บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com

หน้าแรก › คลังความรู้ › พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ · ภาพตัดต่อและภาพ Deepfake

ตัดต่อภาพผู้อื่นแล้วโพสต์ออนไลน์: ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 และภาพ Deepfake

ภาพของผู้อื่นที่ถูกตัดต่อ เติม ดัดแปลง หรือสร้างขึ้นใหม่ด้วยโปรแกรม มีบทบัญญัติเฉพาะใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16 แยกจากความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และมีโทษสูงกว่า

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF
แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรับปรุงล่าสุด

สาระสำคัญโดยสรุป

  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ลงโทษผู้นำภาพของผู้อื่นที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย
  • โทษตามมาตรา 16 คือจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท สูงกว่าหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งจำคุกไม่เกินสองปี
  • มาตรา 16 ใช้ถ้อยคำว่า “ได้รับความอับอาย” ซึ่งกว้างกว่าองค์ประกอบของหมิ่นประมาท ภาพที่ไม่ได้ใส่ความข้อเท็จจริงใด แต่ทำให้ผู้ถูกนำภาพไปใช้อับอาย จึงอาจเข้ามาตรา 16 ได้
  • ภาพจริงที่ไม่ได้ถูกดัดแปลงไม่เข้ามาตรา 16 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 ลงโทษการนำข้อความไปใส่บนรูปของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และวินิจฉัยว่าการเติมคำว่า “จริงหรือไม่” ไม่ทำให้พ้นผิด
  • ภาพที่ระบบปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามถ้อยคำของมาตรา 16 ภาพที่มีลักษณะอันลามกต้องพิจารณามาตรา 14 (4) ประกอบด้วย
  • ความผิดตามมาตรา 16 วรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และเมื่อศาลพิพากษาว่ามีความผิด ศาลอาจสั่งให้ทำลายข้อมูลตามมาตรา 16/1
  • ฝรั่งเศสลงโทษการเผยแพร่ภาพตัดต่อและเนื้อหาที่สร้างด้วยอัลกอริทึมโดยไม่ได้รับความยินยอมตาม Code pénal มาตรา 226-8 เยอรมนีคุ้มครองภาพที่ทำลายชื่อเสียงตาม StGB มาตรา 201a และสหภาพยุโรปบังคับให้เปิดเผยว่าเป็น deep fake ตาม AI Act มาตรา 50 (4)

การตัดต่อ เติม ดัดแปลง หรือสร้างภาพของผู้อื่นแล้วโพสต์ในเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือเว็บไซต์ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 เมื่อภาพนั้นน่าจะทำให้ผู้อยู่ในภาพเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย โทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท

องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบสี่ส่วน คือ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ข้อมูลนั้นปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น ภาพเกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง และการกระทำนั้นน่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย

ส่วนแรกคือสถานที่เผยแพร่ ตัวบทใช้คำว่า “ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้” โพสต์สาธารณะบนเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก หรือเว็บไซต์เข้าส่วนนี้โดยชัด ส่วนการส่งภาพให้บุคคลเดียวทางข้อความส่วนตัวต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเข้าถึงภาพได้บ้าง ส่วนที่สองคือ “ภาพของผู้อื่น” หมายถึงภาพที่ระบุตัวบุคคลได้ ผู้ที่ตัดต่อภาพของตนเองไม่เข้ามาตรานี้

ส่วนที่สามเป็นหัวใจของมาตรา 16 ภาพต้อง “เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด” ตัวอย่างเช่น การนำใบหน้าของบุคคลไปวางบนร่างของผู้อื่น การเติมสิ่งของหรือฉากที่ไม่มีอยู่จริง หรือการปรับภาพให้ผู้ถูกถ่ายดูเป็นคนละลักษณะ ส่วนที่สี่คือผลที่ “น่าจะ” เกิด ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีผู้ดูหมิ่นผู้เสียหายจริง โทษตามวรรคหนึ่งคือจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท1

ข้อพิจารณาที่ตามมาคือถ้อยคำ “ได้รับความอับอาย” องค์ประกอบนี้ไม่มีในความผิดฐานหมิ่นประมาท ภาพตัดต่อที่ไม่ได้กล่าวหาว่าผู้เสียหายทำสิ่งใดผิด แต่ทำให้ผู้เสียหายถูกล้อเลียนหรือขายหน้า จึงอาจเข้ามาตรา 16 แม้ไม่เข้าองค์ประกอบ “ใส่ความ” ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ภาพตัดต่อ ภาพจริง และภาพที่ใส่ข้อความ

มาตรา 16 ใช้กับภาพที่ถูกสร้าง ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงเท่านั้น การโพสต์ภาพจริงของผู้อื่นพร้อมคำบรรยายที่ใส่ความ พิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 ลงโทษจำเลยที่นำข้อความกล่าวหาไปใส่บนรูปของโจทก์ตามมาตรา 328 และวินิจฉัยว่าการตั้งเป็นคำถามว่า “จริงหรือไม่” ไม่ทำให้พ้นผิด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ระบุวิธีโฆษณาไว้กว้าง รวมถึง “ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ” ภาพจริงของบุคคลที่มีข้อความกล่าวหาประกอบจึงเป็นเครื่องมือของการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ โทษตามมาตรา 328 คือจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท2

คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 เป็นตัวอย่างของเส้นแบ่งนี้ จำเลยโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กและนำข้อความไปใส่บนรูปของโจทก์ซึ่งเป็นนักการเมือง ข้อความทำนองว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าวิญญูชนที่อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี และ “แม้จำเลยจะเพิ่มข้อความว่า จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นคำถามก็ตาม พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ได้ว่า จำเลยตั้งคำถามโดยไม่สุจริตใจ” ข้ออ้างว่าแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมตามมาตรา 329 (1) จึงฟังไม่ขึ้น3

หลักที่ได้จากคดีนี้มีสองข้อ ข้อแรก การเติมข้อความลงบนภาพจริงไม่ทำให้ภาพเป็น “ภาพตัดต่อ” ตามมาตรา 16 โดยอัตโนมัติ ฐานที่ใช้ได้แน่นอนคือหมิ่นประมาท ข้อที่สอง รูปประโยคคำถามไม่ใช่เกราะคุ้มกัน ศาลดูความหมายที่ผู้อ่านเข้าใจและพฤติการณ์ของผู้โพสต์ประกอบกัน ความแตกต่างระหว่างหมิ่นประมาทกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในภาพรวมอธิบายไว้ในบทความ หมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14

ภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Deepfake)

ภาพ Deepfake คือภาพหรือวิดีโอที่ระบบปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นให้เหมือนบุคคลจริง มาตรา 16 ใช้ถ้อยคำว่าภาพ “ที่เกิดจากการสร้างขึ้น” ด้วย “วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด” ถ้อยคำนี้ไม่ได้จำกัดเครื่องมือ ภาพใบหน้าหรือร่างกายของบุคคลที่ระบบปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นจึงอยู่ในถ้อยคำของมาตรา 16 เมื่อครบองค์ประกอบส่วนอื่น

ตัวบทวางคำว่า “สร้างขึ้น” ไว้คู่กับ “ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง” ในทางโครงสร้าง คำว่าสร้างขึ้นครอบคลุมภาพที่ไม่มีภาพต้นฉบับเลย ซึ่งตรงกับลักษณะของภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตัวบทยังคงใช้คำว่า “ภาพ” คลิปเสียงสังเคราะห์ที่ไม่มีภาพจึงไม่ตรงถ้อยคำของมาตรา 16 และต้องพิจารณาฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาแทน

ในทางปฏิบัติ ภาพ Deepfake มักถูกส่งต่อโดยผู้ที่ไม่ได้สร้างภาพ มาตรา 16 ใช้คำว่า “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์” ผู้แชร์ภาพซ้ำไปยังพื้นที่สาธารณะจึงอาจเป็นผู้นำเข้าในครั้งของตนเอง ประเด็นที่ต้องพิสูจน์คือเจตนา ผู้แชร์ที่ไม่รู้ว่าภาพถูกสร้างขึ้นอยู่ในฐานะที่แตกต่างจากผู้สร้างภาพ การเก็บหลักฐานว่าใครโพสต์ก่อนและโพสต์เมื่อใดจึงสำคัญ วิธีเก็บหลักฐานอยู่ในบทความ เก็บหลักฐานหมิ่นประมาทออนไลน์

ภาพลามกและมาตรา 14 (4)

ภาพตัดต่อหรือภาพ Deepfake ที่มีลักษณะอันลามกและประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) อีกฐานหนึ่ง ผู้ส่งต่อโดยรู้อยู่แล้วผิดมาตรา 14 (5) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566 วินิจฉัยว่าหมิ่นประมาทตามมาตรา 328 กับมาตรา 14 (4) มีวัตถุประสงค์ที่กฎหมายคุ้มครองต่างกัน จึงเป็นความผิดสองกรรม

มาตรา 14 (4) ลงโทษการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่มีลักษณะอันลามกและประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ โทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 14 (5) ลงโทษผู้เผยแพร่หรือส่งต่อโดยรู้อยู่แล้ว4

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566 เป็นคดีเผยแพร่คลิปวิดีโอจริงของผู้เสียหาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จำเลยเผยแพร่ครั้งเดียว แต่ความผิดทั้งสองฐาน “มีองค์ประกอบของความผิดที่แตกต่างกัน” จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 915 หลักเดียวกันนี้ใช้วิเคราะห์ภาพลามกที่ถูกสร้างขึ้นได้ โดยฐานตามมาตรา 16 แทนที่ฐานหมิ่นประมาท ข้อสำคัญคือมาตรา 14 (4) ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ การถอนคำร้องทุกข์จึงไม่ระงับข้อหาส่วนนี้

ภาพของผู้ตายตามมาตรา 16 วรรคสอง

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 วรรคสอง คุ้มครองภาพของผู้ตายด้วย การตัดต่อหรือสร้างภาพของผู้ตายแล้วเผยแพร่ในลักษณะที่น่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย มีโทษเท่ากับวรรคหนึ่ง คือจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท

ผลที่วรรคสองวัดคือผลต่อครอบครัวของผู้ตาย ไม่ใช่ผลต่อผู้ตาย ภาพที่ล้อเลียนผู้ที่เพิ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าว เป็นกรณีที่พบบ่อยของวรรคนี้ ส่วนวรรคห้ากำหนดว่าถ้าผู้เสียหายตายก่อนร้องทุกข์ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรร้องทุกข์แทนได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย

ข้อยกเว้นติชมด้วยความเป็นธรรมตามมาตรา 16 วรรคสาม

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 วรรคสาม ยกเว้นความผิดเมื่อการนำภาพเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ “โดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ” ภาพล้อการเมืองหรือภาพประกอบบทวิจารณ์ที่ผู้ชมรู้ว่าเป็นภาพดัดแปลง อยู่ในขอบเขตที่ข้อยกเว้นนี้คุ้มครองได้

ข้อยกเว้นมีเงื่อนไขสองชั้น ชั้นแรกคือความสุจริต ชั้นที่สองคือความเป็นธรรมของการติชมต่อบุคคลหรือสิ่งที่ประชาชนย่อมติชมได้ เช่น การทำหน้าที่ของนักการเมืองหรือบริการที่เสนอต่อสาธารณะ ถ้อยคำนี้ตรงกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3)6 ภาพที่ออกแบบมาให้ผู้ชมเชื่อว่าเป็นภาพจริง หรือภาพที่พาดพิงเรื่องส่วนตัวซึ่งไม่เกี่ยวกับบทบาทสาธารณะ อยู่ห่างจากข้อยกเว้นนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 ข้างต้นแสดงว่าศาลตรวจความสุจริตจากพฤติการณ์ เช่น ผู้โพสต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนหรือไม่

ความผิดอันยอมความได้และอายุความสามเดือน

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 วรรคสี่ บัญญัติว่าความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ และคู่กรณียอมความกันได้

อายุความสามเดือนเริ่มนับเมื่อรู้ครบสองเรื่อง คือรู้ว่ามีภาพตัดต่อเผยแพร่ และรู้ว่าใครเป็นผู้เผยแพร่7 ภาพ Deepfake ที่โพสต์จากบัญชีนิรนามจึงอาจยังไม่เริ่มนับอายุความจนกว่าผู้เสียหายจะรู้ตัวผู้กระทำ การร้องทุกข์ที่ถูกต้องและความแตกต่างระหว่างการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับการร้องทุกข์อธิบายไว้ในบทความ ถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ แจ้งความได้ไหม ส่วนฝ่ายที่ถูกกล่าวหาดูสิทธิและข้อต่อสู้ได้ในบทความ ถูกแจ้งความหมิ่นประมาทออนไลน์

คำสั่งศาลให้ทำลายข้อมูลตามมาตรา 16/1 และ 16/2

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16/1 ให้อำนาจศาลในคดีความผิดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 16 ที่พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด สั่งให้ทำลายข้อมูล ให้โฆษณาคำพิพากษาโดยจำเลยชำระค่าโฆษณา หรือให้ดำเนินการอื่นเพื่อบรรเทาความเสียหาย และมาตรา 16/2 ลงโทษผู้ที่รู้ว่าข้อมูลในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลที่ศาลสั่งให้ทำลายแต่ไม่ทำลาย

มาตรา 16/1 ตอบปัญหาหลักของผู้เสียหายจากภาพตัดต่อ คือภาพยังค้างอยู่ในระบบหลังคดีจบ ศาลสั่งได้สามแบบ และมาตรา 16/2 ขยายหน้าที่ทำลายไปถึงผู้ครอบครองข้อมูลที่รู้ถึงคำสั่งศาล โดยมีโทษกึ่งหนึ่งของโทษตามมาตรา 14 หรือมาตรา 16 แล้วแต่กรณี8 ข้อจำกัดของมาตรา 16/1 คือศาลสั่งได้เมื่อมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแล้ว ผู้เสียหายที่ต้องการให้ภาพหยุดเผยแพร่ระหว่างคดีจึงต้องใช้ช่องทางอื่นประกอบ เช่น การรายงานต่อแพลตฟอร์ม

หลักกฎหมายเปรียบเทียบ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหภาพยุโรป

กฎหมายต่างประเทศจัดการภาพตัดต่อด้วยสองแนวทาง ฝรั่งเศสลงโทษการเผยแพร่ภาพตัดต่อและเนื้อหาที่สร้างด้วยอัลกอริทึมโดยไม่ได้รับความยินยอมตาม Code pénal มาตรา 226-8 เยอรมนีคุ้มครองภาพที่ทำลายชื่อเสียงตาม StGB มาตรา 201a และสหภาพยุโรปใช้หน้าที่เปิดเผยว่าเป็น deep fake ตาม AI Act มาตรา 50 (4)

ฝรั่งเศสมีบทบัญญัติที่ใกล้กับมาตรา 16 ของไทยมากที่สุด Code pénal มาตรา 226-8 ลงโทษการนำภาพตัดต่อที่ใช้ภาพหรือถ้อยคำของบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมไปเผยแพร่ ถ้าไม่ปรากฏชัดว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่ได้ระบุไว้ กฎหมายฉบับที่ 2024-449 เพิ่มเนื้อหาภาพหรือเสียงที่ “สร้างโดยกระบวนการทางอัลกอริทึม” เข้าไปในมาตราเดียวกัน โทษจำคุกหนึ่งปีและปรับ 15,000 ยูโร และเพิ่มเป็นสองปีและ 45,000 ยูโรเมื่อกระทำผ่านบริการสื่อสารออนไลน์9 ข้อแตกต่างจากไทยคือฝรั่งเศสวัดที่ความยินยอมและการระบุว่าเป็นภาพตัดต่อ ไม่ได้วัดที่ความเสียหายต่อชื่อเสียง และครอบคลุมเสียงด้วย

เยอรมนีใช้แนวทางที่ต่างออกไป StGB มาตรา 201a วรรคสอง ลงโทษผู้ที่นำภาพของบุคคลซึ่ง “อาจทำลายชื่อเสียงของผู้อยู่ในภาพอย่างร้ายแรง” ไปให้บุคคลที่สามเข้าถึงโดยไม่มีอำนาจ ใช้กับภาพของผู้ตายด้วย และวรรคสี่ยกเว้นการกระทำเพื่อประโยชน์โดยชอบที่สำคัญกว่า เช่น ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และการรายงานเหตุการณ์ร่วมสมัย10 ตัวบทใช้คำว่า Bildaufnahme ซึ่งหมายถึงภาพที่บันทึกจากตัวบุคคล ภาพจริงจึงเป็นกรณีหลักของมาตรานี้ ส่วนภาพที่สร้างขึ้นทั้งภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ เยอรมนียังไม่มีบทบัญญัติอาญาเฉพาะ สภาสหพันธ์ (Bundesrat) จึงเสนอร่างมาตรา 201b ว่าด้วยการละเมิดสิทธิในบุคลิกภาพด้วยการปลอมแปลงทางดิจิทัล ต่อสภาผู้แทนราษฎรสหพันธ์ (Bundestag) เมื่อ 27 สิงหาคม 2025 โดยบันทึกเหตุผลของร่างระบุว่าบทบัญญัติอาญาที่มีอยู่ครอบคลุมปัญหานี้ได้เพียงบางส่วน ร่างนี้ยังไม่มีผลใช้บังคับ ต่างจากมาตรา 16 ของไทยที่บัญญัติถึงภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นไว้โดยตรง

สหภาพยุโรปใช้หน้าที่ด้านความโปร่งใสแทนโทษอาญา Regulation (EU) 2024/1689 มาตรา 3 (60) นิยาม deep fake ว่าเนื้อหาภาพ เสียง หรือวิดีโอที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างหรือดัดแปลง ซึ่งคล้ายบุคคลหรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริงและ “would falsely appear to a person to be authentic or truthful” และมาตรา 50 (4) กำหนดให้ผู้ใช้งานระบบที่สร้าง deep fake ต้องเปิดเผยว่าเนื้อหาถูกสร้างหรือดัดแปลง งานเสียดสีหรืองานสร้างสรรค์ที่ชัดแจ้งเปิดเผยในลักษณะที่ไม่รบกวนการชมงานได้11

ระบบกฎหมายบทบัญญัติเกณฑ์หลักข้อยกเว้น
ไทยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16ภาพที่สร้าง ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง และน่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรืออับอายติชมด้วยความเป็นธรรมโดยสุจริต (วรรคสาม)
ฝรั่งเศสCode pénal มาตรา 226-8ภาพตัดต่อหรือเนื้อหาที่สร้างด้วยอัลกอริทึม เผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอมปรากฏชัดหรือระบุไว้ว่าเป็นภาพตัดต่อ
เยอรมนีStGB มาตรา 201a วรรคสองภาพที่บันทึกจากตัวบุคคล (Bildaufnahme) ซึ่งอาจทำลายชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ส่วนภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ทั้งภาพยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ (ร่างมาตรา 201b ยังไม่มีผลใช้บังคับ)ประโยชน์โดยชอบที่สำคัญกว่า เช่น ศิลปะ การรายงานข่าว (วรรคสี่)
สหภาพยุโรปAI Act มาตรา 50 (4)หน้าที่เปิดเผยว่าเป็น deep fakeงานเสียดสีหรืองานสร้างสรรค์เปิดเผยแบบไม่รบกวนงาน

สำหรับผู้อ่านไทย ข้อสรุปจากการเปรียบเทียบมีสองข้อ ข้อแรก การระบุชัดว่าภาพเป็นภาพตัดต่อหรือสร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เป็นเกณฑ์สำคัญในฝรั่งเศสและสหภาพยุโรป กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติทำนองนี้ แต่การระบุชัดช่วยสนับสนุนความสุจริตตามมาตรา 16 วรรคสาม ข้อที่สอง มาตรา 16 ของไทยวัดที่ผลต่อชื่อเสียงและความอับอาย ภาพตัดต่อที่ไม่กระทบผู้ใดจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ ต่างจากฝรั่งเศสที่เน้นความยินยอม

นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์

Posner (1978) อธิบายในทางนิติเศรษฐศาสตร์ว่าสื่อที่แข่งขันกันไม่นับต้นทุนที่บุคคลต้องรับจากการถูกนำเสนอในภาพที่ผิดความจริง ส่วนงานทดลองทางการสื่อสารของ Vaccari และ Chadwick (2020) พบว่าภาพ Deepfake ทำให้ผู้ชมเกิดความไม่แน่ใจมากกว่าถูกหลอกโดยตรง และความไม่แน่ใจนั้นลดความเชื่อถือข่าวบนสื่อสังคม

ในทางนิติเศรษฐศาสตร์ Posner วิเคราะห์ละเมิดความเป็นส่วนตัวประเภท false light ซึ่งใกล้กับภาพตัดต่อ ข้อโต้แย้งฝ่ายหนึ่งคือปล่อยให้การแข่งขันในตลาดความคิดแก้ข้อมูลเท็จเอง Posner ตอบว่า “competition among the news media may not take into account the full costs of being placed in a false light” เพราะสื่อคู่แข่งจะแก้ข่าวก็ต่อเมื่อผู้อ่านสนใจ ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้เสียหายได้รับ12 เหตุผลนี้อธิบายว่าเหตุใดมาตรา 16/1 จึงให้ศาลสั่งทำลายข้อมูลและโฆษณาคำพิพากษาโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย เพราะการแก้ความเข้าใจผิดจะไม่เกิดขึ้นเองอย่างเพียงพอ

ในทางการสื่อสารและจิตวิทยา Vaccari และ Chadwick ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างประชากรสหราชอาณาจักร และพบว่า “people are more likely to feel uncertain than to be misled by deepfakes” แต่ความไม่แน่ใจนั้น “reduces trust in news on social media”13 ผลนี้มีนัยต่อองค์ประกอบ “น่าจะ” ทำให้เสียชื่อเสียงหรืออับอายตามมาตรา 16 ความเสียหายไม่ได้เกิดเฉพาะเมื่อผู้ชมเชื่อภาพทั้งหมด ความสงสัยที่ภาพปลูกขึ้นก็กระทบชื่อเสียงของบุคคลในภาพได้แล้ว

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่ผู้เสียหายและผู้โพสต์ถามบ่อยเกี่ยวกับภาพตัดต่อ ได้แก่ การตัดต่อรูปโพสต์เฟซบุ๊ก ภาพ Deepfake ที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ การใส่ข้อความบนรูปจริง อายุความสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และคำสั่งศาลให้ทำลายข้อมูลตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16/1 คำตอบแต่ละข้ออ้างตัวบทที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ตัดต่อรูปคนอื่นโพสต์เฟซบุ๊ก ผิดกฎหมายไหม
ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16 เมื่อโพสต์ในที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ และภาพนั้นน่าจะทำให้ผู้อยู่ในภาพเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย โทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท
ภาพ Deepfake ที่สร้างด้วย AI ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่
มาตรา 16 ใช้กับภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ภาพของบุคคลที่ระบบปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นจึงอยู่ในถ้อยคำของมาตรานี้เมื่อครบองค์ประกอบส่วนอื่น ถ้าภาพมีลักษณะอันลามกต้องพิจารณามาตรา 14 (4) ด้วย
ใส่ข้อความบนรูปจริงของคนอื่น ผิดมาตรา 16 หรือหมิ่นประมาท
ภาพจริงที่ไม่ได้ถูกดัดแปลงพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 เป็นหลัก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 ลงโทษการนำข้อความกล่าวหาไปใส่บนรูปของโจทก์ตามมาตรา 328 และวินิจฉัยว่าการตั้งเป็นคำถามว่า จริงหรือไม่ ไม่ทำให้พ้นผิด
ถูกตัดต่อภาพต้องแจ้งความภายในกี่เดือน
ความผิดตามมาตรา 16 วรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
ศาลสั่งให้ลบภาพตัดต่อได้หรือไม่
ได้ เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 16 มาตรา 16/1 ให้ศาลสั่งทำลายข้อมูล ให้โฆษณาคำพิพากษาโดยจำเลยชำระค่าโฆษณา หรือให้ดำเนินการอื่นเพื่อบรรเทาความเสียหาย และผู้ครอบครองข้อมูลที่รู้คำสั่งแต่ไม่ทำลายมีความผิดตามมาตรา 16/2
※เชิงอรรถ · ตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาที่อ้างอิง
  1. ↩ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐) วรรคหนึ่ง “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท” วรรคสอง “ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง” วรรคสาม “ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ผู้กระทำไม่มีความผิด” วรรคสี่ “ความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้” วรรคห้า “ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย”
  2. ↩ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” · มาตรา ๓๒๘ “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท”
  3. ↩ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 (ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง, 328, 329 (1)) ย่อคำพิพากษา: “…เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์และข้อความที่จำเลยนำมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลย…แล้ว ทำให้วิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้ว มีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี…อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้…แม้จำเลยจะเพิ่มข้อความว่า จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นคำถามก็ตาม พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ได้ว่า จำเลยตั้งคำถามโดยไม่สุจริตใจและมีเจตนาเพื่อจะหลีกเลี่ยงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328…”
  4. ↩ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” … “(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ (๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)”
  5. ↩ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566 (ป.อ. มาตรา 91, 328; พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4)) ย่อคำพิพากษา: “แม้จำเลยจะลงมือเผยแพร่คลิปวิดีโอ…ในเครือข่ายทวิตเตอร์ครั้งเดียว แต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 กับความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก…ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) มีวัตถุประสงค์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองแตกต่างกัน…” และ “…ความผิดทั้ง 2 ฐานดังกล่าว มีองค์ประกอบของความผิดที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาของการกระทำความผิดออกจากกันได้อย่างชัดเจน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91”
  6. ↩ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (๑) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (๒) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (๓) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ (๔) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท”
  7. ↩ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๖ “ภายใต้บังคับมาตรา ๙๕ ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ”
  8. ↩ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖/๑ (เพิ่มโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐) “ในคดีความผิดตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ ซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง (๑) ให้ทำลายข้อมูลตามมาตราดังกล่าว (๒) ให้โฆษณาหรือเผยแพร่คำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หรือเผยแพร่ (๓) ให้ดำเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น” · มาตรา ๑๖/๒ (เพิ่มโดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน) “ผู้ใดรู้ว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลที่ศาลสั่งให้ทำลายตามมาตรา ๑๖/๑ ผู้นั้นต้องทำลายข้อมูลดังกล่าว หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ แล้วแต่กรณี”
  9. ↩ Code pénal (France), article 226-8 (version en vigueur depuis le 23 mai 2024, modifié par la loi n° 2024-449 du 21 mai 2024, art. 15) alinéa 1: « Est puni d'un an d'emprisonnement et de 15 000 euros d'amende le fait de porter à la connaissance du public ou d'un tiers, par quelque voie que ce soit, le montage réalisé avec les paroles ou l'image d'une personne sans son consentement, s'il n'apparaît pas à l'évidence qu'il s'agit d'un montage ou s'il n'en est pas expressément fait mention. Est assimilé à l'infraction mentionnée au présent alinéa et puni des mêmes peines le fait de porter à la connaissance du public ou d'un tiers, par quelque voie que ce soit, un contenu visuel ou sonore généré par un traitement algorithmique et représentant l'image ou les paroles d'une personne, sans son consentement, s'il n'apparaît pas à l'évidence qu'il s'agit d'un contenu généré algorithmiquement ou s'il n'en est pas expressément fait mention. » alinéa 2: « Ces peines sont portées à deux ans d'emprisonnement et à 45 000 euros d'amende lorsque les délits prévus au présent article ont été réalisés en utilisant un service de communication au public en ligne. »
  10. ↩ Strafgesetzbuch (StGB) § 201a Abs. 2: „Ebenso wird bestraft, wer unbefugt von einer anderen Person eine Bildaufnahme, die geeignet ist, dem Ansehen der abgebildeten Person erheblich zu schaden, einer dritten Person zugänglich macht. Dies gilt unter den gleichen Voraussetzungen auch für eine Bildaufnahme von einer verstorbenen Person.“ · Abs. 4: „Absatz 1 Nummer 2 und 3, auch in Verbindung mit Absatz 1 Nummer 4 oder 5, Absatz 2 und 3 gelten nicht für Handlungen, die in Wahrnehmung überwiegender berechtigter Interessen erfolgen, namentlich der Kunst oder der Wissenschaft, der Forschung oder der Lehre, der Berichterstattung über Vorgänge des Zeitgeschehens oder der Geschichte oder ähnlichen Zwecken dienen.“ (โทษตาม Abs. 1: „Freiheitsstrafe bis zu zwei Jahren oder … Geldstrafe“) · ร่างมาตรา 201b: Deutscher Bundestag, Drucksache 21/1383 (27.08.2025), Gesetzentwurf des Bundesrates, Entwurf eines Gesetzes zum strafrechtlichen Schutz von Persönlichkeitsrechten vor Deepfakes, „§ 201b Verletzung von Persönlichkeitsrechten durch digitale Fälschung“ และบันทึกเหตุผล: „Diese Vorschriften erfassen das Phänomen aber jeweils – wenn überhaupt – nur in Teilaspekten und auch nicht in seinem Unrechtskern.“ (gesetze-im-internet.de ยังไม่มี § 201b ณ วันที่ 27 กันยายน 2569)
  11. ↩ Regulation (EU) 2024/1689 (Artificial Intelligence Act), Article 3 (60): “‘deep fake’ means AI-generated or manipulated image, audio or video content that resembles existing persons, objects, places, entities or events and would falsely appear to a person to be authentic or truthful” · Article 50 (4) first subparagraph: “Deployers of an AI system that generates or manipulates image, audio or video content constituting a deep fake, shall disclose that the content has been artificially generated or manipulated. This obligation shall not apply where the use is authorised by law to detect, prevent, investigate or prosecute criminal offence. Where the content forms part of an evidently artistic, creative, satirical, fictional or analogous work or programme, the transparency obligations set out in this paragraph are limited to disclosure of the existence of such generated or manipulated content in an appropriate manner that does not hamper the display or enjoyment of the work.”
  12. ↩ Richard A. Posner, “The Right of Privacy,” Georgia Law Review, Vol. 12, No. 3 (Spring 1978), pp. 393–422, ที่หน้า 419: “What this argument overlooks, however, is that competition among the news media may not take into account the full costs of being placed in a false light.” อ่านฉบับเต็มจากคลังเปิด Chicago Unbound ของ University of Chicago Law School
  13. ↩ Cristian Vaccari and Andrew Chadwick, “Deepfakes and Disinformation: Exploring the Impact of Synthetic Political Video on Deception, Uncertainty, and Trust in News,” Social Media + Society, Vol. 6, Issue 1 (2020), DOI 10.1177/2056305120903408, บทคัดย่อ: “We find that people are more likely to feel uncertain than to be misled by deepfakes, but this resulting uncertainty, in turn, reduces trust in news on social media.” อ่านจากหน้าสำนักพิมพ์ Sage (เปิดให้อ่านทั่วไป)

ตัวบทพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 16 16/1 16/2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 326 328 329 ตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th) ฉบับปรับปรุงล่าสุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 และ 4403/2566 ตรวจกับฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) ตัวบทต่างประเทศตรวจกับ Légifrance, gesetze-im-internet.de, ระบบเอกสารรัฐสภาของ Bundestag และ EUR-Lex งานวิชาการอ่านจาก Chicago Unbound และหน้าสำนักพิมพ์ Sage ตรวจทั้งหมดเมื่อ 27 กันยายน 2569

→อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน →

โทร · +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง

ท่านถูกใส่ความหรือถูกหมิ่นประมาท?

หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

☎ โทรปรึกษา 081 654 5922

ท่านถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือกังวลเรื่องข้อความที่โพสต์ไปแล้ว?

หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน

☎ โทรปรึกษา 081 654 5922

ติดต่อสำนักงาน

ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม

contact@eksiamlegal.com

จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง