หน้าแรก › คลังความรู้ › แนวคำพิพากษา
แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 2211/2566คำตอบคือได้ แต่ไม่ใช่เพราะกฎหมายนับจำนวนผู้ที่เข้ามาอ่าน มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) เขียนว่า “น่าจะเกิดความเสียหาย” ไม่ได้เขียนว่าต้องเกิดความเสียหายขึ้นจริงแก่คนหมู่มากเสียก่อน
เขียนและวิเคราะห์โดย เอกสยาม ชัยศร — นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง
เผยแพร่ 23 สิงหาคม 2569 · ตรวจแก้เนื้อหาล่าสุด 25 สิงหาคม 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา
ได้ — แต่ต้องเข้าใจคำว่า “ได้” ให้ถูกเสียก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 ไม่ได้วางหลักว่ามีคนเห็นหนึ่งคนแล้วผิดเสมอไป สิ่งที่ศาลตอบคือ เมื่อผู้กระทำนำข้อมูลเข้าสู่เว็บไซต์เพื่อแสดงแก่ประชาชน และบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผู้พบเห็นจริงเพียงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ขาดไป2
คำถามที่คนถามกันมากที่สุดเวลาพูดถึงคำพิพากษาฉบับนี้คือ “ต้องมีคนเห็นกี่คน” ซึ่งเป็นคำถามที่เข้าใจได้ แต่เป็นคำถามที่ผิดฝาผิดตัวกับถ้อยคำในตัวบท เพราะมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ไม่ได้ผูกความผิดไว้กับจำนวนคน หากผูกไว้กับลักษณะของการกระทำ ว่าเป็นการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” หรือไม่
แก่นของคดีจึงไม่ได้อยู่ที่การนับยอดผู้เข้าชม แต่อยู่ที่คำถามสองข้อที่ต่างกันคนละเรื่อง คือผู้กระทำมุ่งนำข้อมูลไปแสดงแก่ใคร และระบบที่ใช้เผยแพร่นั้นเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้เพียงใด
ตามคำอธิบายคดีที่สำนักงานศาลยุติธรรมเผยแพร่ในรายการ ฎีกา InTrend Ep.159 จำเลยเปิดเว็บไซต์สำหรับขายสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูป ผู้เสียหายเข้าไปพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรายการหนึ่งซึ่งเสนอขายในลักษณะที่เป็นสินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงตัดสินใจสั่งซื้อ2
เมื่อได้รับสินค้าแล้ว ผู้เสียหายนำเลขรหัสที่ปรากฏบนฝากล่องไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ของผู้ผลิต และพบว่าเป็นเลขรหัสของสินค้าที่ลอกเลียนจากของแท้ จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี
ในชั้นต่อสู้คดี จำเลยยกข้อต่อสู้ว่า ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นพบเห็นเว็บไซต์หรือสั่งซื้อสินค้า มีเพียงผู้เสียหายรายเดียวที่พบเห็นและหลงเชื่อข้อความดังกล่าว การกระทำจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
ตรงนี้คือจุดที่ต้องระวังที่สุดในการอ่านคำพิพากษาฉบับนี้ เพราะข้อความที่ว่า “มีคนเห็นเพียงคนเดียวจึงไม่เป็นความผิด” เป็นข้อต่อสู้ของจำเลย ไม่ใช่ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกา ปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลต้องตอบจึงมีอยู่ว่า จำนวนผู้พบเห็นจริงเป็นเกณฑ์ชี้ขาดคำว่า “ประชาชน” หรือไม่
ก่อนจะไปถึงคำวินิจฉัย ควรวางถ้อยคำของกฎหมายไว้ตรงหน้าเสียก่อน เพราะข้อถกเถียงทั้งหมดในคดีนี้เกิดจากคำเพียงไม่กี่คำในตัวบท
วรรคหนึ่ง“ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”
วรรคสอง“ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้”
สังเกตว่าถ้อยคำที่กฎหมายใช้คือ “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ไม่ใช่ “เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ความต่างของสองสำนวนนี้เล็กในเชิงถ้อยคำ แต่ใหญ่มากในเชิงภาระการพิสูจน์ เพราะคำว่า “น่าจะ” ทำให้กฎหมายมุ่งไปที่ลักษณะและแนวโน้มของการกระทำ ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว
ส่วนวรรคสองทำหน้าที่รองรับอีกสถานการณ์หนึ่งที่ต่างออกไป คือกรณีที่การกระทำตามวรรคหนึ่ง (1) “มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” ซึ่งกฎหมายเห็นว่าความร้ายแรงน้อยกว่า จึงลดโทษลงและกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้
| ประเด็น | มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) | มาตรา 14 วรรคสอง |
|---|---|---|
| ลักษณะของผู้รับสาร | เป็นการกระทำต่อประชาชน | เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง |
| อัตราโทษ | จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ | จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| การยอมความ | กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ | เป็นความผิดอันยอมความได้ |
| สิ่งที่ต้องพิสูจน์เป็นสาระสำคัญ | เหตุใดการกระทำจึงน่าจะก่อความเสียหายแก่ประชาชน | เหตุใดการกระทำนั้นจึงมุ่งต่อบุคคลเฉพาะราย |
ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพด้วยการเปรียบเทียบ ความต่างของสองวรรคนี้คล้ายกับความต่างระหว่างการติดป้ายไว้หน้าร้านให้คนที่ผ่านไปมาอ่าน กับการเขียนจดหมายส่งถึงคนคนหนึ่งโดยเฉพาะ แม้ป้ายหน้าร้านจะมีคนหยุดอ่านจริงเพียงคนเดียวในวันนั้น ป้ายนั้นก็ยังถูกทำขึ้นเพื่อสื่อสารกับคนทั่วไปอยู่ดี
อุปมาข้างต้นช่วยให้เห็นโครงของกฎหมาย แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จทางกฎหมาย การวินิจฉัยในคดีจริงยังต้องพิเคราะห์เจตนา วิธีเผยแพร่ และเงื่อนไขการเข้าถึงจากข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง
ศาลฎีกาไม่รับฟังข้อต่อสู้ของจำเลยในประเด็นนี้ โดยวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) กำหนดเพียงว่าการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต้องเป็นไปโดยประการที่ “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” มิได้กำหนดว่าจะต้องเกิดความเสียหายขึ้นจริงแก่ประชาชนในวงกว้างเสียก่อนจึงจะครบองค์ประกอบ2
สำนักงานศาลยุติธรรมสรุปผลของคำพิพากษาไว้ในทำนองว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาคือผู้กระทำมีเจตนานำข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงแก่ประชาชนทั่วไปหรือไม่ และเมื่อข้อมูลนั้นอยู่ในลักษณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและเปิดดูได้ การกระทำย่อมมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว
ด้วยเหตุนี้ แม้ในคดีจะปรากฏผู้พบเห็นและสั่งซื้อสินค้าจริงเพียงรายเดียว ก็ไม่ทำให้องค์ประกอบเรื่องความเสียหายแก่ประชาชนขาดไป ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบในประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้
จำนวนผู้พบเห็นจริงไม่ใช่เกณฑ์เด็ดขาดที่ใช้แยกคำว่า “ประชาชน” ออกจาก “บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” หากผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชน และนำข้อมูลนั้นไว้ในระบบที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ การมีผู้พบเห็นจริงเพียงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ขาดไป
ข้อความข้างต้นเป็นการสรุปหลักจากคำอธิบายคดีของสำนักงานศาลยุติธรรม มิใช่การคัดถ้อยคำจากคำพิพากษาฉบับเต็ม
ในความเห็นของผู้เขียน น้ำหนักของเหตุผลในคดีนี้อยู่ที่ถ้อยคำ “น่าจะเกิดความเสียหาย” เป็นสำคัญ ถ้อยคำลักษณะนี้เป็นสิ่งที่นักกฎหมายคุ้นเคยดีอยู่แล้วในบทบัญญัติหลายมาตรา และมีความหมายว่ากฎหมายมุ่งเอาผิดกับการกระทำที่มีลักษณะเสี่ยงต่อการก่อความเสียหาย โดยไม่ต้องรอให้ความเสียหายปรากฏขึ้นจริงเสียก่อน
เมื่อวางถ้อยคำนี้ลงบนข้อเท็จจริงของคดี จะเห็นว่าเว็บไซต์ขายสินค้าทำหน้าที่เสนอข้อมูลต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปโดยสภาพของมันเอง การที่พยานหลักฐานในสำนวนระบุผู้ซื้อหรือผู้พบเห็นได้เพียงรายเดียว จึงเป็นเพียงข้อจำกัดของการพิสูจน์ว่ามีใครเข้าถึงข้อมูลไปแล้วบ้าง แต่ไม่ได้เปลี่ยนสภาพของเว็บไซต์จากช่องทางที่เปิดต่อประชาชน ให้กลายเป็นการสื่อสารส่วนตัวระหว่างคนสองคน
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ต้องแยกคำถามสองข้อออกจากกันให้เด็ดขาด
คำพิพากษาที่ 2211/2566 ให้น้ำหนักกับคำถามข้อที่สอง และไม่ได้แปลงจำนวนผู้พบเห็นจริงให้กลายเป็นสูตรสำเร็จสำหรับคดีอื่น
สิ่งที่คำพิพากษานี้ช่วยให้ชัดขึ้นคือ การมีผู้เสียหายที่ระบุตัวได้เพียงรายเดียว ไม่ได้แปลว่าต้องลงเป็นมาตรา 14 วรรคสองเสมอไป หากผู้กระทำมุ่งนำข้อมูลมาแสดงแก่ประชาชน และข้อมูลนั้นอยู่ในระบบที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ การกระทำก็ยังอาจอยู่ในวรรคหนึ่ง (1)
ในทางกลับกัน หากข้อมูลถูกส่งโดยจำกัดผู้รับไว้เฉพาะตัวบุคคล เช่น ส่งข้อความส่วนตัวถึงผู้รับที่กำหนดไว้โดยตรง ประเด็นเรื่องวรรคสองย่อมมีน้ำหนักขึ้นมาทันที อย่างไรก็ดี ข้อสรุปในแต่ละคดียังต้องอาศัยการพิเคราะห์เจตนา การตั้งค่าการเข้าถึง วิธีส่งข้อมูล และองค์ประกอบอื่นประกอบกันทั้งหมด ไม่มีแพลตฟอร์มใดหรือจำนวนผู้รับเท่าใดที่ใช้เป็นสูตรตายตัวได้
| ลักษณะการสื่อสาร | ประเด็นตั้งต้นที่ควรตรวจ |
|---|---|
| หน้าสินค้าบนเว็บไซต์ที่บุคคลทั่วไปเปิดดูได้ | ผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนหรือไม่ และบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นได้จริงเพียงใด |
| โพสต์สาธารณะหรือโฆษณาที่ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้ | ขอบเขตการเข้าถึง และความน่าจะเป็นที่การกระทำจะก่อความเสียหายแก่ประชาชน |
| ข้อความส่วนตัวที่ส่งถึงผู้รับเฉพาะราย | เข้าลักษณะเป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามวรรคสองหรือไม่ |
| กลุ่มปิด ระบบสมาชิก หรือลิงก์ที่จำกัดสิทธิการเข้าถึง | ต้องตรวจเจตนา เงื่อนไขการเข้าถึง และกลุ่มผู้รับที่แท้จริงเป็นรายกรณี |
ตารางนี้เป็นกรอบวิเคราะห์ของผู้เขียน ซึ่งประมวลจากโครงสร้างของมาตรา 14 และผลของคำพิพากษา มิใช่หลักเกณฑ์ที่ศาลฎีกาวางไว้เป็นสูตรสำเร็จ
แม้คดีนี้จะยืนยันว่าการมีผู้พบเห็นเพียงรายเดียวไม่ทำให้องค์ประกอบคำว่า “ประชาชน” ขาดไป แต่โจทก์ยังคงมีหน้าที่พิสูจน์องค์ประกอบข้ออื่นของมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ให้ครบถ้วน ได้แก่
คำพูดติดปากที่ว่า “มีคนเห็นคนเดียวก็ผิด” จึงเป็นเพียงคำอธิบายอย่างย่อของประเด็นหนึ่งในคดี ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการเผยแพร่ข้อความที่ผิดพลาดทุกกรณีเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) เขียนไว้ชัดว่าต้องเป็นกรณี “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา” ถ้อยคำส่วนนี้ไม่ใช่ส่วนเกิน แต่เป็นข้อจำกัดที่ผู้ร่างใส่ไว้เพื่อไม่ให้มาตรานี้ถูกหยิบมาใช้เพียงเพราะข้อความหมิ่นประมาทถูกโพสต์ผ่านอินเทอร์เน็ต
ดังนั้น หากแก่นของข้อพิพาทคือการใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามจนน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็ต้องเริ่มจากองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หรือมาตรา 328 พร้อมข้อยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษตามมาตรา 329 และมาตรา 330 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกรณีที่ใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จเป็นเครื่องมือหลอกลวงทางการค้าอย่างในคดีนี้ — อ่านคำอธิบายฉบับเต็มได้ที่ หมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่างกันอย่างไร
คำพิพากษาทั้งสามฉบับต่อไปนี้พูดถึงมาตรา 14 (1) คนละองค์ประกอบ การอ่านรวมกันจึงช่วยกันไม่ให้หยิบฉบับใดฉบับหนึ่งไปใช้เกินขอบเขตของมัน
| ฎีกา | องค์ประกอบที่เป็นประเด็น | ผลของคำวินิจฉัย |
|---|---|---|
| 2778/2561 | ข้อยกเว้นเรื่องหมิ่นประมาทท้ายอนุมาตรา (1) | เมื่อการกระทำเดียวกันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1)3 |
| 5764/2562 | เจตนาพิเศษ “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง” | แม้ข้อมูลที่นำเข้าเป็นเท็จ หากไม่ปรากฏเจตนาพิเศษ ก็ยังไม่ครบองค์ประกอบ4 |
| 2211/2566 | คำว่า “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” | กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนผู้พบเห็น เมื่อข้อมูลถูกนำไปแสดงแก่ประชาชนในระบบที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ผู้พบเห็นจริงรายเดียวก็ไม่ทำให้องค์ประกอบขาดไป2 |
สำหรับฝ่ายกล่าวหา การพยายามพิสูจน์ยอดผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หัวใจของคดีอีกต่อไป สิ่งที่ควรเก็บคือพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นทั้งเนื้อหา เจตนา และลักษณะการเปิดเผยข้อมูลไปพร้อมกัน เช่น
สำหรับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา การต่อสู้เพียงว่า “มีคนเห็นแค่คนเดียว” ไม่สอดคล้องกับแนววินิจฉัยนี้อีกต่อไป ประเด็นที่ควรตรวจอย่างจริงจังคือ ใครเป็นผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบ ข้อมูลนั้นเป็นเท็จจริงหรือไม่ มีเจตนาโดยทุจริตหรือหลอกลวงหรือไม่ ผู้กระทำมุ่งแสดงข้อมูลแก่ประชาชนหรือมุ่งต่อบุคคลเฉพาะราย บุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้จริงเพียงใด และคำฟ้องบรรยายองค์ประกอบครบถ้วนหรือไม่ — ดูแนวทางเก็บพยานหลักฐานดิจิทัลประกอบ
นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง แห่ง Eksiam Defamation Law (บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด) ทำงานทั้งฝั่งผู้เสียหายและฝั่งผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่การตรวจข้อความก่อนเผยแพร่ การรักษาพยานหลักฐานดิจิทัล ไปจนถึงการเจรจาและการดำเนินคดี — อ่านประวัติฉบับเต็ม
การจำแนกว่าข้อเท็จจริงของท่านอยู่ในมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มาตรา 14 วรรคสอง ความผิดฐานฉ้อโกง หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ส่งผลโดยตรงต่อองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์ อัตราโทษ สิทธิและกำหนดเวลาร้องทุกข์ ตลอดจนแนวทางเก็บพยานหลักฐาน หากเรื่องของท่านอยู่กึ่งกลางระหว่างการเผยแพร่ต่อสาธารณะกับการส่งถึงบุคคลเฉพาะราย ควรตรวจเนื้อหา เจตนา การตั้งค่าการเข้าถึง เส้นทางการเผยแพร่ และคำร้องทุกข์ให้ครบก่อนกำหนดฐานความผิด
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดี
หมายเหตุว่าด้วยขอบเขตการตรวจสอบ
บทความนี้สรุปข้อเท็จจริงและประเด็นวินิจฉัยจากสื่ออธิบายคำพิพากษาที่สำนักงานศาลยุติธรรมเผยแพร่ และตรวจถ้อยคำของตัวบทจากราชกิจจานุเบกษา ผู้ที่จะอ้างคำพิพากษาในคำฟ้อง คำให้การ หรือคำคู่ความอื่น ควรตรวจถ้อยคำจากสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มหรือฉบับรับรองอีกครั้ง และไม่ควรอ้างข้อความสรุปในบทความนี้เสมือนเป็นคำคัดถ้อยคำของศาล
โทร · +66 81 654 5922 · contact@eksiamlegal.com · แอดไลน์ปรึกษา
ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด
หากมีโพสต์ รีวิว หรือข้อความที่ทำให้ท่านหรือธุรกิจเสียชื่อเสียง ควรเก็บหลักฐานไว้ก่อนข้อความจะถูกแก้ไขหรือลบ และโปรดทราบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922หากได้รับหมายเรียก หนังสือบอกกล่าว หรือกังวลว่าข้อความที่โพสต์ไปแล้วอาจเป็นคดี การทบทวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนให้การหรือเจรจา จะช่วยให้ท่านเห็นทางเลือกได้ครบถ้วน
☎ โทรปรึกษา 081 654 5922ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม
contact@eksiamlegal.comจันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ