บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com

หน้าแรก › คลังความรู้ › แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 2211/2566

คนเห็นข้อมูลเท็จเพียงคนเดียว ยังถือว่า “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ได้หรือไม่

คำตอบคือได้ แต่ไม่ใช่เพราะกฎหมายนับจำนวนผู้ที่เข้ามาอ่าน มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) เขียนว่า “น่าจะเกิดความเสียหาย” ไม่ได้เขียนว่าต้องเกิดความเสียหายขึ้นจริงแก่คนหมู่มากเสียก่อน

เขียนและวิเคราะห์โดย เอกสยาม ชัยศร — นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง
เผยแพร่ 23 สิงหาคม 2569 · ตรวจแก้เนื้อหาล่าสุด 25 สิงหาคม 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

คำตอบอย่างสั้น

ได้ — แต่ต้องเข้าใจคำว่า “ได้” ให้ถูกเสียก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 ไม่ได้วางหลักว่ามีคนเห็นหนึ่งคนแล้วผิดเสมอไป สิ่งที่ศาลตอบคือ เมื่อผู้กระทำนำข้อมูลเข้าสู่เว็บไซต์เพื่อแสดงแก่ประชาชน และบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผู้พบเห็นจริงเพียงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ขาดไป2

คำถามที่คนถามกันมากที่สุดเวลาพูดถึงคำพิพากษาฉบับนี้คือ “ต้องมีคนเห็นกี่คน” ซึ่งเป็นคำถามที่เข้าใจได้ แต่เป็นคำถามที่ผิดฝาผิดตัวกับถ้อยคำในตัวบท เพราะมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ไม่ได้ผูกความผิดไว้กับจำนวนคน หากผูกไว้กับลักษณะของการกระทำ ว่าเป็นการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” หรือไม่

แก่นของคดีจึงไม่ได้อยู่ที่การนับยอดผู้เข้าชม แต่อยู่ที่คำถามสองข้อที่ต่างกันคนละเรื่อง คือผู้กระทำมุ่งนำข้อมูลไปแสดงแก่ใคร และระบบที่ใช้เผยแพร่นั้นเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้เพียงใด

สารบัญ
  1. เรื่องเริ่มจากเว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  2. อ่านตัวบทให้ครบทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง
  3. ศาลฎีกาไม่ได้ใช้จำนวนผู้พบเห็นเป็นเกณฑ์ชี้ขาด
  4. ข้อสังเกตทางวิชาการ: “น่าจะเกิดความเสียหาย” ไม่เท่ากับ “เสียหายไปแล้วหลายราย”
  5. เส้นแบ่งระหว่างวรรคหนึ่งกับวรรคสองอยู่ตรงไหน
  6. คำพิพากษานี้ไม่ได้ทำให้ข้อมูลเท็จทุกข้อความเป็นความผิด
  7. เส้นแบ่งกับคดีหมิ่นประมาทออนไลน์
  8. อ่านสามฎีกาพร้อมกันจะเห็นภาพชัดกว่าอ่านทีละฉบับ
  9. พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักหลังฎีกาที่ 2211/2566
  10. เกี่ยวกับผู้วิเคราะห์
  11. หากมีข้อพิพาทเรื่องข้อมูลเท็จหรือการกล่าวหาทางออนไลน์
  12. คำถามที่พบบ่อย
  13. ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง

เรื่องเริ่มจากเว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ตามคำอธิบายคดีที่สำนักงานศาลยุติธรรมเผยแพร่ในรายการ ฎีกา InTrend Ep.159 จำเลยเปิดเว็บไซต์สำหรับขายสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูป ผู้เสียหายเข้าไปพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรายการหนึ่งซึ่งเสนอขายในลักษณะที่เป็นสินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงตัดสินใจสั่งซื้อ2

เมื่อได้รับสินค้าแล้ว ผู้เสียหายนำเลขรหัสที่ปรากฏบนฝากล่องไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ของผู้ผลิต และพบว่าเป็นเลขรหัสของสินค้าที่ลอกเลียนจากของแท้ จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี

ในชั้นต่อสู้คดี จำเลยยกข้อต่อสู้ว่า ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นพบเห็นเว็บไซต์หรือสั่งซื้อสินค้า มีเพียงผู้เสียหายรายเดียวที่พบเห็นและหลงเชื่อข้อความดังกล่าว การกระทำจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

ตรงนี้คือจุดที่ต้องระวังที่สุดในการอ่านคำพิพากษาฉบับนี้ เพราะข้อความที่ว่า “มีคนเห็นเพียงคนเดียวจึงไม่เป็นความผิด” เป็นข้อต่อสู้ของจำเลย ไม่ใช่ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกา ปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลต้องตอบจึงมีอยู่ว่า จำนวนผู้พบเห็นจริงเป็นเกณฑ์ชี้ขาดคำว่า “ประชาชน” หรือไม่

อ่านตัวบทให้ครบทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง

ก่อนจะไปถึงคำวินิจฉัย ควรวางถ้อยคำของกฎหมายไว้ตรงหน้าเสียก่อน เพราะข้อถกเถียงทั้งหมดในคดีนี้เกิดจากคำเพียงไม่กี่คำในตัวบท

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 81

วรรคหนึ่ง“ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”

วรรคสอง“ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้”

สังเกตว่าถ้อยคำที่กฎหมายใช้คือ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ไม่ใช่ “เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ความต่างของสองสำนวนนี้เล็กในเชิงถ้อยคำ แต่ใหญ่มากในเชิงภาระการพิสูจน์ เพราะคำว่า “น่าจะ” ทำให้กฎหมายมุ่งไปที่ลักษณะและแนวโน้มของการกระทำ ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว

ส่วนวรรคสองทำหน้าที่รองรับอีกสถานการณ์หนึ่งที่ต่างออกไป คือกรณีที่การกระทำตามวรรคหนึ่ง (1) “มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” ซึ่งกฎหมายเห็นว่าความร้ายแรงน้อยกว่า จึงลดโทษลงและกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้

ประเด็นมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)มาตรา 14 วรรคสอง
ลักษณะของผู้รับสารเป็นการกระทำต่อประชาชนเป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การยอมความกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้เป็นความผิดอันยอมความได้
สิ่งที่ต้องพิสูจน์เป็นสาระสำคัญเหตุใดการกระทำจึงน่าจะก่อความเสียหายแก่ประชาชนเหตุใดการกระทำนั้นจึงมุ่งต่อบุคคลเฉพาะราย

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพด้วยการเปรียบเทียบ ความต่างของสองวรรคนี้คล้ายกับความต่างระหว่างการติดป้ายไว้หน้าร้านให้คนที่ผ่านไปมาอ่าน กับการเขียนจดหมายส่งถึงคนคนหนึ่งโดยเฉพาะ แม้ป้ายหน้าร้านจะมีคนหยุดอ่านจริงเพียงคนเดียวในวันนั้น ป้ายนั้นก็ยังถูกทำขึ้นเพื่อสื่อสารกับคนทั่วไปอยู่ดี

อุปมาข้างต้นช่วยให้เห็นโครงของกฎหมาย แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จทางกฎหมาย การวินิจฉัยในคดีจริงยังต้องพิเคราะห์เจตนา วิธีเผยแพร่ และเงื่อนไขการเข้าถึงจากข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง

ศาลฎีกาไม่ได้ใช้จำนวนผู้พบเห็นเป็นเกณฑ์ชี้ขาด

ศาลฎีกาไม่รับฟังข้อต่อสู้ของจำเลยในประเด็นนี้ โดยวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) กำหนดเพียงว่าการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต้องเป็นไปโดยประการที่ “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” มิได้กำหนดว่าจะต้องเกิดความเสียหายขึ้นจริงแก่ประชาชนในวงกว้างเสียก่อนจึงจะครบองค์ประกอบ2

สำนักงานศาลยุติธรรมสรุปผลของคำพิพากษาไว้ในทำนองว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาคือผู้กระทำมีเจตนานำข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงแก่ประชาชนทั่วไปหรือไม่ และเมื่อข้อมูลนั้นอยู่ในลักษณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและเปิดดูได้ การกระทำย่อมมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

ด้วยเหตุนี้ แม้ในคดีจะปรากฏผู้พบเห็นและสั่งซื้อสินค้าจริงเพียงรายเดียว ก็ไม่ทำให้องค์ประกอบเรื่องความเสียหายแก่ประชาชนขาดไป ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบในประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้

หลักที่ได้จากคำพิพากษา

จำนวนผู้พบเห็นจริงไม่ใช่เกณฑ์เด็ดขาดที่ใช้แยกคำว่า “ประชาชน” ออกจาก “บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” หากผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชน และนำข้อมูลนั้นไว้ในระบบที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ การมีผู้พบเห็นจริงเพียงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ขาดไป

ข้อความข้างต้นเป็นการสรุปหลักจากคำอธิบายคดีของสำนักงานศาลยุติธรรม มิใช่การคัดถ้อยคำจากคำพิพากษาฉบับเต็ม

ข้อสังเกตทางวิชาการ: “น่าจะเกิดความเสียหาย” ไม่เท่ากับ “เสียหายไปแล้วหลายราย”

ในความเห็นของผู้เขียน น้ำหนักของเหตุผลในคดีนี้อยู่ที่ถ้อยคำ “น่าจะเกิดความเสียหาย” เป็นสำคัญ ถ้อยคำลักษณะนี้เป็นสิ่งที่นักกฎหมายคุ้นเคยดีอยู่แล้วในบทบัญญัติหลายมาตรา และมีความหมายว่ากฎหมายมุ่งเอาผิดกับการกระทำที่มีลักษณะเสี่ยงต่อการก่อความเสียหาย โดยไม่ต้องรอให้ความเสียหายปรากฏขึ้นจริงเสียก่อน

เมื่อวางถ้อยคำนี้ลงบนข้อเท็จจริงของคดี จะเห็นว่าเว็บไซต์ขายสินค้าทำหน้าที่เสนอข้อมูลต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปโดยสภาพของมันเอง การที่พยานหลักฐานในสำนวนระบุผู้ซื้อหรือผู้พบเห็นได้เพียงรายเดียว จึงเป็นเพียงข้อจำกัดของการพิสูจน์ว่ามีใครเข้าถึงข้อมูลไปแล้วบ้าง แต่ไม่ได้เปลี่ยนสภาพของเว็บไซต์จากช่องทางที่เปิดต่อประชาชน ให้กลายเป็นการสื่อสารส่วนตัวระหว่างคนสองคน

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ต้องแยกคำถามสองข้อออกจากกันให้เด็ดขาด

  1. ใครพบเห็นข้อมูลไปแล้วบ้าง — เป็นข้อเท็จจริงเรื่องการเข้าถึงที่เกิดขึ้นแล้ว และมักถูกจำกัดด้วยพยานหลักฐานที่หาได้ในสำนวน
  2. ผู้กระทำมุ่งนำข้อมูลมาแสดงแก่ใคร และบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นได้หรือไม่ — เป็นข้อเท็จจริงที่ใช้ประเมินลักษณะของการกระทำตามองค์ประกอบของกฎหมาย

คำพิพากษาที่ 2211/2566 ให้น้ำหนักกับคำถามข้อที่สอง และไม่ได้แปลงจำนวนผู้พบเห็นจริงให้กลายเป็นสูตรสำเร็จสำหรับคดีอื่น

เส้นแบ่งระหว่างวรรคหนึ่งกับวรรคสองอยู่ตรงไหน

สิ่งที่คำพิพากษานี้ช่วยให้ชัดขึ้นคือ การมีผู้เสียหายที่ระบุตัวได้เพียงรายเดียว ไม่ได้แปลว่าต้องลงเป็นมาตรา 14 วรรคสองเสมอไป หากผู้กระทำมุ่งนำข้อมูลมาแสดงแก่ประชาชน และข้อมูลนั้นอยู่ในระบบที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ การกระทำก็ยังอาจอยู่ในวรรคหนึ่ง (1)

ในทางกลับกัน หากข้อมูลถูกส่งโดยจำกัดผู้รับไว้เฉพาะตัวบุคคล เช่น ส่งข้อความส่วนตัวถึงผู้รับที่กำหนดไว้โดยตรง ประเด็นเรื่องวรรคสองย่อมมีน้ำหนักขึ้นมาทันที อย่างไรก็ดี ข้อสรุปในแต่ละคดียังต้องอาศัยการพิเคราะห์เจตนา การตั้งค่าการเข้าถึง วิธีส่งข้อมูล และองค์ประกอบอื่นประกอบกันทั้งหมด ไม่มีแพลตฟอร์มใดหรือจำนวนผู้รับเท่าใดที่ใช้เป็นสูตรตายตัวได้

ลักษณะการสื่อสารประเด็นตั้งต้นที่ควรตรวจ
หน้าสินค้าบนเว็บไซต์ที่บุคคลทั่วไปเปิดดูได้ผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนหรือไม่ และบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นได้จริงเพียงใด
โพสต์สาธารณะหรือโฆษณาที่ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้ขอบเขตการเข้าถึง และความน่าจะเป็นที่การกระทำจะก่อความเสียหายแก่ประชาชน
ข้อความส่วนตัวที่ส่งถึงผู้รับเฉพาะรายเข้าลักษณะเป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามวรรคสองหรือไม่
กลุ่มปิด ระบบสมาชิก หรือลิงก์ที่จำกัดสิทธิการเข้าถึงต้องตรวจเจตนา เงื่อนไขการเข้าถึง และกลุ่มผู้รับที่แท้จริงเป็นรายกรณี

ตารางนี้เป็นกรอบวิเคราะห์ของผู้เขียน ซึ่งประมวลจากโครงสร้างของมาตรา 14 และผลของคำพิพากษา มิใช่หลักเกณฑ์ที่ศาลฎีกาวางไว้เป็นสูตรสำเร็จ

คำพิพากษานี้ไม่ได้ทำให้ข้อมูลเท็จทุกข้อความเป็นความผิด

แม้คดีนี้จะยืนยันว่าการมีผู้พบเห็นเพียงรายเดียวไม่ทำให้องค์ประกอบคำว่า “ประชาชน” ขาดไป แต่โจทก์ยังคงมีหน้าที่พิสูจน์องค์ประกอบข้ออื่นของมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ให้ครบถ้วน ได้แก่

  1. ผู้กระทำได้นำข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
  2. ข้อมูลดังกล่าวบิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ
  3. ผู้กระทำมีเจตนาพิเศษ คือกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง
  4. ลักษณะของการนำเข้าข้อมูลนั้นน่าจะก่อความเสียหายแก่ประชาชน
  5. การกระทำนั้นมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

คำพูดติดปากที่ว่า “มีคนเห็นคนเดียวก็ผิด” จึงเป็นเพียงคำอธิบายอย่างย่อของประเด็นหนึ่งในคดี ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการเผยแพร่ข้อความที่ผิดพลาดทุกกรณีเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

เส้นแบ่งกับคดีหมิ่นประมาทออนไลน์

มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) เขียนไว้ชัดว่าต้องเป็นกรณี “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา” ถ้อยคำส่วนนี้ไม่ใช่ส่วนเกิน แต่เป็นข้อจำกัดที่ผู้ร่างใส่ไว้เพื่อไม่ให้มาตรานี้ถูกหยิบมาใช้เพียงเพราะข้อความหมิ่นประมาทถูกโพสต์ผ่านอินเทอร์เน็ต

ดังนั้น หากแก่นของข้อพิพาทคือการใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามจนน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็ต้องเริ่มจากองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หรือมาตรา 328 พร้อมข้อยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษตามมาตรา 329 และมาตรา 330 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกรณีที่ใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จเป็นเครื่องมือหลอกลวงทางการค้าอย่างในคดีนี้ — อ่านคำอธิบายฉบับเต็มได้ที่ หมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่างกันอย่างไร

อ่านสามฎีกาพร้อมกันจะเห็นภาพชัดกว่าอ่านทีละฉบับ

คำพิพากษาทั้งสามฉบับต่อไปนี้พูดถึงมาตรา 14 (1) คนละองค์ประกอบ การอ่านรวมกันจึงช่วยกันไม่ให้หยิบฉบับใดฉบับหนึ่งไปใช้เกินขอบเขตของมัน

ฎีกาองค์ประกอบที่เป็นประเด็นผลของคำวินิจฉัย
2778/2561ข้อยกเว้นเรื่องหมิ่นประมาทท้ายอนุมาตรา (1)เมื่อการกระทำเดียวกันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1)3
5764/2562เจตนาพิเศษ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง”แม้ข้อมูลที่นำเข้าเป็นเท็จ หากไม่ปรากฏเจตนาพิเศษ ก็ยังไม่ครบองค์ประกอบ4
2211/2566คำว่า “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนผู้พบเห็น เมื่อข้อมูลถูกนำไปแสดงแก่ประชาชนในระบบที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ผู้พบเห็นจริงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบขาดไป2

พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักหลังฎีกาที่ 2211/2566

สำหรับฝ่ายกล่าวหา การพยายามพิสูจน์ยอดผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หัวใจของคดีอีกต่อไป สิ่งที่ควรเก็บคือพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นทั้งเนื้อหา เจตนา และลักษณะการเปิดเผยข้อมูลไปพร้อมกัน เช่น

  • หน้าเว็บไซต์หรือโพสต์ฉบับเต็ม พร้อม URL วันและเวลาที่บันทึก
  • การตั้งค่าที่แสดงว่าบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้
  • ข้อความโฆษณา กลุ่มเป้าหมาย และช่องทางที่ใช้เผยแพร่
  • ข้อมูลการสั่งซื้อ การชำระเงิน และการส่งมอบสินค้า
  • หลักฐานจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือหน่วยงานที่ยืนยันว่าข้อมูลหรือสินค้านั้นเป็นเท็จหรือปลอม
  • ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ และข้อมูลผู้ดูแลบัญชีหรือเว็บไซต์ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา การต่อสู้เพียงว่า “มีคนเห็นแค่คนเดียว” ไม่สอดคล้องกับแนววินิจฉัยนี้อีกต่อไป ประเด็นที่ควรตรวจอย่างจริงจังคือ ใครเป็นผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบ ข้อมูลนั้นเป็นเท็จจริงหรือไม่ มีเจตนาโดยทุจริตหรือหลอกลวงหรือไม่ ผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนหรือมุ่งต่อบุคคลเฉพาะราย บุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้จริงเพียงใด และคำฟ้องบรรยายองค์ประกอบครบถ้วนหรือไม่ — ดูแนวทางเก็บพยานหลักฐานดิจิทัลประกอบ

เกี่ยวกับผู้วิเคราะห์

เอกสยาม ชัยศร

นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง แห่ง Eksiam Defamation Law (บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด) ทำงานทั้งฝั่งผู้เสียหายและฝั่งผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่การตรวจข้อความก่อนเผยแพร่ การรักษาพยานหลักฐานดิจิทัล ไปจนถึงการเจรจาและการดำเนินคดี — อ่านประวัติฉบับเต็ม

หากมีข้อพิพาทเรื่องข้อมูลเท็จหรือการกล่าวหาทางออนไลน์

การจำแนกว่าข้อเท็จจริงของท่านอยู่ในมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มาตรา 14 วรรคสอง ความผิดฐานฉ้อโกง หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ส่งผลโดยตรงต่อองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์ อัตราโทษ สิทธิและกำหนดเวลาร้องทุกข์ ตลอดจนแนวทางเก็บพยานหลักฐาน หากเรื่องของท่านอยู่กึ่งกลางระหว่างการเผยแพร่ต่อสาธารณะกับการส่งถึงบุคคลเฉพาะราย ควรตรวจเนื้อหา เจตนา การตั้งค่าการเข้าถึง เส้นทางการเผยแพร่ และคำร้องทุกข์ให้ครบก่อนกำหนดฐานความผิด

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดี

คำถามที่พบบ่อย

มีคนเห็นข้อมูลเท็จเพียงคนเดียว ยังผิดมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ได้หรือไม่
ได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำของผู้พบเห็นไว้ หากผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนและนำข้อมูลนั้นไว้ในเว็บไซต์ที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ การที่พยานหลักฐานยืนยันผู้พบเห็นจริงได้เพียงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบเรื่องความเสียหายแก่ประชาชนขาดไป
ต้องมีคนเห็นอย่างน้อยกี่คนจึงจะถือว่าเป็นการกระทำต่อประชาชน
คำพิพากษานี้ไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือผู้กระทำมุ่งนำข้อมูลมาแสดงแก่ประชาชนหรือไม่ และข้อมูลนั้นอยู่ในลักษณะที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้หรือไม่ ไม่ใช่ตัวเลขยอดดูเพียงอย่างเดียว
หากไม่มีหลักฐานว่ามีใครเปิดดูข้อมูลเลย จะใช้ฎีกานี้สรุปว่าเป็นความผิดได้หรือไม่
ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีผู้พบเห็นข้อมูลจริงหนึ่งราย คำพิพากษาจึงยืนยันได้เพียงว่าการมีผู้พบเห็นรายเดียวไม่ทำให้องค์ประกอบขาดไป มิได้ตอบทุกกรณีที่ไม่ปรากฏผู้พบเห็นเลย และโจทก์ยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบข้ออื่นของมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ให้ครบถ้วน
เว็บไซต์ที่เปิดให้เข้าถึงได้ทั่วไป ทำให้ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทันทีหรือไม่
ไม่ การที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ใช้ประเมินองค์ประกอบเรื่องความเสียหายแก่ประชาชน โจทก์ยังต้องพิสูจน์ต่อไปว่าข้อมูลนั้นบิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ ผู้กระทำมีเจตนาโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และการกระทำนั้นมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
เมื่อมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว ต้องใช้มาตรา 14 วรรคสองเสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป ต้องแยกระหว่างการมีผู้เสียหายที่พิสูจน์ตัวได้เพียงรายเดียว กับการที่การกระทำนั้นถูกจำกัดไว้ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ หากผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนและบุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ กรณีก็ยังอาจอยู่ในวรรคหนึ่ง (1) แม้ระบุตัวผู้เสียหายได้รายเดียว ส่วนวรรคสองจะมีน้ำหนักเมื่อการกระทำมิได้กระทำต่อประชาชน แต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
※เชิงอรรถ · ฐานกฎหมายและเอกสารอ้างอิง
  1. ↩ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 10 ก หน้า 24 (24 มกราคม 2560).
  2. ↩ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566; สำนักงานศาลยุติธรรม, ฎีกา InTrend Ep.159 ความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ต้องมีผู้พบเห็นมากน้อยเพียงใดจึงจะเป็นความผิด, COJ Channel และ สื่อศาล.
  3. ↩ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา.
  4. ↩ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา.

หมายเหตุว่าด้วยขอบเขตการตรวจสอบ
บทความนี้สรุปข้อเท็จจริงและประเด็นวินิจฉัยจากสื่ออธิบายคำพิพากษาที่สำนักงานศาลยุติธรรมเผยแพร่ และตรวจถ้อยคำของตัวบทจากราชกิจจานุเบกษา ผู้ที่จะอ้างคำพิพากษาในคำฟ้อง คำให้การ หรือคำคู่ความอื่น ควรตรวจถ้อยคำจากสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มหรือฉบับรับรองอีกครั้ง และไม่ควรอ้างข้อความสรุปในบทความนี้เสมือนเป็นคำคัดถ้อยคำของศาล

→อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน →

โทร · +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าท่านอยู่ฝ่ายใดของคดีหมิ่นประมาท เราพร้อมรับฟังและช่วยประเมินแนวทาง

ท่านถูกใส่ความหรือถูกหมิ่นประมาท?

หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

☎ โทรปรึกษา 081 654 5922

ท่านถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือกังวลเรื่องข้อความที่โพสต์ไปแล้ว?

หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน

☎ โทรปรึกษา 081 654 5922

ติดต่อสำนักงาน

ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม

contact@eksiamlegal.com

จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง