริง

ข้อพิพาทออนไลน์หนึ่งเรื่องอาจเป็นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ความรับผิดทางแพ่ง หรือไม่เป็นความผิดเลยก็ได้ ความต่างมักอยู่ในรายละเอียดที่คนโพสต์หรือผู้เสียหายมองข้าม เช่น บุคคลที่สาม ข้อความแฝง เจตนาพิเศษ ลักษณะของภาพ ความรู้ของผู้แชร์ และหลักฐานที่เชื่อมบัญชีกับผู้กระทำ

หากคุณพบปัญหาลักษณะนี้ ให้ใช้บริการ Eksiam Defamation Law เพื่อประเมินข้อความ ภาพ บริบท และพยานหลักฐานก่อนแจ้งความ ฟ้องคดี ตอบโต้ หรือลบข้อมูล

บริการของเราครอบคลุม

  • การประเมินว่าข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่
  • การวางคดีสำหรับฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา
  • การตรวจคำร้องทุกข์ คำฟ้อง คำให้การ และข้อยกเว้นทางกฎหมาย
  • การเก็บและจัดระบบพยานหลักฐานดิจิทัล
  • การวางแผนหยุดการเผยแพร่ แก้ข่าว เจรจา เรียกค่าเสียหาย และกู้ชื่อเสียง
  • การตรวจโพสต์ บทความ ข่าว รีวิว หรือคำแถลงก่อนเผยแพร่

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี อายุความ การระบุตัวผู้กระทำ และการรักษาข้อมูลก่อนถูกลบอาจกระทบสิทธิ จึงควรประเมินโดยไม่ล่าช้า

คำถามที่พบบ่อย

โพสต์ข้อความเท็จบน Facebook ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) เสมอหรือไม่
ไม่เสมอ ต้องพิสูจน์ว่ามีข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จ มีเจตนาทุจริตหรือหลอกลวง และมีลักษณะความเสียหายตามมาตรา ที่สำคัญ มาตรา 14 (1) ตัดการกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทออกไว้โดยตรง
ถ้าโพสต์เป็นหมิ่นประมาท จะผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยหรือไม่
การกระทำเดียวกันไม่เป็นมาตรา 14 (1) เพียงเพราะเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ตามแนวฎีกาที่ 2778/2561 แต่ถ้ามีการกระทำส่วนอื่น เช่น สร้างหรือตัดต่อภาพตามมาตรา 16 หรือเผยแพร่ข้อมูลอีกประเภทที่ครบองค์ประกอบมาตรา 14 อาจต้องวิเคราะห์แยก
โพสต์คำด่าหยาบบน Facebook เป็นหมิ่นประมาทหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป หากเป็นเพียงคำเหยียดหยามโดยไม่ใส่ความเป็นข้อเท็จจริง อาจต้องพิจารณามาตรา 393 แทน แต่ต้องอ่านคำทั้งหมดและบริบท เพราะคำด่าบางประโยคอาจแฝงข้อกล่าวหาที่เป็นข้อเท็จจริง
แชร์โพสต์ของคนอื่นผิดหรือไม่
มีความเสี่ยงได้ การแชร์อาจเป็นการเผยแพร่ข้อความซ้ำและต้องวิเคราะห์ฐานหมิ่นประมาทของผู้แชร์เอง ส่วนมาตรา 14 (5) ต้องพิสูจน์ว่าข้อมูลต้นทางเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 (1) ถึง (4) และผู้แชร์รู้อยู่แล้ว ไม่ใช่ผิดเพียงเพราะกดแชร์
ส่งข้อความไปด่าผู้เสียหายคนเดียวใน Messenger เป็นหมิ่นประมาทหรือไม่
หมิ่นประมาทต้องมีบุคคลที่สามรับรู้ หากมีเพียงผู้ส่งและผู้ถูกกล่าวหาอาจไม่ครบองค์ประกอบมาตรา 326 แต่ยังอาจมีความผิดฐานดูหมิ่น ข่มขู่ หรือฐานอื่นตามเนื้อหาและพฤติการณ์
ภาพ AI หรือ Deepfake ที่ทำให้บุคคลเสียชื่อเสียงผิดมาตรา 16 หรือไม่
อาจเข้าองค์ประกอบได้ หากเป็นภาพของผู้อื่นที่เกิดจากการสร้าง ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง ถูกนำเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ และมีลักษณะน่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรืออับอาย แต่ยังต้องตรวจเจตนา การระบุตัวบุคคล และข้อยกเว้นเรื่องการติชมโดยสุจริตเป็นรายกรณี
นักกฎหมายบอกว่าจะฟ้องทั้งหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แปลว่ามีความผิดทั้งสองฐานแล้วหรือไม่
ไม่ การกล่าวว่าจะฟ้องเป็นเพียงจุดยืนของคู่กรณี ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล ต้องตรวจว่าคำร้องหรือคำฟ้องบรรยายองค์ประกอบของแต่ละฐานได้ครบหรือไม่ และพยานหลักฐานพิสูจน์ได้จริงเพียงใด
ถ้ามีคนเห็นข้อมูลเท็จเพียงคนเดียว จะไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เสมอหรือไม่
ไม่ควรสรุปเช่นนั้น ฎีกาที่ 2211/2566 วินิจฉัยตรงกันข้ามว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนผู้พบเห็นไว้ หากผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนและบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ การมีผู้พบเห็นจริงเพียงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบความเสียหายแก่ “ประชาชน” ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ขาดไป ส่วนมาตรา 14 วรรคสองใช้กับกรณีที่มิได้กระทำต่อประชาชนแต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงต้องตรวจข้อหา เจตนาหลอกลวง คำบรรยายฟ้อง และพยานหลักฐานเป็นรายกรณี
เชิงอรรถ · ฐานกฎหมายและเอกสารอ้างอิง
  1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 329, 330 และ 393; สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม, ประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขถึงฉบับที่ 30 พ.ศ. 2568), สำนักงานศาลยุติธรรม.
  2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 10 ซึ่งแก้ไขมาตรา 14 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 10 ก, 24 มกราคม 2560, หน้า 24–35, ฉบับราชกิจจานุเบกษา. ดูชุดกฎหมายฉบับปรับปรุงได้จาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์.
  3. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ก่อนแก้ไข, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 27 ก, 18 มิถุนายน 2550, หน้า 4–13, ฉบับราชกิจจานุเบกษา.
  4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา; ดูข้อความจัดวางให้อ่านต่อเนื่องได้ที่ ThaiDeka.
  5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562, คดีหมายเลขดำศาลฎีกาที่ อ.487/2562, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา; ดูข้อความจัดวางให้อ่านต่อเนื่องได้ที่ ThaiDeka.
  6. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566; สำนักงานศาลยุติธรรม, ฎีกา InTrend Ep.159 ความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ต้องมีผู้พบเห็นมากน้อยเพียงใดจึงจะเป็นความผิด, 28 กุมภาพันธ์ 2567, COJ Channel และ สื่อศาล.
  7. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 423 และ 447; ดูฐานรวม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของสำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม.
อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน

โทร · +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของคดีหมิ่นประมาท เราช่วยคุณได้ตั้งแต่วินาทีนี้

คุณถูกหมิ่นประมาท ถูกโพสต์ใส่ความ?

ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ

☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันที

คุณถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือเพิ่งโพสต์แล้วกังวล?

ได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา

☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันที

ติดต่อสำนักงาน

ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม

contact@eksiamlegal.com

จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง
LINE WhatsApp โทร อีเมล