หน้าแรก › คลังความรู้ › หมิ่นประมาทพื้นฐาน
หมิ่นประมาทพื้นฐาน · มาตรา 328มาตรา 328 ไม่ได้สร้างความผิดใหม่ แต่เพิ่มโทษเมื่อหมิ่นประมาทกระทำโดยการโฆษณา คำถามที่ตัดสินคดีจึงอยู่ที่ว่าข้อความไปถึงประชาชนทั่วไปหรือไม่ ศาลฎีกาวางเส้นแบ่งนี้ไว้ผ่านคดีใบปลิว หนังสือพิมพ์ หนังสือร้องเรียน ไลน์กลุ่ม และเฟซบุ๊ก
ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDFปรับปรุงล่าสุด
สาระสำคัญโดยสรุป
หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคือหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่ผู้กระทำเผยแพร่ข้อความใส่ความไปยังประชาชนทั่วไป ด้วยเอกสาร ภาพ ตัวอักษร เสียง หรือการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น มาตรา 328 เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ความผิดนี้ยอมความได้ และศาลฎีกาถือว่าการแจ้งข่าวเฉพาะกลุ่มบุคคลยังไม่ใช่การโฆษณา
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 บัญญัติว่า ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ สิ่งบันทึกเสียงหรือภาพ การกระจายเสียงหรือภาพ หรือการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
ตัวบทเต็มของมาตรา 328 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 บัญญัติว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท”1 ถ้อยคำที่เน้นไว้สามช่วงเป็นจุดที่มักชี้ผลของคดี ช่วงแรกกำหนดว่าความผิดต้องเป็นหมิ่นประมาทก่อน ช่วงที่สองทำให้ตัวอักษรบนหน้าจอเข้ามาอยู่ในมาตรานี้โดยไม่ต้องตีความขยาย และช่วงที่สามเปิดให้วิธีการใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้เข้ามาตรานี้ได้
โครงสร้างของมาตรา 328 จึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือสื่อหรือวิธีการ ซึ่งตัวบทระบุไว้กว้างมาก ตั้งแต่เอกสาร ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง ไปจนถึงการกระจายเสียงและกระจายภาพ ชั้นที่สองคือคำว่า “โดยการโฆษณา” ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้นิยามไว้ ศาลฎีกาจึงเป็นผู้กำหนดความหมายผ่านคำพิพากษาจำนวนมาก ข้อความที่อยู่ในสื่อตามชั้นแรกแต่ไม่ได้เผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไป ยังไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ หัวข้อถัดไปอธิบายทั้งสองชั้นตามลำดับ
ในทางภาษา คำว่า “โฆษณา” ในมาตรา 328 ไม่ได้หมายถึงการโฆษณาสินค้า แต่หมายถึงการทำให้ข้อความแพร่หลายต่อสาธารณะ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าการโพสต์ออนไลน์ทุกรูปแบบเป็นการโฆษณาโดยอัตโนมัติ แนวคำพิพากษาไม่ได้วางหลักเช่นนั้น การประเมินต้องดูว่าข้อความไปถึงใคร และผู้กระทำมีเจตนาให้ไปถึงใคร
มาตรา 328 เป็นบทเพิ่มโทษของมาตรา 326 ไม่ใช่ความผิดที่แยกเป็นอิสระ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ต้องครบก่อน คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในทางที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2551 วินิจฉัยว่าความผิดตามมาตรา 328 ต้องเป็นการใส่ความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 326 ด้วย
มาตรา 326 บัญญัติว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 328 ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาท” ซึ่งอ้างกลับไปที่มาตรา 326 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2551 วางหลักไว้ตรงตัวว่า “ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น จะต้องเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 326 แห่ง ป.อ. ด้วย” ในคดีนั้น ข่าวในหนังสือพิมพ์ระบุชื่อผู้ถูกใส่ความด้วยนามปากกา และโจทก์ไม่มีพยานบุคคลที่สามมายืนยันว่าผู้อื่นรู้ว่านามปากกานั้นหมายถึงผู้เสียหาย ศาลจึงฟังไม่ได้ว่ามีการใส่ความผู้เสียหาย2
ผลในทางปฏิบัติคือ ข้อต่อสู้ทุกข้อที่ใช้กับมาตรา 326 ใช้กับมาตรา 328 ได้ด้วย เช่น ข้อความไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง ผู้อ่านไม่รู้ว่าหมายถึงใคร หรือผู้กระทำแสดงความเห็นโดยสุจริตตามมาตรา 329 ฝ่ายผู้เสียหายต้องพิสูจน์ทั้งองค์ประกอบของมาตรา 326 และข้อเท็จจริงที่ทำให้เป็นการโฆษณา พยานหลักฐานสองชุดนี้ต่างกัน ชุดแรกพิสูจน์เนื้อหาของข้อความและการระบุตัว ชุดที่สองพิสูจน์ช่องทางและขอบเขตของการเผยแพร่ ส่วนข้อความที่ไม่ระบุชื่อแต่ผู้อ่านรู้ว่าหมายถึงใคร มีรายละเอียดในบทความ โพสต์ด่าไม่เอ่ยชื่อ ผิดหมิ่นประมาทไหม
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 คือการเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 วางหลักนี้ไว้ชัด คดีที่ศาลถือว่าเป็นการโฆษณา ได้แก่ การพิมพ์ใบปลิวแจกจ่าย การนำหนังสือพิมพ์ไปแจก และการโพสต์ในเฟซบุ๊กที่เปิดเป็นสาธารณะให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 วางหลักทั่วไปว่า “ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป”3 คำว่า “สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป” เป็นตัวชี้ขาด ถ้าผู้รับข้อความเป็นบุคคลไม่จำกัดตัวที่ใครก็อาจได้รับรู้ ข้อความนั้นเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว แต่ถ้าผู้รับเป็นกลุ่มบุคคลที่กำหนดตัวได้ ศาลมักถือว่าเป็นการแจ้งข่าวเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอธิบายในหัวข้อถัดไป
ตัวอย่างที่ศาลถือว่าเป็นการโฆษณามีตั้งแต่สื่อกระดาษรุ่นเก่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 645/2503 เป็นคดีที่จำเลยซึ่งเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลด้วยกันกับโจทก์ “ได้พิมพ์ใบปลิว” กล่าวหาว่าโจทก์ค้างชำระเงินร้านสหกรณ์ “แล้วจำเลยโฆษณาแจกจ่ายใบปลิวเหล่านั้น” ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเรื่องการฟ้องเรียกเงินจะเป็นความจริงและคู่กรณียอมความกันแล้ว การกระทำของจำเลยก็เป็นเจตนาใส่ความหมิ่นประมาท ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต4 คดีนี้แสดงว่าการพิมพ์และแจกจ่ายเอกสารต่อประชาชนในช่วงเลือกตั้งเป็นการโฆษณาตามความหมายของมาตรา 328
หลักเดียวกันใช้กับผู้ที่ไม่ได้เขียนข้อความเอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2558 วินิจฉัยว่า “การนำหนังสือพิมพ์ไปแจกโดยทราบว่ามีเนื้อหาข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแล้ว จึงเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา”5 การกระทำที่ทำให้ข้อความไปถึงประชาชน แม้จะเป็นเพียงการแจกจ่ายสิ่งที่ผู้อื่นเขียน จึงเป็นการโฆษณาได้เมื่อผู้แจกรู้เนื้อหา หลักนี้ใช้เทียบกับการแชร์โพสต์ออนไลน์ได้โดยตรง
ในยุคสื่อสังคม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567 เป็นคดีที่จำเลยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตนเก้าครั้ง โดยตั้งค่าให้บุคคลใดก็ตามเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะใช้เฟซบุ๊กหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “การที่จำเลยโพสต์ข้อความใส่ความโจทก์ในเฟซบุ๊กของจำเลยที่เปิดเป็นสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เป็นการกระจายข้อความไปสู่สาธารณะหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม” และลงโทษตามมาตรา 328 เป็นความผิดหลายกรรม6 ปัจจัยที่ศาลยกขึ้นคือการตั้งค่าการเข้าถึงของโพสต์ ไม่ใช่จำนวนผู้ที่อ่านจริง
การแจ้งข่าวไปยังบุคคลที่สามคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลที่กำหนดตัวได้ ยังไม่ใช่การโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แม้อาจเป็นหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ศาลฎีกาวินิจฉัยเช่นนี้กับหนังสือร้องเรียนถึงนายอำเภอคนเดียว (ฎีกาที่ 4291/2548) หนังสือถึงผู้ซื้อที่ดินในโครงการ (ฎีกาที่ 7788/2552) และไลน์กลุ่ม (ฎีกาที่ 5276/2562)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4291/2548 วินิจฉัยว่าหนังสือร้องเรียนซึ่งมีข้อความหมิ่นประมาทที่ยื่นต่อนายอำเภอโดยเฉพาะเจาะจง “ไม่เป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร เพราะหนังสือร้องเรียนดังกล่าวยื่นต่อนายอำเภอคอนสารซึ่งเป็นบุคคลที่สามเพียงคนเดียวเท่านั้น” และผู้ร้องเรียน “ไม่มีเจตนาใส่ความโดยโฆษณาให้บุคคลอื่นทั่วไปทราบ”7 คำพิพากษานี้สำคัญต่อผู้ที่ต้องการร้องเรียนการกระทำของผู้อื่นต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ เพราะการร้องเรียนตรงต่อผู้มีอำนาจไม่ใช่การโฆษณา ส่วนจะเป็นหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 หรือได้รับยกเว้นตามมาตรา 329 เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2552 เป็นคดีที่ผู้จัดสรรที่ดินส่งหนังสือทางไปรษณีย์ถึงผู้ซื้อที่ดินรายอื่นหลายราย กล่าวหาว่าโจทก์รุกล้ำชายหาด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “การส่งหนังสือของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการเช่นเดียวกับโจทก์ ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป”8 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2414/2530 ใช้หลักเดียวกันกับการแจ้งข่าวไปยังสมาชิกของสมาคม โดยเห็นว่าไม่ถึงกับกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนทั่วไป จึงควรลงโทษสถานเบา9
หลักแจ้งข่าวเฉพาะกลุ่มนี้ถูกนำมาใช้กับไลน์กลุ่มในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 ซึ่งวินิจฉัยว่าการส่งข้อความลงในกลุ่มไลน์ที่จำเลยตั้งและเชิญสมาชิกเข้าร่วม “มีลักษณะเป็นเพียงเจตนาการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวเท่านั้น” คดีจึงไม่มีมูลตามมาตรา 328 แต่มีมูลตามมาตรา 326 รายละเอียดของประเด็นไลน์กลุ่มและแชตส่วนตัวอยู่ในบทความ หมิ่นประมาทในไลน์กลุ่ม ด่าในไลน์กลุ่มหรือแชตส่วนตัว แจ้งความได้ไหม
อีกด้านหนึ่ง ถ้าผู้ส่งไม่ได้ส่งข้อความถึงบุคคลที่สามเลย ความผิดทั้งสองฐานไม่เกิดขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2516 วินิจฉัยว่าจดหมายลงทะเบียนที่มีข้อความหมิ่นประมาทซึ่งส่งถึงตัวโจทก์โดยตรง “แสดงเจตนาของจำเลยว่าจะให้โจทก์เท่านั้นทราบข้อความในจดหมาย มิใช่เจตนาเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม” การกระทำจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 326 และ 32810 ตารางต่อไปนี้สรุปเส้นแบ่งจากคำพิพากษาทั้งหมดในหัวข้อนี้และหัวข้อก่อน
| ลักษณะการเผยแพร่ | ผลตามแนวคำพิพากษา | คำพิพากษาศาลฎีกา |
|---|---|---|
| จดหมายถึงผู้ถูกกล่าวถึงโดยตรง | ไม่เป็นมาตรา 326 และ 328 | 110/2516 |
| หนังสือร้องเรียนถึงเจ้าหน้าที่คนเดียว | ไม่เป็นการโฆษณา | 4291/2548 |
| หนังสือถึงผู้ซื้อที่ดินในโครงการเดียวกัน | ไม่เป็นการโฆษณา | 7788/2552 |
| ข้อความในไลน์กลุ่มที่ผู้ตั้งเชิญสมาชิก | ไม่มีมูลตามมาตรา 328 มีมูลตามมาตรา 326 | 5276/2562 |
| ใบปลิวแจกจ่ายต่อประชาชน | เป็นการโฆษณา | 645/2503 |
| นำหนังสือพิมพ์ไปแจกโดยรู้เนื้อหา | เป็นการโฆษณา | 4998/2558 |
| โพสต์เฟซบุ๊กที่เปิดเป็นสาธารณะ | เป็นการโฆษณา | 2624/2567 |
ข้อความออนไลน์เป็นตัวอักษรหรือภาพที่ทำให้ปรากฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อยู่แล้ว คำถามจึงอยู่ที่การตั้งค่าการเข้าถึง โพสต์เฟซบุ๊กสาธารณะเป็นการโฆษณาตามฎีกาที่ 2624/2567 คลิปบนยูทูบและเฟซบุ๊กศาลถือว่าประชาชนเข้าถึงได้จำนวนมากตามฎีกาที่ 976/2567 แต่ไลน์กลุ่มที่ผู้ตั้งเชิญสมาชิกยังไม่ใช่การโฆษณา
เมื่อจัดช่องทางออนไลน์ตามหลักในหัวข้อก่อน จะได้ภาพที่ใช้ประเมินเบื้องต้นได้ ช่องทางที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึง เช่น โพสต์เฟซบุ๊กสาธารณะ เพจสาธารณะ ช่องยูทูบ บัญชีติ๊กต็อกสาธารณะ หรือรีวิวบนแผนที่ออนไลน์ มีลักษณะเดียวกับข้อเท็จจริงในฎีกาที่ 2624/2567 ส่วนช่องทางที่จำกัดผู้รับ เช่น แชตส่วนตัว ไลน์กลุ่มที่ต้องได้รับเชิญ หรือกลุ่มเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ผู้ดูแลอนุมัติสมาชิก มีลักษณะใกล้กับการแจ้งข่าวเฉพาะกลุ่ม การจัดกลุ่มนี้เป็นการวิเคราะห์จากหลักของศาล ข้อเท็จจริงเฉพาะคดี เช่น ขนาดกลุ่มและความสัมพันธ์ของสมาชิก อาจทำให้ผลต่างออกไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ให้ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับแพลตฟอร์มวิดีโอ จำเลยเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงผ่านเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊ก ซึ่งศาลบรรยายว่าเป็น “แพลตฟอร์มที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ได้เป็นจำนวนมาก และอาจมีการเผยแพร่ซ้ำหรือเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง” ศาลจึงสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อทั้งในหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวออนไลน์11 คำบรรยายนี้ตรงกับลักษณะของการโฆษณาตามมาตรา 328 และแสดงว่าศาลเห็นความเสี่ยงของการเผยแพร่ซ้ำเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 ช่วยให้เห็นอีกด้านหนึ่ง จำเลยโพสต์ข้อความพร้อมภาพของโจทก์ในเฟซบุ๊ก ทำให้ผู้รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกงและไม่ชำระหนี้ ในการกำหนดโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าการลงข้อความในเฟซบุ๊ก “ซึ่งมิใช่กลุ่มปิด บุคคลทั่วไปจากทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงได้ เป็นการสร้างความเสียหายแก่โจทก์เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว”12 ถ้อยคำ “มิใช่กลุ่มปิด” บอกว่าศาลแยกพื้นที่เปิดกับกลุ่มปิดออกจากกันในการประเมินความร้ายแรง แต่คดีนี้ไม่ได้วินิจฉัยกรณีกลุ่มปิดโดยตรง สำหรับโพสต์ที่ตั้งค่าเฉพาะเพื่อน ยังไม่พบคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยโดยตรง รายละเอียดอยู่ในบทความ โพสต์เฉพาะเพื่อน ผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไหม และ หมิ่นประมาทบน Facebook
หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท สูงกว่าหมิ่นประมาทธรรมดาตามมาตรา 326 ซึ่งจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท โพสต์หลายครั้งต่างวันเวลาอาจเป็นความผิดหลายกรรมตามฎีกาที่ 2624/2567 และศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาได้ตามมาตรา 332
| ฐานความผิด | องค์ประกอบสำคัญ | อัตราโทษตามตัวบท |
|---|---|---|
| หมิ่นประมาท มาตรา 326 | ใส่ความต่อบุคคลที่สาม | จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328 | หมิ่นประมาทที่เผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไป | จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท |
| ดูหมิ่น มาตรา 393 | ดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา | จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
มาตรา 328 ใช้คำเชื่อมว่า “และ” ระหว่างโทษจำคุกกับโทษปรับ ต่างจากมาตรา 326 ที่ใช้คำว่า “หรือ” ในทางปฏิบัติศาลกำหนดโทษตามพฤติการณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 เห็นว่าโทษจำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดเหมาะสมแก่สภาพความผิด แต่ไม่เห็นพ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกโทษจำคุกให้คงปรับสถานเดียวตามมาตรา 55 จึงพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติ 1 ปี ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567 ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือนหลังลดโทษ รวม 36 เดือน โดยไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับ เพราะเห็นว่าโพสต์ในเฟซบุ๊กสาธารณะทำให้โจทก์เสียหายทันทีและยากจะแก้ไขคืน ส่วนการดูหมิ่นตามมาตรา 393 บัญญัติว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”13 ถ้อยคำ “ด้วยการโฆษณา” ในมาตรา 393 จึงทำให้คำด่าที่ไม่ได้ใส่ความ แต่เผยแพร่สู่สาธารณะ เป็นความผิดได้แม้ไม่ได้กระทำต่อหน้า
ประเด็นจำนวนกรรมสำคัญมากในคดีออนไลน์ เพราะผู้โพสต์มักโพสต์ต่อเนื่องหลายวัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567 วินิจฉัยว่าการโพสต์เก้าครั้งต่างวันเวลา แต่ละโพสต์ยืนยันข้อเท็จจริงต่างกันและมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นแยกกัน “การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวและมีเจตนาเดียว” ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 รวมเก้ากระทง ผลคือโทษรวมอาจสูงกว่าเพดานของมาตรา 328 สำหรับการกระทำครั้งเดียวหลายเท่า
มาตรการที่ผู้เสียหายมักต้องการมากกว่าโทษจำคุกคือการฟื้นฟูชื่อเสียง มาตรา 332 บัญญัติว่าในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง “(๒) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 วินิจฉัยว่าศาลใช้ดุลพินิจสั่งได้เอง “ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่” และคำว่าหนังสือพิมพ์ “ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย” ครอบคลุมข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ศาลจึงสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายสองฉบับสามวันติดต่อกัน และในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีกสองเว็บไซต์ โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา
หมิ่นประมาทโดยการโฆษณายอมความได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 บัญญัติให้ความผิดในหมวดหมิ่นประมาททั้งหมดเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามมาตรา 96 และถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความได้ ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
มาตรา 333 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้” คำว่า “หมวดนี้” รวมมาตรา 328 ด้วย การเพิ่มโทษเพราะการโฆษณาจึงไม่ได้เปลี่ยนลักษณะของความผิดเป็นความผิดต่อแผ่นดิน ผลสำคัญมีสองข้อ ข้อแรก พนักงานสอบสวนสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ข้อสอง กำหนดสามเดือนตามมาตรา 96 ใช้บังคับ มาตรา 96 บัญญัติว่า “ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”14
การถอนคำร้องทุกข์อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ร้องทุกข์จะแก้คำร้องทุกข์ระยะใด หรือจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้”15 ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา การเจรจามักมีเงื่อนไขที่สัมพันธ์กับการโฆษณาโดยตรง เช่น การลบโพสต์ การโพสต์ข้อความขอโทษในช่องทางเดิมเป็นระยะเวลาที่ตกลง และการชดใช้ค่าเสียหาย ผู้เสียหายควรระบุถ้อยคำขอโทษ ช่องทาง และระยะเวลาให้ชัดในบันทึกข้อตกลง ก่อนถอนคำร้องทุกข์ รายละเอียดของขั้นตอนแจ้งความอยู่ในบทความ ถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ แจ้งความได้ไหม และฝั่งผู้ถูกกล่าวหาอยู่ในบทความ ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์
ผู้ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ใช้ข้อต่อสู้ของหมิ่นประมาทได้ทุกข้อ ที่สำคัญคือมาตรา 329 การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต และมาตรา 330 การพิสูจน์ความจริงซึ่งห้ามพิสูจน์เรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ผู้เผยแพร่ต่อสาธารณะต้องใส่ใจตรวจสอบความจริงตามฎีกาที่ 14169/2557
มาตรา 329 บัญญัติว่า “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (๑) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (๒) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (๓) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ (๔) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท”16 คำสำคัญคือ “โดยสุจริต” ซึ่งศาลประเมินจากเนื้อหาและวิธีการเผยแพร่ ในคดีฎีกาที่ 7256/2567 ศาลเห็นว่าการโพสต์ประจานลูกหนี้พร้อมภาพแทนการฟ้องบังคับชำระหนี้ ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 329 (1) และ (3)
มาตรา 330 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” แต่วรรคสองห้ามพิสูจน์ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน17 ข้อต่อสู้นี้มีน้ำหนักมากในคดีที่เผยแพร่เรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ เช่น การใช้เงินขององค์กรสาธารณะ แต่ใช้ไม่ได้กับเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับประโยชน์ของประชาชน
สำหรับผู้ที่เผยแพร่ข้อกล่าวหาของผู้อื่นต่อสาธารณะ ศาลวางมาตรฐานความระมัดระวังไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14169/2557 ซึ่งเป็นคดีหนังสือพิมพ์ลงข้อความตามหนังสือร้องเรียนที่อ้างว่าได้รับจากชาวบ้านว่าโจทก์ส่งเมทแอมเฟตามีน ศาลวางหลักว่า “ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการใช้ข้อความ ต้องพิจารณาข้อความว่า เมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็นและอ่านข้อความแล้ว จะส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่” และเห็นว่าผู้เขียนกับจำเลย “ไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบว่า เป็นความจริงและจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด”18 หลักนี้ใช้เทียบกับเพจข่าวและผู้ใช้สื่อสังคมที่นำข้อกล่าวหาของผู้อื่นมาเผยแพร่โดยไม่ตรวจสอบได้
หมิ่นประมาทออนไลน์ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ไม่ใช่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) เพราะฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 ยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ในตัวบท ตามฎีกาที่ 2778/2561 และ 5764/2562 แต่ข้อมูลลามกที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงยังผิดมาตรา 14 (4) อีกกรรมหนึ่งตามฎีกาที่ 4403/2566
มาตรา 14 (1) ฉบับปัจจุบันลงโทษผู้ที่ “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”19 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 วินิจฉัยว่าการกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 328 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง20 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562 วางหลักว่ามาตรา 14 (1) ใหม่ต้องการเจตนาพิเศษ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” ผู้ที่นำข่าวเท็จลงเว็บไซต์ของตนโดยไม่ปรากฏเจตนาพิเศษนี้ จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด21
ข้อยกเว้นในมาตรา 14 (1) ไม่ได้ทำให้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หายไปจากคดีหมิ่นประมาททั้งหมด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ เป็นคดีที่จำเลยเผยแพร่คลิปวิดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายในทวิตเตอร์ครั้งเดียว ศาลวินิจฉัยว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณามุ่งคุ้มครองชื่อเสียงของผู้เสียหาย ส่วนความผิดตามมาตรา 14 (4) มุ่งคุ้มครองสังคม องค์ประกอบต่างกันและแยกเจตนาได้ “การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด”22 ภาพตัดต่อที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงก็อาจเป็นความผิดตามมาตรา 16 ด้วย รายละเอียดของความสัมพันธ์ระหว่างสองกฎหมายอยู่ในบทความ หมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่างกันอย่างไร
ผู้ที่ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทไปถึงประชาชนโดยรู้เนื้อหาอาจรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แม้ไม่ได้เขียนเอง ตามฎีกาที่ 4998/2558 บรรณาธิการไม่ต้องรับผิดเพียงเพราะตำแหน่งตามฎีกาที่ 6268/2550 และผู้ดูแลเพจหรือเว็บไซต์มีหน้าที่และข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 15
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6268/2550 เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ตามมาตรา 326 และ 328 ประกอบพระราชบัญญัติการพิมพ์ฯ เดิม ระหว่างคดีอยู่ในศาลฎีกา พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ยกเลิกกฎหมายเดิม และ “ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ” จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 2 วรรคสอง23 ผลคือบรรณาธิการรับผิดได้เมื่อมีส่วนในการกระทำจริง เช่น เป็นผู้เขียนหรือผู้ร่วมตัดสินใจเผยแพร่ ไม่ใช่เพราะตำแหน่งอย่างเดียว
สำหรับผู้แชร์โพสต์ หลักในฎีกาที่ 4998/2558 ที่ถือว่าผู้นำหนังสือพิมพ์ไปแจกโดยรู้เนื้อหาเป็นผู้กระทำความผิดโดยการโฆษณา ใช้เทียบได้ ผู้ที่กดแชร์โพสต์ใส่ร้ายผู้อื่นไปยังหน้าสาธารณะของตน พร้อมข้อความเห็นด้วยหรือขยายความ ทำให้ข้อความไปถึงผู้อ่านชุดใหม่ด้วยการกระทำของตน ส่วนผู้ดูแลเพจหรือผู้ให้บริการที่ปล่อยให้ข้อความของผู้อื่นอยู่บนระบบ มีบทบัญญัติเฉพาะในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งลงโทษผู้ให้บริการที่ “ให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจ” ให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบที่อยู่ในความควบคุมของตน และให้ผู้ที่ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งเตือนและระงับการเผยแพร่ตามประกาศของรัฐมนตรีไม่ต้องรับโทษ24
ผู้เสียหายจากการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ซึ่งให้ผู้กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน และขอให้ศาลสั่งให้ทำให้ชื่อเสียงกลับคืนดีตามมาตรา 447 ถ้าศาลอาญาสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาแล้ว ศาลแพ่งอาจไม่สั่งซ้ำตามฎีกาที่ 4595/2543
มาตรา 423 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้”25 เงื่อนไขของมาตรา 423 ต่างจากมาตรา 328 สองจุด จุดแรกคือข้อความต้อง “ฝ่าฝืนต่อความจริง” จุดที่สองคือผู้กล่าวรับผิดแม้ไม่รู้ว่าข้อความไม่จริง ถ้าควรรู้ได้ มาตรฐานความระมัดระวังในทางแพ่งจึงตรวจผู้ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะโดยไม่ตรวจสอบได้โดยตรง ส่วนวรรคสองยกเว้นผู้ส่งข่าวสารที่ไม่รู้ว่าเป็นความไม่จริง “หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วย” ข้อยกเว้นนี้คุ้มครองการส่งข่าวถึงผู้มีส่วนได้เสียจริง เช่น การแจ้งเตือนคู่ค้า แต่ไม่ครอบคลุมการโพสต์ต่อประชาชนทั่วไปซึ่งไม่มีทางได้เสียในเรื่องนั้น
มาตรา 447 บัญญัติว่า “บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายแก่ชื่อเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหาย หรือทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้”26 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4595/2543 เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ศาลวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงในคดีอาญาผูกพันจำเลย การกระทำจึงเป็นละเมิดตามมาตรา 423 แต่เมื่อศาลในคดีอาญาสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์แล้ว “เป็นการเพียงพอที่จะแก้ไขให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องโฆษณาในคดีส่วนแพ่งต่อไปอีก”27 รายละเอียดการคิดค่าเสียหายอยู่ในบทความ ฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายได้เท่าไร
กฎหมายเปรียบเทียบแสดงว่าขอบเขตการเผยแพร่มีผลต่อความผิดในหลายระบบ เยอรมนีเพิ่มโทษเมื่อกระทำโดยเปิดเผยหรือเผยแพร่เนื้อหาเช่นเดียวกับมาตรา 328 ของไทย ญี่ปุ่นถือการกระทำโดยเปิดเผยเป็นองค์ประกอบพื้นฐานตามประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น มาตรา 230 ฝรั่งเศสแยกความผิดต่อสาธารณะกับไม่เป็นสาธารณะ และอังกฤษใช้วัดความเสียหายร้ายแรง
เยอรมนี ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา 186 (การกล่าวร้าย) ลงโทษผู้ยืนยันหรือเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ผู้อื่นถูกดูแคลน ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริง ด้วยจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับ และ “wenn die Tat öffentlich, in einer Versammlung oder durch Verbreiten eines Inhalts (§ 11 Absatz 3) begangen ist, mit Freiheitsstrafe bis zu zwei Jahren oder mit Geldstrafe” (ถ้ากระทำโดยเปิดเผย ในที่ประชุม หรือโดยการเผยแพร่เนื้อหา จำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับ) มาตรา 187 (การใส่ร้ายโดยรู้ว่าเท็จ) ใช้โครงสร้างเดียวกัน โดยเพิ่มจากจำคุกไม่เกินสองปีเป็นไม่เกินห้าปี28 โครงสร้างนี้ใกล้กับความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 326 กับ 328 ของไทยมากที่สุด ต่างกันที่เยอรมนีแยกการใส่ร้ายโดยรู้ว่าเท็จออกเป็นความผิดที่หนักกว่า
ญี่ปุ่น ประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น มาตรา 230 วรรคหนึ่ง ลงโทษ “公然と事実を摘示し、人の名誉を毀損した者” (ผู้กล่าวข้อเท็จจริงโดยเปิดเผยจนทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเกียรติ) ด้วยจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนเยน การกระทำโดยเปิดเผยจึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ไม่ใช่เหตุเพิ่มโทษ ศาลสูงสุดญี่ปุ่นตีความคำนี้กว้างในคำพิพากษาวันที่ 7 พฤษภาคม 1959 ว่าการบอกคนเพียงไม่กี่คนเป็นการกระทำโดยเปิดเผยได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ข่าวอาจไปถึงคนจำนวนไม่จำกัด และในคำวินิจฉัยวันที่ 15 มีนาคม 2010 (คดีหมายเลข 平成21(あ)360) วางหลักว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายบุคคลต้องมีเหตุอันสมควรตามเอกสารและหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นความจริง “他の表現手段を利用した場合と同様に” (เช่นเดียวกับการใช้สื่ออื่น) ศาลไม่ยอมผ่อนเกณฑ์ให้โพสต์ออนไลน์29
ฝรั่งเศส กฎหมายเสรีภาพสื่อลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 มาตรา 29 นิยามการหมิ่นประมาทว่าเป็นการกล่าวหาหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่กระทบเกียรติหรือการยอมรับนับถือของบุคคล และระบบฝรั่งเศสแยกความผิดที่กระทำต่อสาธารณะออกจากความผิดที่ไม่เป็นสาธารณะ ศาลฎีกาฝรั่งเศสวินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2013 (คดีหมายเลข 11-19.530) ว่าถ้อยคำที่เผยแพร่ในบัญชีเครือข่ายสังคมซึ่ง “accessible aux seules personnes agréées, en nombre très restreint” (เข้าถึงได้เฉพาะบุคคลจำนวนจำกัดมากที่ผู้เขียนอนุญาต) และบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่เป็นความผิดต่อสาธารณะ แต่ศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาต่อว่าเป็นความผิดที่ไม่เป็นสาธารณะหรือไม่30 หลักนี้ใกล้กับแนวการแจ้งข่าวเฉพาะกลุ่มของศาลฎีกาไทย
อังกฤษ อังกฤษยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทด้วยข้อความที่บันทึกไว้ (defamatory libel) ตาม Coroners and Justice Act 2009 มาตรา 73 คดีหมิ่นประมาทจึงเป็นคดีแพ่ง Defamation Act 2013 มาตรา 1(1) กำหนดให้ข้อความเป็นการหมิ่นประมาทเมื่อการเผยแพร่ก่อหรือน่าจะก่อความเสียหายร้ายแรงต่อชื่อเสียง ศาลสูงสุดสหราชอาณาจักรในคดี Lachaux v Independent Print Ltd [2019] UKSC 27 วินิจฉัยว่าความเสียหายร้ายแรง “depends on a combination of the inherent tendency of the words and their actual impact on those to whom they were communicated” (ขึ้นกับทั้งแนวโน้มของถ้อยคำและผลจริงต่อผู้ที่ได้รับข้อความ) และการเผยแพร่ต่อคนจำนวนน้อยเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาว่าข้อความเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่31
| ระบบกฎหมาย | บทบาทของการเผยแพร่ต่อสาธารณะ | คำพิพากษาที่อ้าง |
|---|---|---|
| ไทย | เหตุเพิ่มโทษของมาตรา 326 (มาตรา 328) | ฎีกาที่ 5276/2562 และ 2624/2567 |
| เยอรมนี | เหตุเพิ่มโทษของมาตรา 186 และ 187 | ตัวบท StGB ฉบับปัจจุบัน |
| ญี่ปุ่น | องค์ประกอบพื้นฐานของมาตรา 230 | ศาลสูงสุด 1959 และ 2010 |
| ฝรั่งเศส | แยกความผิดต่อสาธารณะกับไม่เป็นสาธารณะ | Cour de cassation 2013 |
| อังกฤษ | ปัจจัยวัดความเสียหายร้ายแรงในคดีแพ่ง | Lachaux [2019] UKSC 27 |
ข้อสรุปสำหรับผู้อ่านไทยคือ มาตรา 328 ไม่ได้เป็นบทที่แปลกจากสากล ระบบที่ใกล้ที่สุดคือเยอรมนี ซึ่งใช้การเผยแพร่เป็นเหตุเพิ่มโทษเช่นกัน ส่วนญี่ปุ่นและฝรั่งเศสเตือนว่าเส้นแบ่งระหว่างสาธารณะกับกลุ่มจำกัดเป็นเรื่องที่ศาลกำหนดตามข้อเท็จจริง และคดีของญี่ปุ่นปี 2010 ยืนยันว่าการโพสต์ออนไลน์ไม่ได้ทำให้มาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้โพสต์ลดลง ข้อนี้สอดคล้องกับฎีกาที่ 14169/2557 ของไทยที่ให้ผู้เผยแพร่ใส่ใจตรวจสอบความจริงก่อน
นิติเศรษฐศาสตร์อธิบายมาตรา 328 ว่าเป็นการปรับโทษตามความเสียหายที่คาดได้ เพราะข้อความที่ไปถึงประชาชนทั่วไปทำลายชื่อเสียงในวงกว้างกว่า และสื่อต้องถูกยับยั้งไม่ให้หมิ่นประมาทเพื่อให้บทบาทตรวจสอบได้ผล งานวิทยาศาสตร์เครือข่ายพบว่าข่าวเท็จแพร่ไกลและเร็วกว่าความจริง ซึ่งสนับสนุนการสั่งโฆษณาคำพิพากษาตามมาตรา 332
Polinsky และ Shavell สำรวจทฤษฎีการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ และวิเคราะห์ระบบลงโทษจากโอกาสที่ผู้กระทำจะถูกลงโทษ ขนาดและรูปแบบของโทษ และหลักความรับผิด32 ในกรอบนี้ มาตรา 328 ทำหน้าที่สองอย่าง อย่างแรก ยกขนาดของโทษให้สัมพันธ์กับความเสียหายที่สูงขึ้นจากการเผยแพร่ในวงกว้าง เพดานค่าปรับของมาตรา 328 สูงกว่ามาตรา 326 สิบเท่า และโทษจำคุกสูงขึ้นเท่าตัว อย่างที่สอง ใช้ลักษณะการเผยแพร่ซึ่งพิสูจน์ได้จากสื่อเอง เช่น การตั้งค่าโพสต์หรือการแจกจ่ายใบปลิว แทนการพิสูจน์จำนวนผู้ที่เชื่อข้อความจริง ซึ่งพิสูจน์ได้ยากและมีต้นทุนสูง
สำหรับสื่อมวลชน Garoupa เสนอแบบจำลองที่สื่อมีข้อมูลดีกว่าสังคม และทำหน้าที่คล้ายผู้ตรวจสอบนักการเมือง ข้อสรุปของงานคือ ตราบเท่าที่สื่อถูกยับยั้งไม่ให้หมิ่นประมาท บทบาทตรวจสอบของสื่อจะยับยั้งการทุจริตทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ33 ข้อสรุปนี้ช่วยอธิบายโครงสร้างของกฎหมายไทยที่มีทั้งการเพิ่มโทษตามมาตรา 328 และข้อยกเว้นตามมาตรา 329 (3) และ 330 ถ้าไม่มีการเพิ่มโทษ ผู้เผยแพร่ต่อสาธารณะไม่มีแรงจูงใจพอที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ถ้าไม่มีข้อยกเว้น การติชมและการเปิดเผยเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะจะถูกยับยั้งเกินควร ความสมดุลนี้ปรากฏในฎีกาที่ 14169/2557 ซึ่งตรวจว่าผู้เผยแพร่ใส่ใจตรวจสอบความจริงหรือไม่
หลักฐานจากวิทยาศาสตร์เครือข่ายยืนยันว่าความเสียหายจากการเผยแพร่ออนไลน์ไม่ได้หยุดที่ผู้อ่านคนแรก Vosoughi, Roy และ Aral ศึกษาข่าวลือประมาณ 126,000 เรื่องที่ผู้คนราว 3 ล้านคนเผยแพร่บนทวิตเตอร์ และพบว่าข่าวเท็จไปถึงคนได้มากกว่าความจริง กลุ่มการแพร่ร้อยละ 1 แรกของข่าวเท็จไปถึงผู้คนระหว่าง 1,000 ถึง 100,000 คน ขณะที่ความจริงแทบไม่เคยแพร่เกิน 1,000 คน และข่าวเท็จแพร่เร็วกว่าความจริง34 ข้อค้นพบนี้มาจากข้อมูลทวิตเตอร์ ไม่ใช่ข้อมูลของประเทศไทยโดยเฉพาะ แต่อธิบายได้ว่าทำไมศาลในฎีกาที่ 976/2567 จึงคำนึงถึงการเผยแพร่ซ้ำ และสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาผ่านเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ด้วย การแก้ไขชื่อเสียงต้องไปถึงช่องทางเดียวกับที่ความเสียหายแพร่ไป
เอกสยาม ชัยศร และทีมงานของบริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ให้คำปรึกษาทั้งผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตั้งแต่การประเมินว่าการเผยแพร่เข้ามาตรา 326 หรือ 328 การเก็บพยานหลักฐาน การร่างหนังสือขอให้ลบข้อความและขอโทษ ไปจนถึงการเจรจายอมความ งานว่าความในศาลดำเนินการโดยทีมทนายความที่ร่วมงาน ผลของคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละเรื่อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ได้แก่ ความหมาย อัตราโทษ การยอมความ โพสต์เฟซบุ๊ก หนังสือร้องเรียน ความสัมพันธ์กับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และการโฆษณาคำพิพากษา คำตอบแต่ละข้ออ้างประมวลกฎหมายอาญาและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว
ตัวบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 326 328 329 330 332 333 และ 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ 15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 และ 447 ตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th) ฉบับปรับปรุงล่าสุด (มาตรา 328 330 333 393 423 และ 447 ตรวจซ้ำ 4 ตุลาคม 2569) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2516 645/2503 976/2567 2414/2530 2466/2551 2624/2567 2778/2561 4291/2548 4403/2566 4595/2543 4998/2558 5276/2562 5764/2562 6268/2550 7256/2567 7788/2552 และ 14169/2557 ตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) เมื่อ 4 ตุลาคม 2569 ค้นคำพิพากษาที่นิยามคำว่าโฆษณาไว้โดยตรงและคำพิพากษาเรื่องหนังสือที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่หลายคน ไม่พบคำพิพากษาที่วินิจฉัยโดยตรง คำพิพากษาที่ย่อยาวมากยกเฉพาะตอนต้นและระบุไว้ ตัวบทและคำพิพากษาต่างประเทศอ่านจาก gesetze-im-internet.de (เยอรมนี) e-Gov 法令検索 และ courts.go.jp (ญี่ปุ่น) courdecassation.fr (ฝรั่งเศส) legislation.gov.uk และ supremecourt.uk (อังกฤษ) งานวิชาการตรวจข้อมูลบรรณานุกรมกับ Crossref และอ่านบทคัดย่อจากหน้าสำนักพิมพ์ ข้อความต่างประเทศที่เป็นคำแปลในเนื้อความเป็นคำแปลโดยผู้เขียน ไม่ใช่คำแปลทางการ
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ