บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com

หน้าแรกคลังความรู้ › แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษา · ฎีกาที่ 2211/2566

คนเห็นข้อมูลเท็จเพียงคนเดียว ถือว่าเสียหายแก่ “ประชาชน” หรือไม่

คำว่า “ประชาชน” ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะข้อมูลอยู่บนเว็บไซต์ ฎีกาที่ 2211/2566 ชี้ว่าผู้พบเห็นเพียงรายเดียวไม่ครบวรรคหนึ่ง แต่ยังต้องแยกตรวจมาตรา 14 วรรคสองเสมอ

เขียนโดย เอกสยาม ชัยศร — นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง
เผยแพร่และตรวจแก้กฎหมาย 23 สิงหาคม 2569 · อ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

คำตอบตรง

ในข้อเท็จจริงของฎีกาที่ 2211/2566 เมื่อปรากฏเพียงผู้เสียหายรายเดียวที่พบเห็นเว็บไซต์และสั่งซื้อสินค้า ยังไม่ครบองค์ประกอบว่าเป็นการนำข้อมูลเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ “ประชาชน” ตามมาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี ไม่ควรสรุปต่อว่า “คนเห็นคนเดียวไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทุกกรณี” เพราะมาตรา 14 วรรคสองวางกรณีที่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งไว้ต่างหาก1

จุดสำคัญของคดีนี้จึงไม่ใช่การนับยอดวิวแบบสูตรคณิตศาสตร์ แต่เป็นการจำแนกว่า ข้อหาและพยานหลักฐานกำลังกล่าวถึง ความเสียหายแก่ประชาชนตามวรรคหนึ่ง หรือ การกระทำต่อบุคคลเฉพาะรายตามวรรคสอง

ข้อเท็จจริงของฎีกาที่ 2211/2566

ตามสรุปคำพิพากษาที่สำนักงานศาลยุติธรรมเผยแพร่ในรายการฎีกา InTrend Ep.159 ผู้ขายเปิดเว็บไซต์สำหรับขายสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูป ผู้เสียหายพบเว็บไซต์และสนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เสนอว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงสั่งซื้อสินค้า2

เมื่อได้รับสินค้า แม้กล่องจะใช้ชื่อยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แต่ผู้เสียหายนำเลขรหัสที่ติดบนฝากล่องไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ของผู้ผลิต จึงพบว่าเป็นเลขรหัสของสินค้าที่ลอกเลียนจากของแท้ ผู้เสียหายเห็นว่าผู้ขายขายสินค้าปลอม จึงร้องทุกข์และพนักงานอัยการฟ้องคดี

ข้อต่อสู้สำคัญคือ ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นพบเห็นเว็บไซต์หรือสั่งซื้อสินค้าจากจำเลย มีเพียงผู้เสียหายรายเดียวเท่านั้น คำถามจึงเกิดขึ้นว่า การนำข้อมูลเท็จไว้บนเว็บไซต์ซึ่งมีผู้พบเห็นหนึ่งราย เพียงพอสำหรับองค์ประกอบ “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” หรือไม่

กฎหมายที่ต้องแยกเป็นสองวรรค

มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่งกำหนดความผิดสำหรับการกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ซึ่งนำข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จเข้าสู่ระบบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาท1

มาตรา 14 วรรคสองกำหนดต่อว่า หากการกระทำตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่ หรือผู้ส่งต่อข้อมูลดังกล่าวมีโทษเบากว่า และเป็นความผิดอันยอมความได้1

ประเด็นมาตรา 14 (1) วรรคหนึ่งมาตรา 14 วรรคสอง
เป้าหมายของการกระทำประชาชนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การยอมความไม่ได้กำหนดให้ยอมความได้เป็นความผิดอันยอมความได้
สิ่งที่ต้องระบุในคดีเหตุใดข้อมูลจึงน่าจะเสียหายแก่ประชาชนเหตุใดเป็นการกระทำต่อบุคคลเฉพาะราย

การแยกสองวรรคนี้สำคัญ เพราะการกล่าวเพียงว่า “นำข้อมูลเท็จเข้าเว็บไซต์” ยังไม่ตอบว่าข้อเท็จจริงอยู่ในวรรคใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องมีเพียงผู้เสียหายรายเดียวที่พบเห็นและสั่งซื้อ โดยไม่ปรากฏบุคคลอื่น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ครบลักษณะความเสียหายแก่ “ประชาชน” ตามมาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง2

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566 (วรรคทอง) มีเพียงผู้เสียหายพบเห็นคนเดียว ยังไม่เป็นความเสียหายแก่ “ประชาชน” ตามวรรคหนึ่ง2

คำพิพากษานี้ทำหน้าที่เตือนทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยว่า คำว่าเว็บไซต์หรือระบบคอมพิวเตอร์ไม่ได้ทำให้ข้อมูลมีผลต่อประชาชนโดยอัตโนมัติ ต้องอ่านคำฟ้องและพยานหลักฐานว่ามีการเสนอข้อมูลต่อใคร ใครเข้าถึง มีผู้พบเห็นหรือผู้เสียหายกี่ลักษณะ และการกระทำน่าจะก่อผลต่อกลุ่มบุคคลโดยรวมอย่างไร

อย่าเปลี่ยนฎีกานี้เป็นสูตรว่า “สองคนขึ้นไปคือประชาชน”

ฎีกาที่ 2211/2566 บอกว่า หนึ่งคนในข้อเท็จจริงนั้นไม่พอ แต่ไม่ได้กำหนดตัวเลขขั้นต่ำว่า 2 คน 10 คน หรือ 100 คนจึงจะเป็นประชาชน การตีความยังต้องดูทั้ง

  • รูปแบบการเปิดเผยข้อมูล
  • กลุ่มเป้าหมายของการหลอกลวง
  • ลักษณะและขนาดความเสี่ยง
  • จำนวนและฐานะของผู้ที่เข้าถึง
  • เนื้อหาของคำฟ้อง
  • พยานหลักฐานที่แสดงผลหรือความน่าจะเป็นของความเสียหาย

เว็บไซต์ที่เปิดสาธารณะอาจเป็นพฤติการณ์สำคัญ แต่การเปิดสาธารณะเพียงอย่างเดียวไม่ควรถูกใช้แทนการพิสูจน์องค์ประกอบ “น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยไม่อธิบายเหตุผลเชื่อมโยง

ข้อควรระวัง: วรรคสองยังอยู่

การสรุปว่า “มีผู้เสียหายคนเดียว จึงไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะกฎหมายปัจจุบันกำหนดความรับผิดกรณีกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งไว้ในวรรคสองโดยตรง1

ดังนั้น การนำฎีกานี้ไปใช้ต้องถามเพิ่มว่า

  1. โจทก์ฟ้องวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
  2. คำฟ้องบรรยายเป้าหมายและความเสียหายครบหรือไม่
  3. มีเจตนาโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงหรือไม่
  4. ข้อมูลเป็นข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จอย่างไร
  5. การกระทำเป็นหมิ่นประมาทซึ่งถูกตัดออกจากมาตรา 14 (1) หรือไม่
  6. ผู้เสียหายร้องทุกข์ภายในกำหนดสำหรับความผิดอันยอมความได้หรือไม่

รายละเอียดสรุปสาธารณะของฎีกานี้มุ่งตอบปัญหาคำว่า “ประชาชน” ตามวรรคหนึ่ง จึงไม่ควรนำไปตัดการวิเคราะห์วรรคสองในคดีอื่นโดยอัตโนมัติ

เปรียบเทียบกับโพสต์หมิ่นประมาทบน Facebook

กรณีเว็บไซต์ขายสินค้าปลอมในฎีกานี้มีแก่นเป็นการใช้ข้อมูลเพื่อหลอกขายสินค้า ส่วนโพสต์กล่าวหาว่าบุคคลหนึ่งโกง ชู้ หรือทุจริต มีแก่นเป็นการทำลายชื่อเสียง ทั้งสองกรณีใช้ระบบคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ประโยชน์ที่กฎหมายคุ้มครองและฐานความผิดต่างกัน

สถานการณ์ฐานที่ควรเริ่มตรวจเหตุผล
เว็บไซต์เสนอขายสินค้าปลอมเพื่อให้โอนเงินมาตรา 14 (1) และฉ้อโกงมีข้อมูลเท็จเป็นเครื่องมือหลอกเอาประโยชน์
โพสต์กล่าวหาบุคคลให้เสียชื่อเสียงมาตรา 326 หรือ 328แก่นของความเสียหายคือชื่อเสียง และมาตรา 14 (1) ตัดหมิ่นประมาทออก
ส่งข้อมูลเท็จหลอกบุคคลเฉพาะรายมาตรา 14 วรรคสองและฐานอื่นต้องตรวจการกระทำต่อบุคคล เจตนา และการร้องทุกข์
ปล่อยข่าวเท็จให้สาธารณะตื่นตระหนกมาตรา 14 (2)เป็นผลกระทบสาธารณะอีกประเภทหนึ่ง

จึงตอบคำถามยอดนิยมได้ว่า จำนวนผู้เห็นไม่ใช่ประเด็นเดียว ต้องดูด้วยว่าข้อมูลชนิดใด ใช้เพื่ออะไร และกฎหมายฐานใดถูกนำมาใช้

เปรียบเทียบสามฎีกา: ขาดคนละองค์ประกอบ

ฎีกาข้อเท็จจริงที่เป็นแก่นจุดที่ทำให้มาตรา 14 (1) ใช้ไม่ได้
2778/2561การเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทบนเว็บไซต์การกระทำเดียวกันเป็นหมิ่นประมาท3
5764/2562นำข่าวเท็จลงเว็บไซต์ไม่ปรากฏเจตนาพิเศษโดยทุจริตหรือหลอกลวง4
2211/2566เว็บไซต์ขายสินค้าปลอม มีผู้พบเห็นรายเดียวไม่ถึงความเสียหายแก่ประชาชนตามวรรคหนึ่ง

อ่านคำอธิบายรวมได้ที่ หมิ่นประมาทกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่างกันอย่างไร

พยานหลักฐานที่สำคัญในคดี “ประชาชนหรือบุคคลเดียว”

ฝ่ายกล่าวหา

  • หน้าเว็บและ URL ที่แสดงว่าสาธารณะเข้าถึงได้
  • ข้อมูลผู้เข้าชม การคลิก การสั่งซื้อ และการโฆษณา
  • รายชื่อผู้เสียหายหรือผู้ที่ได้รับข้อความหลายราย
  • ข้อความชักชวนที่ส่งกว้างหรือกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
  • เส้นทางเงินและรูปแบบการกระทำซ้ำ
  • ข้อเท็จจริงในคำร้องทุกข์และคำฟ้องที่แยกวรรคหนึ่งกับวรรคสอง

ฝ่ายถูกกล่าวหา

  • การตั้งค่าการเข้าถึงจริงในวันเกิดเหตุ
  • บันทึกผู้เข้าชมหรือหลักฐานว่ามีผู้รับเพียงรายเดียว
  • ข้อความสนทนาที่แสดงว่าเป็นการติดต่อเฉพาะบุคคล
  • คำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายความเสียหายแก่ประชาชน
  • หลักฐานโต้แย้งเรื่องความเท็จ เจตนาหลอกลวง และความเชื่อมโยงกับบัญชีหรือเว็บไซต์

การเก็บเพียงภาพหน้าจอของหน้าเว็บอาจยังไม่พอ ต้องรักษาข้อมูลประกอบที่บอกขอบเขตการเข้าถึงและลักษณะผู้รับสารด้วย — ดูแนวทางเก็บพยานหลักฐานดิจิทัลประกอบ

เกี่ยวกับผู้วิเคราะห์

เอกสยาม ชัยศร

นักกฎหมายและที่ปรึกษาด้านคดีหมิ่นประมาท การสื่อสารออนไลน์ และการปกป้องชื่อเสียง แห่ง Eksiam Defamation Law (บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด) ทำงานทั้งฝั่งผู้เสียหายและฝั่งผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่การตรวจข้อความก่อนเผยแพร่ การรักษาพยานหลักฐานดิจิทัล ไปจนถึงการเจรจาและการดำเนินคดี — อ่านประวัติฉบับเต็ม

หากถูกหลอกขายสินค้าออนไลน์ หรือถูกกล่าวหาตามมาตรา 14 ให้เราตรวจวรรคและองค์ประกอบก่อน

ความต่างระหว่าง “ประชาชน” กับ “บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” กระทบทั้งข้อหา อัตราโทษ การยอมความ อายุการร้องทุกข์ และพยานหลักฐาน หากคุณพบปัญหาลักษณะนี้ ให้ใช้บริการ Eksiam Defamation Law เพื่อให้เราตรวจคำโฆษณา หน้าเว็บ ข้อมูลผู้เข้าชม เส้นทางเงิน คำร้องทุกข์ และคำฟ้องก่อนดำเนินการ

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดี

คำถามที่พบบ่อย

คนเห็นข้อมูลเท็จคนเดียว ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใช่หรือไม่
ตอบแบบเหมารวมไม่ได้ ฎีกาที่ 2211/2566 วินิจฉัยว่าไม่ครบความเสียหายแก่ประชาชนตามวรรคหนึ่ง แต่กฎหมายมีวรรคสองสำหรับการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ต้องมีคนเห็นกี่คนจึงเป็น “ประชาชน”
ฎีกานี้ไม่ได้กำหนดตัวเลขขั้นต่ำ ต้องดูความมุ่งหมาย รูปแบบการเผยแพร่ กลุ่มเป้าหมาย ความน่าจะเป็นของความเสียหาย และพยานหลักฐานทั้งหมด
เว็บไซต์เปิดสาธารณะถือว่าเสียหายแก่ประชาชนทันทีหรือไม่
ไม่ควรสรุปอัตโนมัติ การเปิดสาธารณะเป็นพฤติการณ์หนึ่ง แต่ยังต้องบรรยายและพิสูจน์ว่าข้อมูลน่าจะก่อความเสียหายแก่ประชาชนอย่างไร
หากหลอกขายสินค้าให้คนเดียว เป็นคดีอะไรได้บ้าง
อาจต้องตรวจมาตรา 14 วรรคสอง ความผิดฐานฉ้อโกง กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เครื่องหมายการค้า หรือกฎหมายอาหารและยา แล้วแต่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตัดสินจากมาตรา 14 วรรคหนึ่งเพียงบทเดียว
เชิงอรรถ · ฐานกฎหมายและเอกสารอ้างอิง
  1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ซึ่งแก้ไขมาตรา 14, ราชกิจจานุเบกษา.
  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2566; สำนักงานศาลยุติธรรม, ฎีกา InTrend Ep.159 ความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ต้องมีผู้พบเห็นมากน้อยเพียงใดจึงจะเป็นความผิด, 28 กุมภาพันธ์ 2567, COJ Channel และ สื่อศาล.
  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา; ThaiDeka.
  4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5764/2562, ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา; ThaiDeka.
อ่านต่อ · Related
ขอรับคำปรึกษาเฉพาะกรณีของท่าน

โทร · +66 81 654 5922  ·  contact@eksiamlegal.com  ·  แอดไลน์ปรึกษา

แชร์หน้านี้ LINE Facebook

ปรึกษาได้ทันที · ตอบกลับเร็วที่สุด

ไม่ว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของคดีหมิ่นประมาท เราช่วยคุณได้ตั้งแต่วินาทีนี้

คุณถูกหมิ่นประมาท ถูกโพสต์ใส่ความ?

ถูกโพสต์ประจาน รีวิวทำลายธุรกิจ หรือถูกใส่ความจนเสียชื่อเสียง — ทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหลักฐานอาจถูกลบ และอายุความ 3 เดือนกำลังเดิน อย่ารอ

☎ โทรเลย 081 654 5922 — เริ่มปกป้องชื่อเสียงทันที

คุณถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง หรือเพิ่งโพสต์แล้วกังวล?

ได้รับหมายเรียก ถูกทนายส่งโนติส หรือโพสต์ไปแล้วกลัวเป็นคดี — สิ่งที่พูดหรือทำใน 24 ชั่วโมงแรกชี้ชะตาคดี อย่าเพิ่งให้การหรือเจรจาเองก่อนคุยกับเรา

☎ โทรเลย 081 654 5922 — ประเมินทางรอดของคุณทันที

ติดต่อสำนักงาน

ส่งรายละเอียดของเรื่องมาทางอีเมลได้โดยตรง แนบเอกสารประกอบได้ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม

contact@eksiamlegal.com

จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 · ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ

โทรปรึกษา ส่งเรื่อง
LINE WhatsApp โทร อีเมล