หน้าแรก › คลังความรู้ › หมิ่นประมาทออนไลน์
บทเสาหลัก · หมิ่นประมาทออนไลน์ × พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์การโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ไม่ได้ทำให้คดีหมิ่นประมาทกลายเป็นคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ บทความนี้แยกฐานความผิดและสังเคราะห์ฎีกาที่ 2778/2561, 5764/2562 และ 2211/2566 เป็นเกณฑ์ตรวจสามชั้น
เขียนโดย เอกสยาม ชัยศร — ที่ปรึกษากฎหมายด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง
เผยแพร่ 23 สิงหาคม 2569 · ตรวจแก้เนื้อหาล่าสุด 15 ตุลาคม 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา
สาระสำคัญโดยสรุป
ปรับปรุงล่าสุด
คำตอบสั้นที่สุดคือ ไม่ผิดทั้งสองฐานโดยอัตโนมัติ
หากโพสต์ข้อความใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามจนมีลักษณะน่าจะทำให้เสียชื่อเสียง กฎหมายหลักที่ต้องพิจารณาคือความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหากเผยแพร่ด้วยวิธีการโฆษณา เช่น โพสต์สาธารณะบน Facebook ก็อาจเข้ามาตรา 3281
แต่การใช้โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ Facebook, LINE, TikTok หรือเว็บไซต์เป็นช่องทาง ไม่ได้ทำให้ข้อความนั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์โดยตัวมันเอง โดยเฉพาะมาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบัน ซึ่งระบุชัดว่าต้องเป็นกรณีที่มิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา2
ในทางกลับกัน ถ้าโพสต์นั้นเป็นการหลอกลวงด้วยข้อมูลเท็จที่กระทบประชาชน เป็นข่าวเท็จที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะ หรือเป็นภาพบุคคลที่สร้างหรือตัดต่อให้เสียชื่อเสียง ก็อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 หรือมาตรา 16 ตามองค์ประกอบเฉพาะ และบางกรณีอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่นร่วมด้วย
อย่าตั้งข้อหาจากชื่อแพลตฟอร์ม ให้ตั้งต้นจากเนื้อหาของข้อมูล เจตนา ผู้รับสาร และผลเสียที่กฎหมายแต่ละมาตรามุ่งป้องกัน
ความเข้าใจว่าโพสต์ข้อความเท็จต้องผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาจากถ้อยคำเดิมของมาตรา 14 (1) ก่อนแก้ไขในปี 2560 ซึ่งกล่าวถึงข้อมูลปลอมหรือเท็จที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ฉบับแก้ไขที่ใช้บังคับตั้งแต่ 24 พฤษภาคม 2560 เพิ่มเจตนาพิเศษโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และตัดการกระทำที่เป็นหมิ่นประมาทออกจากมาตรานี้
ความเข้าใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้ที่มา ก่อนการแก้ไขกฎหมายในปี 2560 มาตรา 14 (1) ใช้ถ้อยคำกว้าง โดยกล่าวถึงการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเท็จเข้าสู่ระบบโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย “แก่ผู้อื่นหรือประชาชน”3 จึงมีการนำข้อหานี้มาฟ้องร่วมกับความผิดฐานหมิ่นประมาทออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง
เมื่อพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 มาตรา 14 (1) ถูกปรับโครงสร้างสำคัญสามจุด2
ดังนั้น ประโยคที่ได้ยินบ่อยว่า “เอาข้อความเท็จลงคอมพิวเตอร์ก็ผิด พ.ร.บ.คอมฯ” จึงเป็นการย่อกฎหมายจนส่วนสำคัญหายไป เพราะคำว่า “ข้อมูลเท็จ” เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ไม่ใช่ข้อสรุปของความผิดทั้งหมด
หมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคล ส่วนมาตรา 14 (1) คุ้มครองประชาชนจากข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จที่นำเข้าโดยทุจริตหรือหลอกลวง กฎหมายสองชุดจึงต่างกันทั้งประโยชน์ที่คุ้มครอง ผู้รับผล ความจำเป็นที่ข้อความต้องเป็นเท็จ และเจตนาพิเศษ
เหตุที่ต้องแยกฐานความผิด ไม่ใช่เพียงเรื่องถ้อยคำทางเทคนิค แต่เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองคนละประโยชน์
| ประเด็น | หมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา | พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) |
|---|---|---|
| สิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง | ชื่อเสียงของบุคคล | ความเสียหายจากข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จที่นำเข้าโดยทุจริตหรือหลอกลวง |
| ผู้รับหรือผู้ได้รับผล | ต้องมีบุคคลที่สามรับรู้ข้อความ | โดยหลักมุ่งถึงความเสียหายแก่ประชาชน; วรรคสองกำหนดกรณีกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งไว้ต่างหาก |
| ข้อความต้องเท็จหรือไม่ | ความเท็จไม่ใช่องค์ประกอบที่เขียนไว้ในมาตรา 326; เรื่องการพิสูจน์ความจริงอยู่ภายใต้มาตรา 330 | ต้องเป็นข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ |
| เจตนาพิเศษ | ใช้หลักเจตนาตามกฎหมายอาญาและข้อยกเว้นตามมาตรา 329 | ต้องกระทำ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง” |
| ความสัมพันธ์ระหว่างกัน | หากครบองค์ประกอบ อาจเป็นมาตรา 326 หรือ 328 | มาตรา 14 (1) ระบุว่าต้องมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท |
ความต่างนี้ทำให้การวิเคราะห์แบบ “ข้อความไม่จริง + อยู่บน Facebook = ผิดมาตรา 14” ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นการข้ามองค์ประกอบเจตนาพิเศษ ลักษณะความเสียหาย และข้อยกเว้นเรื่องหมิ่นประมาทไปทั้งหมด
ขั้นแรกของการวิเคราะห์โพสต์คือแยกว่าข้อความเป็นการใส่ความด้วยข้อเท็จจริง การด่าหรือดูหมิ่น หรือข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวง การใส่ความต้องตรวจมาตรา 326 และมาตรา 328 คำด่าที่ไม่อ้างข้อเท็จจริงต้องตรวจมาตรา 393 และข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงจึงเป็นเรื่องของมาตรา 14 (1)
คำว่า “โพสต์ด่า” ในภาษาทั่วไปครอบคลุมการสื่อสารหลายชนิด แต่ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น โพสต์ว่า “นาย ก. ยักยอกเงินบริษัทสองล้านบาท” ข้อความนี้สื่อข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจริงหรือเท็จได้ หากบุคคลที่สามรับรู้และข้อความมีลักษณะน่าจะทำให้นาย ก. เสียชื่อเสียง ย่อมต้องตรวจมาตรา 326 หรือมาตรา 328 รวมถึงข้อยกเว้นตามมาตรา 329 และเรื่องการพิสูจน์ความจริงตามมาตรา 3301 (ดู องค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ประกอบ)
ต้องย้ำว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ได้เขียนองค์ประกอบว่าข้อความต้องเป็นเท็จ แม้ผู้กล่าวเชื่อว่าข้อความเป็นจริงก็ยังต้องตรวจว่าพิสูจน์ได้หรือไม่ เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวหรือประโยชน์สาธารณะ และการกล่าวอยู่ภายใต้เหตุยกเว้นความผิดหรือไม่
คำอย่าง “โง่” “เลว” หรือคำหยาบบางคำ อาจเป็นเพียงการเหยียดหยามโดยไม่สื่อว่าบุคคลนั้นทำข้อเท็จจริงเฉพาะอย่าง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นหมิ่นประมาทเสมอไป แต่อาจต้องพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณาตามมาตรา 393 หรือกฎหมายอื่นตามบริบท1
คำด่าก็ไม่กลายเป็น “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” โดยอัตโนมัติ เพราะคำประเมินหรือคำสบถจำนวนมากไม่มีข้อเท็จจริงให้พิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จตั้งแต่ต้น
กรณีสร้างหน้าเว็บไซต์ปลอม หลอกขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ประกาศโครงการลงทุนเท็จเพื่อให้ประชาชนโอนเงิน หรือใช้ข้อมูลบิดเบือนเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ เป็นปัญหาคนละแบบกับการโจมตีชื่อเสียง แม้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด แต่มีลักษณะใกล้กับสิ่งที่มาตรา 14 (1) มุ่งจัดการ และอาจมีความผิดฐานฉ้อโกงหรือฐานอื่นร่วมด้วย
มาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบันบัญญัติว่าผู้ใด “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อมูลเท็จจึงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในสี่ส่วน8
มาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบันกำหนดองค์ประกอบโดยสรุปว่า ผู้กระทำต้อง
แต่ละข้อเป็นองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์ การพิสูจน์เพียงว่าข้อความไม่ตรงกับความจริงจึงยังไม่ทำให้คดีครบมาตรา 14 (1)
มาตรา 14 วรรคสองยังบัญญัติกรณีการกระทำตามอนุมาตรา (1) ที่มิได้กระทำต่อประชาชน แต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยกำหนดโทษเบาลงและให้เป็นความผิดอันยอมความได้2 อย่างไรก็ดี ถ้าสาระของการกระทำนั้นเป็นหมิ่นประมาท ก็ยังต้องเผชิญถ้อยคำที่ตัดความผิดฐานหมิ่นประมาทออกจากมาตรา 14 (1) อยู่เช่นเดิม ผลของการยอมความต่อข้อหาแต่ละข้อจากฝั่งผู้ถูกกล่าวหาอธิบายไว้ในบทความ ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์ สิทธิของผู้ต้องหาและข้อต่อสู้ตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 วินิจฉัยว่า เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 การกระทำเดียวกันย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ฐานความผิดจึงต้องตรงกับประโยชน์ที่ถูกละเมิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 เป็นหลักสำคัญสำหรับแก้ความเข้าใจผิดนี้ คดีเกิดภายใต้กฎหมายเดิม แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา กฎหมายฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ศาลจึงพิจารณากฎหมายใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย
ศาลเห็นว่า กฎหมายใหม่เพิ่มองค์ประกอบให้การนำเข้าข้อมูลเท็จต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 การกระทำเดียวกันจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1)4
สาระของฎีกานี้ไม่ใช่ว่าผู้โพสต์ไม่มีความผิด แต่คือ ต้องลงฐานความผิดให้ตรงกับสิ่งที่ผู้กระทำได้ละเมิด หากเป็นการทำลายชื่อเสียงก็ใช้กฎหมายหมิ่นประมาท ไม่ใช่เพิ่มมาตรา 14 (1) เพียงเพราะข้อความผ่านระบบคอมพิวเตอร์ — อ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ที่ เมื่อเป็นหมิ่นประมาท ย่อมไม่เป็นมาตรา 14 (1)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยนำข่าวอันเป็นเท็จลงเว็บไซต์ที่ตนดูแล แต่เมื่อไม่ปรากฏเจตนาพิเศษโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง การกระทำไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ และจำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562 ช่วยเติมอีกชั้นหนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยนำข่าวอันเป็นเท็จลงเว็บไซต์ที่ตนดูแล แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่ครบองค์ประกอบมาตรา 14 (1) ฉบับแก้ไข5
วรรคสำคัญคือ
ฎีกานี้ยืนยันอย่างชัดว่า “ข้อมูลเท็จ” ไม่เท่ากับ “ความผิดตามมาตรา 14 (1)” หากองค์ประกอบส่วนอื่นขาดไป — อ่านต่อที่ ข้อมูลเท็จอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิสูจน์เจตนาพิเศษ
หัวข้อนี้สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 ตามคำอธิบายคดีของสำนักงานศาลยุติธรรม ว่าความเสียหายแก่ประชาชนตามมาตรา 14 (1) วัดจากลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหาย ไม่ใช่จำนวนผู้พบเห็นจริง เว็บไซต์ขายสินค้าลอกเลียนที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้จึงครบองค์ประกอบ แม้มีผู้เสียหายรายเดียว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 ไม่ใช่คดีโพสต์ด่าบุคคล แต่เป็นกรณีเปิดเว็บไซต์ขายอาหารสำเร็จรูป โดยเสนอขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสมือนเป็นผลิตภัณฑ์จากสหรัฐอเมริกา ผู้เสียหายสั่งซื้อแล้วตรวจรหัสบนฝากล่องกับเว็บไซต์ผู้ผลิต จึงพบว่าเป็นสินค้าที่ลอกเลียนจากของแท้และร้องทุกข์ดำเนินคดี
จำเลยต่อสู้ว่าตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นพบเห็นเว็บไซต์หรือสั่งซื้อสินค้า คงมีเพียงผู้เสียหายรายเดียว จึงไม่กระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แต่ศาลฎีกาไม่รับฟังข้อต่อสู้นี้ โดยวินิจฉัยว่ามาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) กำหนดเพียงว่าการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบต้องเป็นไปโดยประการที่ “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” มิได้กำหนดว่าต้องเกิดความเสียหายจริงแก่ประชาชนในวงกว้างเสียก่อน6
อย่างไรก็ดี ต้องไม่ขยายฎีกานี้เป็นสูตรว่า “คนเห็นคนเดียวก็ผิดเสมอ” เพราะโจทก์ยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบข้ออื่นให้ครบ และมาตรา 14 วรรคสองยังบัญญัติแยกถึงกรณีที่การกระทำตามอนุมาตรา (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยลดโทษและกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้2 ผลของคดีจริงจึงยังขึ้นกับข้อหา คำบรรยายฟ้อง เจตนา รูปแบบการหลอกลวง และพยานหลักฐานของแต่ละคดี — อ่านต่อที่ ผู้พบเห็นเพียงคนเดียวกับคำว่าเสียหายแก่ประชาชน
การอ่านมาตรา 14 (1) ให้ถูกต้องใช้สามด่านตามลำดับ ด่านแรกตรวจว่าการกระทำเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ ด่านที่สองตรวจเจตนาพิเศษโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และด่านที่สามตรวจว่าความเสียหายเป็นแก่ประชาชนตามวรรคหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งตามวรรคสอง
| ด่านตรวจ | คำถาม | แนวฎีกา | คำตอบที่ได้ |
|---|---|---|---|
| 1. ลักษณะของการกระทำ | สาระเดียวกันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ | ฎีกาที่ 2778/2561 | ถ้าเป็นหมิ่นประมาท การกระทำเดียวกันถูกตัดออกจากมาตรา 14 (1) |
| 2. เจตนาพิเศษ | พิสูจน์ได้หรือไม่ว่ากระทำ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” | ฎีกาที่ 5764/2562 | ข้อมูลเท็จอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเจตนาพิเศษตามตัวบท |
| 3. ขอบเขตความเสียหาย | เป็นความเสียหายแก่ประชาชนตามวรรคหนึ่ง หรือเป็นเพียงบุคคลเฉพาะราย | ฎีกาที่ 2211/2566 | ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้พบเห็น หากมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนและบุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ผู้พบเห็นรายเดียวก็ยังครบวรรคหนึ่ง ส่วนวรรคสองใช้เมื่อมิได้กระทำต่อประชาชน |
กรอบสามด่านนี้ช่วยให้ทั้งผู้เสียหาย ผู้ถูกกล่าวหา และนักกฎหมายไม่เริ่มวิเคราะห์จากคำว่า “โพสต์ออนไลน์” หรือ “ข้อมูลเท็จ” เพียงสองคำ แต่ตรวจองค์ประกอบตามลำดับก่อนสรุปฐานความผิด
โพสต์ออนไลน์ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จริงเมื่อเข้าองค์ประกอบเฉพาะของมาตรา 14 หรือมาตรา 16 เช่น นำข้อมูลเท็จเข้าระบบเพื่อหลอกให้คนโอนเงิน ปล่อยข่าวเท็จที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตามมาตรา 14 (2) ส่งต่อข้อมูลโดยรู้ว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 (1) ถึง (4) ตามมาตรา 14 (5) หรือเผยแพร่ภาพบุคคลที่ตัดต่อให้เสียชื่อเสียงตามมาตรา 16
เช่น ใช้ข้อมูลปลอมเป็นเครื่องมือหลอกให้คนจำนวนมากโอนเงิน หรือปลอมข้อมูลในระบบเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ กรณีเช่นนี้ต้องตรวจมาตรา 14 (1) ควบคู่กับฐานฉ้อโกง ปลอมเอกสาร หรือกฎหมายเฉพาะตามข้อเท็จจริง
มาตรา 14 (2) ครอบคลุมข้อมูลเท็จที่น่าจะก่อความเสียหายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน2
ตัวอย่างเชิงหลักการคือการปล่อยข่าวเท็จว่าเขื่อนกำลังแตก ระบบไฟฟ้าของเมืองถูกทำลาย หรือมีเหตุร้ายที่ไม่มีอยู่จริงจนประชาชนตื่นตระหนก กรณีนี้ต่างจากข้อพิพาทที่บุคคลหนึ่งกล่าวหาอีกบุคคลหนึ่งให้เสียชื่อเสียง
มาตรา 14 (5) ลงโทษผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 (1) ถึง (4)2 ดังนั้น การแชร์ทุกครั้งไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 14 (5) ต้องพิสูจน์ทั้งชนิดของข้อมูลต้นทางและความรู้ของผู้ส่งต่อ
หากข้อมูลต้นทางเป็นเพียงข้อความหมิ่นประมาทซึ่งถูกตัดออกจากมาตรา 14 (1) การแชร์นั้นก็ไม่กลายเป็นมาตรา 14 (5) เพราะกดปุ่ม Share แต่ผู้แชร์ยังอาจต้องรับการวิเคราะห์ฐานหมิ่นประมาทจากการเผยแพร่ซ้ำของตนเอง
มาตรา 16 เป็นจุดที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวกับชื่อเสียงโดยตรง ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ซึ่งภาพของผู้อื่น โดยภาพนั้นเกิดจากการสร้าง ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง และมีลักษณะน่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรืออับอาย อาจมีความผิดตามมาตรานี้2
มาตรา 16 จึงอาจใช้กับภาพตัดต่อหรือภาพปลอมบางประเภท รวมถึงภาพที่สร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่หากครบองค์ประกอบ แต่ไม่ควรขยายไปถึงภาพจริงที่ไม่ได้สร้างหรือตัดต่อโดยอัตโนมัติ และกฎหมายยังยกเว้นกรณีนำเข้าโดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมไว้ด้วย องค์ประกอบของมาตรา 16 ภาพ Deepfake และคำสั่งศาลให้ทำลายข้อมูลตามมาตรา 16/1 อธิบายละเอียดในบทความ ตัดต่อภาพผู้อื่นแล้วโพสต์ออนไลน์: ความผิดตามมาตรา 16
ตารางนี้จับคู่ลักษณะโพสต์กับฐานกฎหมายที่ควรตรวจก่อน โพสต์ใส่ความต่อสาธารณะเริ่มจากมาตรา 328 ข้อความถึงผู้ถูกกล่าวหาคนเดียวอาจไม่มีบุคคลที่สาม คำหยาบในคอมเมนต์สาธารณะเริ่มจากมาตรา 393 และเพจปลอมหลอกโอนเงินเริ่มจากมาตรา 14 (1) กับฐานฉ้อโกง
| ตัวอย่าง | ฐานกฎหมายที่ควรเริ่มตรวจ | สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์ |
|---|---|---|
| โพสต์สาธารณะกล่าวหาว่าบุคคลยักยอกเงิน | มาตรา 328 | หมายถึงใคร บุคคลที่สามรับรู้หรือไม่ กระทบชื่อเสียงหรือไม่ และมีเหตุยกเว้นหรือพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่ |
| ส่งข้อกล่าวหาถึงผู้ถูกกล่าวหาเพียงคนเดียวทาง Messenger | อาจไม่ครบหมิ่นประมาทเพราะไม่มีบุคคลที่สาม; อาจตรวจมาตรา 393 หรือฐานอื่น | มีผู้อื่นเห็นหรือไม่ เนื้อหาเป็นการดูหมิ่น ข่มขู่ หรือกระทำอย่างอื่นหรือไม่ |
| ด่าด้วยคำหยาบในคอมเมนต์สาธารณะโดยไม่ใส่ข้อเท็จจริง | มาตรา 393 หรือกฎหมายอื่นตามบริบท | เป็นการดูหมิ่นหรือเป็นเพียงถ้อยคำที่ไม่ถึงระดับความผิด และระบุตัวบุคคลได้หรือไม่ |
| สร้างเพจร้านค้าปลอมเพื่อหลอกคนโอนเงิน | มาตรา 14 (1), ความผิดฐานฉ้อโกง และฐานอื่น | ความเท็จ เจตนาทุจริตหรือหลอกลวง ผู้เสียหาย เส้นทางเงิน และความเชื่อมโยงของผู้กระทำ |
| โพสต์ข่าวเท็จว่าเกิดภัยร้ายแรงจนประชาชนแตกตื่น | มาตรา 14 (2) | ข้อมูลเท็จ ลักษณะผลกระทบต่อสาธารณะ เจตนา และความเชื่อมโยงของบัญชีผู้โพสต์ |
| แชร์ข่าวปลอมพร้อมรู้ว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 | มาตรา 14 (5) | ข้อมูลต้นทางต้องเข้ามาตรา 14 (1)–(4) และผู้แชร์ต้องรู้อยู่แล้ว |
| สร้างภาพตัดต่อบุคคลในลักษณะน่าอับอายแล้วโพสต์สาธารณะ | มาตรา 16 และอาจมีฐานหมิ่นประมาทหรือฐานอื่น | ภาพเกิดจากการสร้างหรือตัดต่อ การเข้าถึงของประชาชน ผลต่อชื่อเสียง และข้อยกเว้นความสุจริต |
| แชร์ข้อกล่าวหาเรื่องบุคคลจากเพจอื่น | อาจเป็นมาตรา 328 จากการเผยแพร่ซ้ำ | ต้องอ่านโพสต์ต้นทาง คำบรรยายที่เติม เจตนา ผู้รับสาร และข้อยกเว้นของผู้แชร์เอง |
ตารางนี้เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรอง ไม่ใช่คำตอบแทนข้อเท็จจริง เพราะโพสต์หนึ่งชิ้นอาจประกอบด้วยข้อความ ภาพ วิดีโอ แคปชัน ลิงก์ และความคิดเห็นต่อเนื่องที่ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป
คำร้องทุกข์หรือคำฟ้องอ้างหลายฐานได้เมื่อการกระทำแต่ละส่วนมีองค์ประกอบของแต่ละฐานรองรับ เช่น ข้อความใส่ความกับภาพตัดต่อตามมาตรา 16 แต่การพ่วงมาตรา 14 (1) กับหมิ่นประมาทสำหรับโพสต์เดียวกันขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561
ในทางการร่างคำร้องทุกข์หรือคำฟ้อง อาจกล่าวถึงกฎหมายหลายฐานได้หากข้อเท็จจริงแต่ละส่วนรองรับองค์ประกอบต่างกัน เช่น ข้อความส่วนหนึ่งเป็นการใส่ความ ขณะที่อีกส่วนเป็นภาพตัดต่อที่อาจเข้ามาตรา 16
แต่การใส่มาตรา 14 (1) พ่วงกับหมิ่นประมาทเพียงเพราะข้อความอยู่บน Facebook เป็นการวางฐานกฎหมายที่มีปัญหา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 วางคำตอบไว้แล้วว่า เมื่อการกระทำเป็นหมิ่นประมาท การกระทำเดียวกันไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบัน4
นักกฎหมายจึงควรแยกสามคำถาม
การแจ้งข้อหาหลายฐานไม่ได้ทำให้คดีมีน้ำหนักมากขึ้นเสมอไป เพราะแต่ละฐานต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานรองรับองค์ประกอบของตนเอง ฐานที่ไม่มีองค์ประกอบรองรับอาจทำให้คู่ความเสียเวลากับประเด็นที่ไม่จำเป็น
โพสต์เรื่องจริงยังเป็นหมิ่นประมาทได้ มาตรา 330 ให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่ต้องรับโทษเมื่อพิสูจน์ได้ว่าข้อความเป็นความจริง แต่ห้ามพิสูจน์ถ้าเป็นการใส่ความเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และยังต้องตรวจข้อยกเว้นตามมาตรา 329 กับความรับผิดทางแพ่งตามมาตรา 420 และมาตรา 423
คำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่ “เรื่องจริงจึงไม่ผิดเสมอ” มาตรา 330 บัญญัติว่า หากผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามพิสูจน์ในกรณีเป็นการใส่ความเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน1
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 329 เช่น การป้องกันส่วนได้เสียโดยชอบหรือการติชมด้วยความเป็นธรรมโดยสุจริต รวมถึงความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 423 และวิธีเยียวยาตามมาตรา 447 แยกต่างหาก7
จึงมีความต่างสำคัญระหว่าง
การอธิบายทุกกรณีด้วยคำว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” เพียงคำเดียวจึงไม่พอสำหรับการให้คำปรึกษาที่รับผิดชอบ — ประเด็นนี้มีรายละเอียดเพิ่มในบทความ โพสต์เรื่องจริง ผิดหมิ่นประมาทไหม
หลักฐานที่ควรเก็บเมื่อเกิดเหตุคือภาพหน้าจอที่เห็นชื่อบัญชี URL วันเวลา และข้อความฉบับเต็ม พร้อมความเห็นและการแชร์ ฝ่ายผู้โพสต์ควรเก็บฉบับเดิมก่อนแก้ไขหรือลบ และแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ในเวลาตัดสินใจเผยแพร่
รายละเอียดวิธีเก็บพยานหลักฐานดิจิทัลให้มีน้ำหนักในชั้นศาล อยู่ในบทความแยกอีกหนึ่งเรื่อง
นิติเศรษฐศาสตร์อธิบายการตัดหมิ่นประมาทออกจากมาตรา 14 (1) ในปี 2560 ว่าเป็นการจัดระดับโทษให้สัมพันธ์กับความเสียหาย เพราะการใส่ความบุคคลหนึ่งมีบทลงโทษเฉพาะอยู่แล้ว ส่วนข้อมูลเท็จที่หลอกลวงประชาชนก่อความเสียหายในวงกว้างกว่า และงานวิจัยการแพร่ข่าวออนไลน์พบว่าข่าวเท็จแพร่ไปได้ไกลและเร็วกว่าความจริง
Polinsky และ Shavell สำรวจทฤษฎีการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ โดยวิเคราะห์โอกาสที่ผู้กระทำจะถูกลงโทษ ขนาดและรูปแบบของโทษ และหัวข้อขยายเรื่อง marginal deterrence (การยับยั้งส่วนเพิ่ม)9 หลักการยับยั้งส่วนเพิ่มคือโทษควรสูงขึ้นตามความร้ายแรงของการกระทำ เพื่อให้ผู้ที่จะกระทำผิดมีแรงจูงใจเลือกการกระทำที่เสียหายน้อยกว่า ก่อนปี 2560 การพ่วงมาตรา 14 (1) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีกับหมิ่นประมาท ทำให้การใส่ความบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงทางอาญาใกล้กับการหลอกลวงประชาชน ถ้อยคำ “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” จึงคืนลำดับขั้นของโทษให้ตรงกับความเสียหาย
สำหรับสื่อและผู้เผยแพร่ข่าว Garoupa เสนอแบบจำลองที่หนังสือพิมพ์มีข้อมูลดีกว่าสังคมและทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง ข้อสรุปคือบทบาทตรวจสอบได้ผลตราบเท่าที่สื่อถูกยับยั้งไม่ให้หมิ่นประมาท10 ผลทางนโยบายคือกฎหมายต้องยับยั้งการใส่ความที่ไม่มีมูล แต่ไม่ควรใช้บทลงโทษที่ออกแบบมาสำหรับการหลอกลวงประชาชนกับการรายงานหรือวิจารณ์ ซึ่งมีข้อยกเว้นตามมาตรา 329 และมาตรา 330 รองรับอยู่แล้ว
ในด้านวิทยาศาสตร์เครือข่าย Vosoughi, Roy และ Aral ศึกษาข่าวลือประมาณ 126,000 เรื่องที่ผู้คนราว 3 ล้านคนเผยแพร่บนทวิตเตอร์ และพบว่าข่าวเท็จไปถึงคนได้มากกว่าและเร็วกว่าความจริง11 ผลนี้สนับสนุนการที่มาตรา 14 (1) และ (2) มุ่งที่ความเสียหายแก่ประชาชนและความตื่นตระหนกของสาธารณะ ซึ่งเป็นความเสียหายที่ขยายตัวตามการแพร่ ต่างจากหมิ่นประมาทที่วัดจากชื่อเสียงของบุคคลผู้ถูกใส่ความ
บทความนี้เขียนโดยเอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมายด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง ของบริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ซึ่งทำงานทั้งฝั่งผู้เสียหายและฝั่งผู้ถูกกล่าวหา
ที่ปรึกษากฎหมายด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง แห่ง Eksiam Defamation Law (บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด) ทำงานทั้งฝั่งผู้เสียหายและฝั่งผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่การตรวจข้อความก่อนเผยแพร่ การรักษาพยานหลักฐานดิจิทัล ไปจนถึงการเจรจาและการดำเนินคดี — อ่านประวัติฉบับเต็ม
การวางฐานความผิดให้ถูกตั้งแต่การร้องทุกข์ครั้งแรกมีผลต่อทั้งคดี เพราะหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ที่ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ส่วนฐานที่ไม่มีองค์ประกอบรองรับทำให้คู่ความเสียเวลากับประเด็นที่ไม่จำเป็น
ข้อพิพาทออนไลน์หนึ่งเรื่องอาจเป็นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ความรับผิดทางแพ่ง หรือไม่เป็นความผิดเลยก็ได้ ความต่างมักอยู่ในรายละเอียด เช่น บุคคลที่สาม ข้อความแฝง เจตนาพิเศษ ลักษณะของภาพ ความรู้ของผู้แชร์ และหลักฐานที่เชื่อมบัญชีกับผู้กระทำ
หากท่านพบปัญหาลักษณะนี้ ทีม Eksiam Defamation Law ยินดีช่วยประเมินข้อความ ภาพ บริบท และพยานหลักฐาน ก่อนท่านตัดสินใจแจ้งความ ฟ้องคดี ตอบโต้ หรือลบข้อมูล
บริการของเราครอบคลุม
ขอประเมินปัญหาหมิ่นประมาทออนไลน์และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ · ส่งข้อความ ภาพ หรือลิงก์ให้เราตรวจฐานความผิด · ดูขอบเขตบริการทั้งหมด
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี อายุความ การระบุตัวผู้กระทำ และการรักษาข้อมูลก่อนถูกลบอาจกระทบสิทธิ จึงควรประเมินโดยไม่ล่าช้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้แก่ โพสต์ข้อความเท็จผิดมาตรา 14 (1) เสมอหรือไม่ หมิ่นประมาทผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยหรือไม่ คำด่าหยาบ และการแชร์โพสต์ของผู้อื่น คำตอบอ้างตัวบทและคำพิพากษาศาลฎีกา
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ทั้งผู้ที่ถูกโพสต์ใส่ร้ายและผู้ที่ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขอรับการประเมินข้อความ ภาพ บริบท และพยานหลักฐานได้ก่อนตัดสินใจแจ้งความ ฟ้องคดี ตอบโต้ หรือลบข้อมูล
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ